การเดินทางในสงครามครูเสด

สภาพของสังคมในยุคกลางเป็นสังคมปิด ระบบที่ใช้เรียก “ศักดินาสวามิภักดิ์” (Feudalism) ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์เชิงพึ่งพากันในระหว่างท้องถิ่น ระหว่างนาย (lord) กับผู้สวามิภักด์ (vassal) เพื่อความอยู่รอดท่ามกลางความไม่ปลอดภัยรอบด้าน ทางด้านการเมืองการปกครองเกิดภาวะสุญญากาศ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคริสต์ศาสนา สถานที่พักที่เคยเปิดบริการให้แก่นักเดินทางที่หลากหลายทั่วทุกพื้นที่ใน ยุโรปต่างหยุดการประกอบธุรกิจเพราะไม่มีลูกค้ามาใช้บริการ เนื่องจากคำสอนของคริสต์ศาสนาในขณะนั้นสอนว่าการแสวงหาความสุขสำราญในโลกนี้ ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ มนุษย์สมควรใช้เวลาที่อยู่ในโลกนี้เพื่อคิดและปฏิบัติเพื่อศาสนา ด้วยความศรัทธาอย่างแท้จริง เพื่อจะได้รับผลตอบแทนในอาณาจักรแห่งพระเจ้า ซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริงนิรันดรมากกว่า

สงครามครูเสดเกิดจากความคิดของผู้มีอำนาจในรัฐต่างๆ ของยุโรป และคริสตจักรแห่งกรุงโรมที่ต้องการช่วงชิงดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์คือ นครเยรูซาเลมคืนจากการยึดครองของผู้ปกครองที่นับถือศาสนาอิสลามและสถาปนาการ ปกครองโดยผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์แทน ความคิดดังกล่าวได้มาถึงจุดสูงสุดของความรู้สึกร่วมเมื่อสันตะปาปาเออร์บัน ที่ 2 แถลงที่เมืองเคลมองต์ (Clemont) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ในปีคริสต์ศักราช 1095 เรียกร้องให้บรรดาผู้มีอำนาจและกำลังทหารได้แก่ กษัตริย์ เจ้าชาย ขุนนาง อัศวิน เลิกทำสงครามระหว่างกัน แล้วหันมาผนึกกำลังเพื่อต่อสู้กับศัตรูต่างศาสนาในแดนไกล และให้ถือว่าเป็นผู้จาริกแสวงบุญที่ติดอาวุธ มีสถานะเป็นทหารของพระคริสต์ภายใต้การนำของสันตะปาปา สงครามครูเสดได้เริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 11 และสิ้นสุดในศตวรรษที่ 13 จึงมีการเดินทางของนักรบไปยังดินแดนปาเลสไตน์และเมืองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ นับได้ว่าการเดินทางดังกล่าวมีส่วนส่งเสริมในการเดินทางระหว่างยุโรป และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เกิดการแลกเปลี่ยนและผสมผสานทางวัฒนธรรม ระหว่างโลกตะวันตกกับโลกอาหรับ นอกจากนี้ยังทำให้เมืองท่าสำคัญของอิตาลี เช่น เวนิส (Venice) เจนัว (Genoa) และปิซา (Pisa) เป็นศูนย์กลางการค้าในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทำให้การค้าในทะเลเมดิเตอร์ เรเนียนมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่

