พาดื่มกาแฟใน คอสตาริก้า

ลีโอบอกกับเราว่าในปี 2012 FRB ผลิต 148 กระสอบ£ 100 ของกาแฟ 80% ของที่ถูกขายหรือบริโภคที่โรงแรมขนาดเล็ก FBR ได้ข้อสรุปเพียงเก็บเกี่ยวในช่วงกลางเดือนมกราคม แต่ก็ยังมีบางส่วนที่เหลือถั่วบนต้นไม้ unpicked ลีโอกล่าวว่าวันทำงานปกติสำหรับแจ่มกาแฟเป็น 06:00-02:00 พวกเขาจะได้รับเงินจากการผลิตและ pickers ที่ดีทำให้ประมาณ $ 25-30 ต่อวัน กาแฟ Unroasted ขายประมาณ $ 1.28 £เมื่อ New York Mercantile Exchange

“คั่ว เมื่อเราได้รับประมาณ $ 16 £สำหรับกาแฟของเราร้านค้าปลีกหรือประมาณ $ 6-7 ปอนด์ขายส่ง” สิงห์กล่าวว่าก่อนที่สังเกตว่าประมาณ 7-8% ของสิ่งที่พวกเขาผลิตไปสหรัฐอเมริกาและแคนาดาผ่านดึง ที่เรียกว่าคอฟฟี่ชอป Milagro

กาแฟทัวร์ Finca Rosa blancaAfter เดินเที่ยวของเราเรากลับไปที่ร้านอาหารของโรงแรมชิมกาแฟ สิงห์วางตักใหญ่ของกาแฟราคาถูกจากผู้ผลิตที่ใช้น้ำตาลในแก้วน้ำน้ำแข็งแล้ว ใส่ตักของกาแฟ FRB ในแก้วที่สอง

ขณะ ที่เราเดินข้ามถนนจากโรงแรมไปยังสวนกาแฟลีโอบอกว่าเขาเกิดใกล้เวนีซ, อิตาลีและพ่อวิศวกรของเขาย้ายครอบครัวไปคอสตาริกาในปี 1978 หลังจากที่เขาถูกเสนอสองปี สัญญาที่จะทำงานในซานโฮเซ

“แต่เราชอบที่นี่ดังนั้นเราจึงตัดสินใจที่จะอยู่” เขากล่าวว่าก่อนที่การหยุดและการเพิ่มวลี, bien muy

ในห้องอบสิงห์ไพรเมอร์ให้เราในการผลิตกาแฟทั่วโลก มี สายพันธุ์ 103 กาแฟและประมาณ 6,000 varietals แต่เพียงสามชนิดมีมูลค่าการค้า: liberica ซึ่งทำให้ขึ้นประมาณ 5% ของอุปทานของโลกของกาแฟโรบัสต้า, (23%) และอาราบิก้า, (72%)

beansNicholas กาแฟฝรั่งเศสซึ่งเป็นทัวร์เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกาแฟสำหรับงาน ของเขาที่ร้านอาหารในนิวยอร์กทำเรื่องตลกเกี่ยวกับกาแฟโรบัสต้า แต่ลีโอได้อย่างรวดเร็วแก้ไขเขา

“เราไม่เคยพูดคือกาแฟโรบัสต้ามาก” เขากล่าว “มันก็แค่ชนิดต่าง ๆ .”

ลีโอกล่าวว่า Norwegians ที่ดื่มกาแฟมากที่สุดในขณะที่บราซิลผลิตส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับ 53% ของอุปทานของโลก เวียดนาม เป็นอันดับที่ 2 ในการผลิตที่ประมาณ 17% แม้ว่าพวกเขาจะเพียง แต่ผลิต robusta ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่จะผลิตในคอสตาจนกระทั่ง 1978 คอสตาริกาผลิตเพียงประมาณ 1.5% ของอุปทานของโลกของกาแฟ

ทัวร์ Finca Rosa กาแฟ blanca “เราใช้ในการจะคิดว่าเป็นสาธารณรัฐกล้วยกาแฟและประเทศ” เขากล่าว “แต่เหล่านี้ท่องเที่ยววันคือไกลโดยอุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของเราตามที่มีเทคโนโลยีสูงและเครื่องชงกาแฟเป็นอย่างมากต่อลงในรายการ.”

