การเดินทางครั้งโบราณ

การเดินทางในกรีซ เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากสาเหตุ 2 ประการ ประการแรก ระบบการแลกเปลี่ยนด้วยเงินตราและการยอมรับระบบเงินตราของกรีก ระหว่างนครรัฐต่างๆ จึงทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ประการที่สอง ภาษากรีกเป็นภาษากลางที่สามารถสื่อความหมายได้ทั่วไปในเขตทะเลเมดิเตอร์ เรเนียน จึงทำให้ง่ายต่อการติดต่อในขณะเดินทาง สำหรับวัตถุประสงค์ในการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจในทางราชการ มีความสำคัญน้อย เพราะกรีซมีการปกครองแบบนครรัฐที่แยกจากกันเป็นอิสระ การเดินทางจึงเน้นทางด้านความสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือการเดินทางเพื่อพิธีกรรมทางศาสนา การกีฬา เช่น การแข่งขัน โอลิมปิค และการเยี่ยมชมเมืองเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเอเธนส์ (Athens) นอกจากชาวกรีกเดินทางในอาณาจักรของตนเองแล้ว ยังมีชนชาติอื่นๆ เช่น ชาวโรมัน ก็เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่กรีซ (Mill, 1990 : 5)

ถึงแม้ว่าอียิปต์จะถูกเปลี่ยนผ่านภายใต้การปกครอง ทั้งจากชาว อียิปต์เองและชาว เปอร์เซีย กรีก โรมันในระยะเวลาต่อมาแต่อาณาจักรอียิปต์ยังคงเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมที่ ยิ่งใหญ่ ความเจริญดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดการเดินทางการเพื่อการท่องเที่ยวด้วยเช่น กัน

นอกจากนั้นในสมัยโรมันกษัตริย์บางพระองค์ก็มีความนิยมออกเดินทาง เช่น กษัตริย์ฮาเดียนซึ่งเดินทางไปตามชายแดนอังกฤษ สเปน ตั้งแต่ ค.ศ. 120 และเดินทางไปยังทวีปอาฟริกา โดยใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้น 12 ปี พร้อมๆ กับการยกทัพ โดยพระองค์จะยกกองทัพขนาดใหญ่ไปด้วย พร้อมกับพัฒนาเมืองต่างๆ ที่เดินทางไป เช่น ก่อสร้างถนน สะพาน
การเดินทางซึ่งรุ่งเรืองมาตั้งแต่ 2,000 ปีก่อนค.ศ. และเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในยุคกรีกและโรมันเรืองอำนาจประมาณ 500 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 200 ต้องหยุดชะงักลง เมื่อกรุงโรม เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันตก ถูกพวกชนเผ่าวิซิโกธ (Visigoths) ซึ่งเป็นเผ่าหนึ่งของชาติเยอรมันในปัจจุบัน ยึดครองในปี ค.ศ. 476 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ก็แตกแยกออกเป็นส่วนๆ ชนชาติอื่นๆ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมันตะวันตก แยกตัวออกเป็นอิสระ อำนาจของโรมันส่วนกลางอ่อนแอ ปราบปรามไม่ได้จึงทำให้เกิดการสงครามแย่งชิงอำนาจ และเกิดโจรผู้ร้าย การเดินทางจึงไม่มีความปลอดภัยและหยุดชะงักลงระยะหนึ่ง

โรมัน ฟอรัม (Roman Forum) สถานที่ซึ่งเดิมเคยเป็นเพียงตลาดนัดธรรมดาแล้วเปลี่ยนมาเป็นศูนย์รวมแห่ง วิถีชีวิตประจำวันของชาวโรมัน (T Walker Wallbank ,1982 :114) สถานที่นี้ประชาชนมาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น พบปะ สังสรรค์ ซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า ฟังนักพูดที่มีชื่อเสียง เทวสถานซึ่งเป็นที่สถิตของรูปปั้นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าต่าง ๆ ที่ชาวโรมันนับถือ สถาที่ทรงเทพเจ้า (oracle) ซึ่งเป็นการสื่อสารระหว่างคนกับเทพเจ้าผ่านผู้ทรง เพื่อขอให้ทำนายทายทักเหตุการณ์ในอนาคต สืบหาคนหรือสิ่งของมีค่าที่หายไป ขอให้ช่วยตัดสินใจในทางเลือกที่ถูกต้องจากทางเลือกต่างๆ หรือถามถึงสาเหตุแห่งภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการลงโทษของเทพเจ้าเพื่อที่จะทราบคำตอบและจะได้ทำ พิธีกรรมหรือปฏิบัติให้ถูกต้องและเป็นที่พอใจของเทพเจ้า สถานที่อาบน้ำแบบโรมัน (Roman bath) ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น อาบน้ำร้อนหรือน้ำเย็น นวดตัว อบไอน้ำ ออกกำลังกาย เล่นเกม อ่านหนังสือ แม้กระทั่งพบปะสังสรรค์ ชาวโรมันทั้งมั่งมีและยากจนนิยมอาบน้ำหมู่ สถานที่อาบน้ำเหล่านี้เปิดเป็นสาธารณประโยชน์โดยคิดค่าใช้จ่ายไม่แพง (Nathaniel Harris , 2003 : 105) ในกรุงโรมมีสถานที่อาบน้ำสาธารณะถึง 800 แห่ง ถ้าจะเปรียบให้มองเห็นภาพสถานที่อาบน้ำแบบโรมันและกิจกรรมต่างๆ อาจเปรียบได้กับสโมสรส่งเสริมสุขภาพ (athletic club) ในปัจจุบัน(T Walker Wallbank , 1982 : 98)
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวนอกกรุงโรม รวมถึงพื้นที่ห่างไกลก็มี พีระมิดและเทวสถานในอียิปต์ สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (Hanging Garden of Babilon) เมืองอเล็กซานเดรีย ศูนย์กลางแห่งศิลปะและวิทยาการของกรีกที่อียิปต์ โคลอสซัสแห่งเกาะโรดส์ (Colossus of Rhodes) ซึ่งเป็นรูปปั้นของสุริยเทพเฮลิออส (Helios) เกาะแก่งต่างๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และนครรัฐกรีก ซึ่งเป็นต้นแบบวัฒนธรรมที่ชาวโณมันนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม เป็นต้น