เที่ยวน้ำตกสาริกา

แม่น้ำ  น้ำตกสาริกาบริเวณเชิงเขาจะมีความลาดชันค่อนข้างสูง ทำให้น้ำตกสาริกา เป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีความสวยงามมาก น้ำตกสาริกาน้ำตกสาริกา เป็นส่วนหนึ่งของลำห้วยสาริกา  มีต้นน้ำอยู่บริเวณเขาสาริกาที่ติดต่อกับเขาแก้ว  ในระดับความสูงประมาณ  580  เมตร  จากระน้ำทะเลปานกลาง  ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตำแหน่งน้ำตก  มีลักษณะเป็นน้ำตกลงมาเป็นน้ำโจนตอนเดียว  ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของน้ำตกสาริกา ลักษณะหินที่พบเป็นหินอัคนีประเภทพอร์ฟีรี
ส่วนที่ราบเชิงเขาและที่ราบริมน้ำจะเป็นตะกอนหิน-ดิน  ที่ได้มาจากหินพอร์ฟีรีที่เกิดในช่วงต้นยุคไดรแอสซิคเป็นส่วนใหญ่
ตั้งอยู่ที่ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ในแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขญ.13 (นางรอง)  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สายน้ำไหลตกจากหน้าผาเป็นทอด ๆ มีระดับความสูงถึง  9  ชั้น  ผาที่สูงที่สุด
มีความสูงประมาณ  200  เมตร  แต่ละชั้นมีอ่างรับน้ำขนาดย่อม เหมาะแก่การลงเล่นน้ำบริเวณน้ำตกชั้นล่างมีแอ่งน้ำให้เล่นน้ำได้ และมีทางเดินต่อไปตามธารน้ำที่ไหลตกลงมาเป็นชั้นๆ จนไปถึงแอ่งน้ำกว้างและโขดหินก้อนใหญ่ มองขึ้นไปจะเห็นน้ำตกสาริกาชั้นสูงที่สุด  น้ำตกสาริกา มีน้ำไหลเกือบตลอดปี ช่วงน้ำน้อยก็จะไหลเป็นลำธารเล็กๆ และมีปริมาณน้ำมากในช่วงฤดูฝน ด้วยลักษณะทางกายภาพของน้ำตกที่เอื้อต่อการเล่นน้ำตกได้ดี ในช่วงฤดูท่องเที่ยวจึงมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวค่อนข้างมาก เป็นนักท่องเที่ยวแบบทัศนาจรไป-กลับ  ส่วนใหญ่มีทั้งแบบเป็นกลุ่มครอบครัว  และกลุ่มนักเรียน  นักศึกษา บริเวณน้ำตกสาริกามีการพัฒนา  การเดินทางเข้า สู่น้ำตกสาริกา  จากตัวเมืองนครนายก  จะเห็นป้ายแสดงแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกสาริกา  และน้ำตกนางรองเดินทางไปตามเส้นทางถนนทางหลวงหมายเลข  3049  (ถ้าเลี้ยวขวาไปจังหวัดปราจีนบุรี ถนนหมายเลข 33)   จากนั้นขับตรงไปตามถนนหมายเลข  3049  ประมาณ  14  กิโลเมตร  แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข  3050  อีก  3  กิโลเมตร  จะถึงน้ำตกสาริกา  ซึ่งเป็นทางลาดยางตลอดสาย  นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารประจำทางสายนครนายก – น้ำตกสาริกา  สำหรับบริการนักท่องเที่ยวบริเวณตัวเมืองจังหวัดนครนายกอีกด้วย จากลานจอดรถบริเวณด้านหน้าทางเข้าสู่น้ำตกสาริกา  นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินได้  2  เส้นทาง  ได้แก่  เส้นทางศึกษาธรรมชาติปลัดจ่าง    และเส้นด้านหน้าซึ่งเป็นถนนคอนกรีต  โดยต้องผ่านที่ส่วนบุคคล  หรือนักท่องเที่ยวสามารถเลือกขึ้นรถไฟ  ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติจัดไว้ให้  โดยคิดค่าบริการ   2  บาท/คน ปัจจุบันรถไฟอยู่ในระหว่างซ่อมบำรุงทางองค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา จึงจัดรถยนต์ (บิ๊กอัพ) บริการนักท่องเที่ยวไปกลับฟรี

สิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างมั่นคงและถาวร  ได้แก่  ห้องสุขา  โทรศัพท์สาธารณะ  ลานจอดรถ  ร้านอาหาร  ถังขยะ  ม้านั่ง  ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  และป้อมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ  ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระดับสูง  ในทางวิชาการแล้ว บริเวณดังกล่าวจัดเป็นแหล่งนันทนาการประเภทพื้นที่ธรรมชาติกึ่งพัฒนา
สำหรับกิจกรรมที่พบส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรธรรมชาติประเภทน้ำตกโดยทั่วไป  เช่น  การเล่นน้ำตก  นั่งพักผ่อน  รับประทานอาหาร และถ่ายรูป เป็นต้น สำหรับร้านค้าบริการนั้น ภายในน้ำตกจะมีร้านสวัสดิการบริการเพียงร้านเดียวเท่านั้น ดังนั้นนักท่องเที่ยวจะต้องเตรียมอาหารจากร้านค้าด้านนอกเข้ามา (ที่สำคัญตอนกลับกรุณานำขยะออกไปด้วยนะครับ) นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถใช้ เส้นทางเดินเท้าปลัดจ่าง เพื่อศึกษาธรรมชาติสองข้างทางได้ซึ่งมีระยะทาง ประมาณ  500  เมตร  จากด้านล่างของน้ำตกสาริกา  จนกระทั่งถึงลานจอดรถ