ลี โอบอกเราเล็กน้อยเกี่ยวกับกระบวนการที่ยาวของการเป็นผู้ผลิตได้รับการรับรอง อินทรีย์และเกี่ยวกับวิธีบางมุมตัดผลิตเพิ่มทุกชนิดของสิ่งที่น่ารังเกียจ กับกาแฟของพวกเขา

“ผู้ผลิตใช้ในการผสมสารหนูใน แต่มันก็ฆ่าลูกค้าของพวกเขา” เขากล่าว “บางคนเลือดใช้ไอโอดีนและสิ่งอื่น ๆ และจากนั้นในปี 1894 พวกเขาเริ่มใช้น้ำตาล.”

นิ คสามสิบสิ่งพื้นเมืองมลรัฐนิวเจอร์ซีย์บอกกลุ่มว่านายจ้างของเขากำลังดำเนิน การวิจัยเกี่ยวกับอันตรายของน้ำตาลและกลัวนรกออกจากเราทุกคนเมื่อเขากล่าว ว่า “กาแฟที่คุณดื่มจาก Dunkin ‘Donuts สามารถฆ่าคุณ.”

เมล็ดกาแฟ “เมื่อคุณไปที่ร้านป้ายเกี่ยวกับกาแฟมักจะไม่ได้บอกอะไรที่เป็นประโยชน์” สิงห์อธิบาย “คุณ ต้องการที่จะรู้ว่าสิ่งที่ภาคกาแฟมาจากความสูงของสถานที่และจำนวนของสิ่ง อื่น ๆ . คุณจำเป็นต้องซื้อจากร้านค้าพิเศษที่มีชื่อเสียงและถามคำถาม.”

เขา บอกว่ามันต้องใช้เวลา 7 ปี FBR ที่จะกลายเป็นได้รับการรับรองเป็นผู้ผลิตอินทรีย์และบ่นว่าค่าใช้จ่าย ของกระบวนการที่น่าเสียดายที่จะต้องมีการผ่านไปยังผู้บริโภค

“โดย ทั่วไปอุตสาหกรรมทำเช่นระเบียบมากใช้น้ำตาลและทุกสิ่งเหล่านี้ที่วันนี้เรา ต้องจ่ายมากขึ้นเพียงเพื่อย้อนเวลากลับไปในการผลิตกาแฟวิธีปู่ย่าตายายของ เราได้ 60 ปีที่ผ่านมา” เขากล่าว

กล้วย treeWe ลาผ่านป่าเขตร้อนเขียวชอุ่ม, กับลีโอหยุดเพื่อแสดงให้เราสิ่งเช่นว่ากล้วยต้นไม้ถูกหลักชีวิต “ระบบชลประทาน” (ดูภาพ) และข้อมูลเชิงลึกที่นำเสนอมักจะรวดแต่ละประโยคด้วยวลี muy bien,

มันเป็นตอนเช้าที่สมบูรณ์แบบ มีไม่เมฆในท้องฟ้าอุณหภูมิประมาณ 75 นกกำลังร้องเพลงและมีสายลมพัดเบา ๆ ผ่านภูมิประเทศที่กวาดสีเขียวของพืชกล้วยและต้นไม้ ผมไม่ได้มีความสุขรับ

 

“คุณเห็น” เขากล่าว “กาแฟหวานหันกระจกทั้งน้ำใสสีน้ำตาล แต่กาแฟของเราสถานที่ท่องเที่ยวมันขวาด้านบนของน้ำ.”

จึงมีกระดาษลิตมัสทดสอบที่คุณจะหาวิธีที่ดีคือกาแฟของคุณ

“ชิมกาแฟมีมารยาทไม่” สิงห์กล่าวว่าก่อนที่จะให้เราสอง varietals FBR ที่จะลอง “ฉัน ต้องการให้คุณใส่จมูกของคุณดื่มแล้วมันเดินไปตามถ้วยทั้งในการหายใจในกลิ่น หอม. แล้วฉันต้องการให้คุณ slurp เป็นอย่างรวดเร็วและมีเสียงดังเป็นที่คุณสามารถ. ให้ความสนใจกับปลายลิ้นของคุณ.”

ชาย น้อยของฉันอายุ 3 และ 5, รัก slurping มีเสียงดังของลีโอแล้วเมื่อเขาถ่มน้ำลายกาแฟของเขาที่พวกเขากำลังตื่นเต้น อย่างแท้จริง (ดูวิดีโอด้านบน) ลี โอให้เราแนะนำเกี่ยวกับวิธีการที่จะลิ้มรสความหวานสำหรับความเป็นกรดและความ ขมขื่นและเป็นทัวร์ดึงไปสู่ข้อสรุปมีเพียงสิ่งหนึ่งที่เพิ่มเติมฉันอยาก: more of the กาแฟที่ดีของพวกเขาแช่ง

