ชมรถไฟของไทย

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เซอร์แอนดรู คลาก และบริษัทปันชาร์ด แมกทักการ์ด โลเธอร์ ดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างทางรถไฟจาก กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ และมีทางแยกตั้งแต่เมืองสระบุรี – เมืองนครราชสีมาสายหนึ่ง จากเมืองอุตรดิตถ์ – ตำบลท่าเดื่อริมฝั่งแม่น้ำโขงสายหนึ่ง และจากเมืองเชียงใหม่ไปยังเชียงราย เชียงแสนหลวงอีกสายหนึ่ง โดยทำการสำรวจให้แล้วเสร็จเป็นตอน ๆ รวม 8 ตอน ในราคาค่าจ้างโดยเฉลี่ยไม่เกินไมล์ละ 100 ปอนด์ ทั้งสองฝ่ายลงนามในสัญญา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2430
เมื่อได้สำรวจแนวทางต่าง ๆ แล้ว รัฐบาลพิจารณาเห็นว่าจุดแรกที่สมควรจะสร้างทางรถไฟเชื่อมกับเมืองหลวงของไทย ก่อนอื่น คือ นครราชสีมา ดังนั้นในเดือนตุลาคม 2433 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งกรมรถไฟขึ้น สังกัดอยู่ในกระทรวงโยธาธิการมีพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นเสนาบดี และนาย เค. เบ็ทเก ( K. Bethge ) ชาวเยอรมัน เป็นเจ้ากรมรถไฟ

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้ก ระทรวงโยธาธิการว่าจ้าง มิสเตอร์ จี. มูเร แคมป์เบลล์ สร้างทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯถึงนครราชสีมา เป็นสายแรก เป็นทางขนาดกว้าง 1.435 เมตร และได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีกระทำพระฤกษ์ เริ่มการสร้างทางรถไฟ ณ บริเวณย่านสถานีกรุงเทพ เมื่อวันที่ 09 มีนาคม พ.ศ.2434  โดยมีการดำเนินการก่อสร้างเป็นระยะ ดังนี้

9 มีนาคม 2434         เริ่มสร้าง สายรถไฟ กรุงเทพ นครราชสีมา ทางรถไฟขนาด กว้าง 1,435 เมตร ตามมาตรฐานยุโรป
1 พฤศจิกายน 2440   เริ่มสร้าง สายรถไฟ จากชุมทางบ้านภาชี ถึงแก่งคอย ระยะทาง  53 กิโลเมตร เปิดเดินรถไฟ
3 มีนาคม 2440         เริ่มสร้าง สายรถไฟ จากแก่งคอย ถึงมวกเหล็ก
25 พฤษภาคม 2442   เริ่มสร้าง สายรถไฟ จากมวกเหล็ก ถึงปากช่อง

การเดินทางไปมอหลักหิน สำหรับเข้าไปดูหรือไหว้ศาล สามารถเดินทางได้ สองทาง คือ
เส้นทางที่หนึ่ง เข้าทางปางอโศก เมื่อขับรถยนต์ ข้ามทางรถไฟ ไป ประมาณ  50 เมตร ท่านจะพบ ถนนลาดยาง ให้เลี้ยวซ้ายมือไป ระยะ ทางประมาณ 2 กม. จะมองเห็นป้าย  เขียนว่ามอหลักหิน
หรือถ้าท่านขับรถยนต์ผ่านจุดนี้มุ่งหน้าปากช่อง เมื่อเลยปั้มน้ำมัน ปตท. ระยะทาง ประมาณ 200 เมตร ใกล้ปากทางเข้า มีบ้านอยู่หนึ่งหลังเลี้ยวซ้ายเข้าไปเป็นถนนคอนกรีต จะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าไป ทางค่อนข้างแคบ เมื่อเข้าไปแล้ว ข้ามทางรถไฟ ระยะทางประมาณ  100 เมตร ให้เลี้ยว
ขวาไประยะทางประมาณ 200 เมตร จะเห็นป้ายมอหลักหินเหนือถนน   ซึ่งหากใครไปเที่ยวฟาร์มโชคชัย หรือเดินทางผ่านมาบริเวณนี้ก็ อย่าลืมแวะมาสักการะ บูชา กราบไหว้รำลึกถึง คุณาประการต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครับ

แต่เมื่อการก่อสร้างมาถึง บริเวณสถานีรถไฟกลางดง  ช่วงหลัก กม.ที่ 160.03 การสร้างรางรถไฟบริเวณนี้ เป็นป่าดงดิบ มีไข้ป่า ประกอบกับความเชื่อต่าง ๆ เมื่อผ่านดงพญาไฟ คนงานวิศกรต้องสังเวยชีวิตไปมากมาย  เมื่อไปตัดต้นไม้ต้นใหญ่ๆ จึงต้องทำพิธี อัญเชิญตราแผ่นดิน ไปประทับตามต้นไม้ที่จะโค่น  และจากปัญหาตรงนี้เอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เสด็จไปทอดพระเนตร  และลงเดินเท้า ที่ปลายรางรถไฟที่สร้างไปถึงที่นั่น เมื่อวันที่ื 21 ธันวาคม 2441 ซึ่งก็ได้แก่ บริเวณ “มอหลักหิน” นี่เอง

ประวัติการก่อตั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย

ก่อนที่การรถไฟหลวงจะถือกำเนิดขึ้นนั้นในปีพุทธศักราช 2398 รัฐบาลสหราชอาณาจักรอังกฤษให้ เซอร์ จอห์น เบาริง (Ser John Bowring) พร้อมด้วย มิสเตอร์ แฮรี่ สมิท ปาร์ค (Mr. Harry Smith Parkes) เดินทางเข้ามาเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาทางราชไมตรีฉบับที่รัฐบาลอังกฤษ ทำไว้กับรัฐบาลไทยเมื่อ วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2369

ซึ่งในกาลนั้น มิสเตอร์ แฮรี่ สมิท ปาร์ค ได้นำสนธิสัญญาฉบับใหม่ออกไปประทับตราแผ่นดินอังกฤษ แล้วนำกลับมาแลกเปลี่ยนสนธิสัญญากับฝ่ายไทย กับอัญเชิญพระราชสาส์น และเครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระนางวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษเข้า มาเพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

อาทิ รถไฟจำลองย่อส่วนจากของจริงประกอบด้วย รถจักรไอน้ำ และรถพ่วงครบขบวน เดินบนรางด้วยแรงไอน้ำทำนองเดียวกับรถใหญ่ที่ใช้อยู่ในเกาะอังกฤษ(ขณะนี้ รถไฟเล็กได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ) ราชบรรณาการในครั้งนั้นสมเด็จพระนางวิคตอเรีย ทรงมีพระราชประสงค์จะให้เป็นเครื่องดลพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ให้ทรงคิดสถาปนากิจการรถไฟขึ้นในราชอาณาจักรไทย แต่เนื่องจากในขณะนั้นภาวะเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในฐานะไม่มั่นคง และมีจำนวนพลเมืองน้อย กิจการจึงต้องระงับไว้