พาไปเที่ยวบ่อน้ำพุร้อน

น้ำพุร้อน

บ่อพ่อ – เป็นบ่อปูนซีเมนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบ่อน้ำร้อนทั้งสามบ่อ มีลักษณะเป็นบ่อวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางของบ่อ ขนาด 2.80 เมตรสูงจากผิวดิน 0.80 เมตร ลักษณะของน้ำร้อน น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าชคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (CO2) ที่ผุดขึ้นมาจากก้นบ่อสู่ผิวน้ำค่อนข้างน้อย ไม่มีกลิ่นกำมะถัน (H2S)ไม่มีสาหร่าย (algae) น้ำร้อนจะไหลล้นออกนอกบ่อตลอดเวลา ทำให้บริเวณบางส่วนของปากบ่อและผนังบ่อน้ำด้านนอกมีการสะสมตัวของแร่แคลไซต์ (calcite) ซึ่งเป็นแร่ที่มีขนาดผลึกละเอียดมาก แร่ชนิดนี้เป็นแร่อัลเทอร์เรชั่น (alteration minerals) ที่สำคัญชนิดหนึ่ง อุณหภูมิของน้ำร้อนวัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) วัดได้ประมาณ 8 อัตราการไหลของน้ำร้อน (flow rate) ที่บ่อพ่อวัดได้ประมาณ 3.5 ลิตร/วินาที หรือประมาณ 12.6 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง แสดงลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อพ่อ) รายล้อมด้วยสวนหย่อมและพุ่มไม้แหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้เกิดในลักษณะภูมิประเทศซึ่งเป็นที่ราบหุบเขา ( valley ) ริมคลองหาดส้มแป้น มีระดับความสูงประมาณ 50 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีลักษณะธรณีวิทยาที่สำคัญ ได้แก่ หินแม่ (country rock) ประกอบด้วยหินแกรนิตยุคครีเทเชียส ซึ่งได้แก่ หมวดหินแกรนิต คลอง บางริ้น (kgr-br) ที่เป็นหินไบโอไทต์-มัสโคไวต์แกรนิต เนื้อดอก เนื้อหยาบปานกลางลักษณะธรณีวิทยาโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่ รอยเลื่อน และรอยแยกหรือรอยแตก ซึ่งเป็นช่องทางให้น้ำร้อนจากใต้ดินไหลซึมขึ้นมาสู่ผิวโลกมีสองแนวตัดกัน ได้แก่ แนวรอยเลื่อนเกือบตะวันออก-ตะวันตก ตามลำน้ำของคลอง หาดส้มแป้น และในแนวเกือบเหนือใต้ปัจจุบันแหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้ซึ่งเป็นแหล่งที่สำคัญ ที่สุดของจังหวัดระนอง เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนและมีศักยภาพสูง ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัด มีการจัดสร้างตกแต่ง สวนหย่อมต่าง ๆ ไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ตลอดจนการก่อสร้างบ่อน้ำร้อนครอบคลุมแหล่งน้ำพุนี้เป็นบ่อ จำนวน 3 บ่อ ประกอบด้วย บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูกสาว

เป็นบ่อปูนซีเมนต์เช่นเดียวกับบ่อพ่อ แต่มีขนาดเล็กกว่าโดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางของบ่อขนาด 1.50 เมตร และสูงจากผิวดิน 0.85 เมตรลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อแม่) น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ผุดขึ้นมาเป็นจังหวะ ๆ และมีปริมาณมากกว่าบ่อพ่อไม่มีกลิ่นกำมะถัน ไม่มีสาหร่าย อุณหภูมิของน้ำร้อน วัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่างวัดได้ประมาณ 8 มีแร่อัลเทอร์เรชั่นเคลือบเล็กน้อยที่ด้านในของผนังบ่อ ระดับของน้ำร้อนอยู่ต่ำจากปากบ่อลงไป 0.48 เมตร ไม่สามารถวัดอัตราการไหลของน้ำร้อนได้

บ่อลูกสาว – เป็นบ่อปูนซีเมนต์เช่นเดียวกันมีเส้นผ่าศูนย์ กลางของบ่อขนาด 2.00 เมตร และสูงจาก ผิวดิน 0.90 เมตร ลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อลูกสาว) น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าชคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ผุดขึ้นมายังผิวน้ำ มากกว่าสองบ่อแรกไม่มีกลิ่น กำมะถัน ไม่มีสาหร่าย อุณหภูมิของน้ำร้อน วัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่างวัดได้ประมาณ 8 มีแร่อัลเทอร์เรชั่นเคลือบเล็กน้อยที่ด้านในของผนังบ่อ เช่นเดียวกับบ่อแม่ ระดับน้ำร้อนอยู่ต่ำจากปากบ่อลงไป 0.1 เมตร ไม่สามารถวัดอัตราการไหลของน้ำร้อนได้