การเตรียมการเดินทาง part1

ออสเตรียเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคยุโรปที่มีการท่องเที่ยวและพักแรมฟาร์ม (Farmhouse) ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสถึงความเป็นอยู่ของเจ้าของบ้าน เรียนรู้วิถีชีวิต ที่สำคัญที่สุด คือการบอกถึงคุณค่าและการมีตัวตนของคนในอีกหนึ่งสังคม

การเข้าไปสัมผัสกับผู้คนเช่นนี้เอง ที่เป็นคำตอบของการทำให้การท่องเที่ยวเป็นสิ่งส่งเสริมให้คนที่เข้ามาเยือน เข้าใจชุมชนมากกว่าที่จะเป็นเพียงดัชนีทางการตลาด หรือเงื่อนไขของการพัฒนาที่สะท้อนออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ตัวเลข เช่นนั้นเอง การทำงานหนักของคนหลายต่อหลายรุ่นจึงไม่เพียงจะเป็นการตั้งคำถามและพยายามหา คำตอบให้กับตัวเองว่า เราก้าวกันมาไกลแค่ไหน และจำเป็นต้องมองออกไปข้างหน้ากันอีกยาวไกลเท่าไร หากเป็นเพราะสิ่งที่เป็นปัจจุบันนั้นสำคัญยิ่งกว่า กับการอยู่ร่วมกันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้สักต้น หมู่บ้านสักแห่ง หรือหน่วยงานองค์กรใหญ่โตใดๆ อาจเพราะเรามิอาจก้าวย่างไปโดยไม่หันมาปาดหยาดเหงื่อและเหลียวมองรอยเท้าที่ ทางเดินของกันและกัน ยามเย็นของวันหนึ่งเมื่อผมลาจากบ้านของสำเริง ราเขต หรือบังหมี บนเกาะยาวน้อย ชุมชนโฮมสเตย์แห่งท้องทะเลอันดามัน จังหวัดพังงา ที่นั่น นอกจากความงดงามของท้องทะเล วิถีชีวิตน่าเรียนรู้ และศรัทธาในศาสนาอันเหนียวแน่นที่โลกปัจจุบันน่าจะกล่าวคำขอบคุณแล้ว รอยยิ้มของคนที่นั่นล้วนเป็นสิ่งที่น่าจดจำ เป็นรอยยิ้มประเภทเดียวกับนิยามของบ้านอันมีสุข อย่างที่ใครสักคนเคยบอกกับผมบนยอดตึกขององค์กรแห่งหนึ่งที่ทำหน้าที่ส่ง เสริมเรื่องราวเหล่านั้นเรื่อยมาเขาว่าเอาไว้ “แหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดก็อยู่ที่ชุมชนที่มีความสุขที่สุด”

จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ที่เน้นบทบาทการพัฒนาชุมชน และการที่รัฐบาลออกกฎหมายการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นแรงผลักดันให้องค์กรท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยใช้การท่องเที่ยวเป็นจุดขาย จึงทำให้เกิดกิจกรรมการท่องเที่ยวหลายรูปแบบในชุมชน ซึ่งการจัดกิจกรรมโฮมสเตย์ก็เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจมาก ทั้งจากองค์กรท้องถิ่น องค์กรเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ

เมื่อการท่องเที่ยวในรูปแบบเชิงอนุรักษ์ หรือที่เรียกว่าการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งรัฐบาล รวมถึงกระแสการท่องเที่ยวของโลกได้ให้ความสำคัญในด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กล่าวได้ว่าในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศมีการขยายตัวรวดเร็วทั่วทุกภูมิภาคของโลก และคาดหมายว่าจะยังคงเติบโตต่อไปในอนาคต

องค์การสหประชาชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงประกาศให้ปี พ.ศ. 2545 เป็นปีท่องเที่ยวเชิงนิเวศนานาชาติ โดนคณะกรรมาธิการว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Commission on Sustainable Development) ได้ขอให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาล ตลอดจนภาคเอกชนทั่วโลกจัดกิจกรรมสนับสนุน ททท. เองในฐานะสมาชิกขององค์การท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization : WTO) ได้กระตุ้นให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และร่วมจัดกิจกรรมการประชุมสัมมนาที่ ททท. เป็นผู้จัดและเป็นองค์กรร่วมจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เช่น ล่องแก่ง ขี่จักรยาน ชมธรรมชาติ ดูนก และการศึกษาชีวิตชุมชน

“ตอนนั้นเราทำงานกันหนัก บ้านปราสาท นครราชสีมา เป็นที่แรก โอ๊ย…สนุกจับต้นชนปลายกันไปเรื่อย” สำหรับโฮมสเตย์ที่เป็นจุดทดลองและทาง ททท. เข้าไปสนับสนุนในเรื่องการประชาสัมพันธ์นั้น คำว่า “เป็นไปได้” ดูเหมือนค่อยๆ ฉายชัดออกมาเมื่อเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างตัวชุมชน หน่วยงานส่งเสริมอย่าง ททท. และกลุ่มนักท่องเที่ยวแรกๆ ที่เข้าไปสัมผัส

กลุ่มเยาวชนจากหลากหลายท้องถิ่นได้เข้าไปเรียนรู้ชุมชนบ้านปราสาทที่ตั้งอยู่แนบชิดกับโบราณสถานอันตกทอดความเก่าแก่นับพันปีมาจากอารยธรรมขอม ไม่เพียงแต่ซากอิฐซากศิลาแลง แต่วิถีชีวิตของชาวบ้าน ทั้งงานฝีมือ รูปแบบพิธีกรรมทางความเชื่อ ประเพณี ล้วนทำให้เด็กๆ ที่เป็น “ตัวแทน” ของผู้ไปเยือนประทับใจ

“อย่าว่าแต่เด็กๆ เลยชาวบ้านที่นั่นก็น้ำตาซึมเหมือนกัน วันที่ต้องผูกข้อมือบายศรีขากลับน่ะ” เช่นนี้เองที่สะท้อนให้เห็นว่า ความเป็นตัวตนของพวกเขามีค่า ควรแก่การเข้ามาศึกษา และอย่างสำคัญ คือพัฒนาไปสู่เรื่องของการยังชีพได้อีกทางหนึ่งมากกว่าพึ่งดินฟ้าและการทำกิน

รูปแบบการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ดูจะมาแรงที่สุดในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่ ททท. ให้ความสนับสนุน เกิดชุมชนโฮมสเตย์นับร้อยกระจายไปทั่วประเทศ บางกลุ่มเน้นที่ธรรมชาติสวยงามรายรอบ ขณะที่บางกลุ่มก็เน้นที่คติความเชื่อและเสน่ห์ของวัฒนธรรมประเพณี และมีอีกหลายกลุ่มที่เน้นถึงการอยู่ร่วมกันของคนและธรรมชาติ อย่างที่คนเมืองทั่วไปไม่เคยรู้จัก หรืออย่างมากก็เป็นได้แค่ความคิดในอุดมคติ

ดังคำบอกเล่าของคุณขนิษฐา พอนอ่วม อดีตบรรณาธิการอนุสาร อ.ส.ท. และผู้ช่วยผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ ททท. ในปัจจุบัน เล่าถึงคืนวันที่เธอประจำอยู่ที่ ททท. สำนักงานภาคใต้ เขต 2 กับการเข้าไปสนับสนุนประชาสัมพันธ์บ้านคีรีวง อำเอลานสกา ชุมชนเก่าแก่ของเมืองนครศรีธรรมราชที่ใช้ชีวิตอยู่กับเทือกเขาหลวง ขุนเขาอันเป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ของคนนคร

“จริงๆ แล้วพวกเขาอยู่กันแบบนี้มานานแล้ว เราเพียงแต่ทำให้คนข้างนอกเห็นถึงคุณค่าของเขา” เธอเล่าว่าความสนิทสนมระหว่าง “คนนอก” กับเกลอภูเขาของเธอ ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่การทำหลายคนสนใจที่จะเข้าไปศึกษาถึงชีวิตแท้ๆ ของคนคีรีวง แต่มันก็คืองานหนักทีเดียว กว่าจะทำให้เกิดการสื่อสารอันเข้าใจระหว่างคนข้างในและนอกขุนเขา

“รางวัลไทยแลนด์ ทัวริสซึม อวอร์ด นี่ล่ะสำคัญ ก่อให้เกิดการพัฒนาหลายอย่างกับเขา” เธอหมายถึงรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ทาง ททท. จัดมอบให้กับชุมชนที่สมัครเข้าประกวดโครงการ ซึ่งเริ่มกันเป็นปีแรกในปี พ.ศ.2539 โดยแบ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม นันทนาการ เชิงนิเวศ และเชิงเกษตร ไม่เพียงแต่รางวัลจะนำมาซึ่งการพัฒนาทั้งในเชิงกายภาพ อย่างถนนหนทาง หรือสิ่งก่อสร้าง งบประมาณ แต่ยังส่งผลถึงเรื่องของความรู้สึกร่วมและภาคภูมิใจในชุมชน ซึ่งเป็นเหมือนจุดหมายหลักของการจัดมอบ อันน่าจะส่งผลถึงความยั่งยืนในการดูแลท้องถิ่นของแต่ละชุมชน