ดูแผนที่ด้วย Google Map

ตอนนี้เราไม่เคยที่ Gadling จะสนับสนุนการใช้มุมมองถนนแทนจริงไปยังปลายทางใดนับประสาหนึ่งเป็นที่น่า ตื่นตาตื่นใจเป็นแกรนแคนยอน แต่เราไม่คิดว่านี้จะทำให้เครื่องมือที่ดีสำหรับคนที่ต้องการสำรวจเว็บไซต์ ก่อนที่จะไปเพื่อให้พวกเขามีความคิดของสิ่งที่คาดหวังเมื่อพวกเขาได้รับมี มันยังทำหน้าที่เป็นตัวเตือนที่ดีเพียงวิธีที่น่าตื่นตาตื่นใจการเดินทาง สามารถในวันนั้นเมื่อคุณติดอยู่ที่โต๊ะทำงานของคุณสำหรับชั่วโมงที่สิ้นสุด ครั้งต่อไปที่เกิดขึ้นเพียงแค่เปิดเบราว์เซอร์ของคุณไปยัง hop Google Maps และใช้การเดินป่าเวลาน้อยแคนยอน มันไม่ดีเทาสิ่งที่จริง แต่ก็แน่ใจว่าเต้นงานที่คุณจะได้หลีกเลี่ยง

คุณมีฝันเสมอของการเดินป่าแกรนแคนยอน แต่ก็ไม่สามารถรับที่ผ่านมาทั้งหมดของการเดินที่จะนำมาซึ่งการ? แล้วคุณจะยินดีที่จะเรียนรู้ว่าการปรับปรุงล่าสุดไปยัง Google Maps จะนำเทคโนโลยี Street View ไปอุทยานแห่งชาติทำให้เราสามารถใช้ทัวร์เสมือนจริงของเส้นทางได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน

ท่ามกลางเส้นทางที่รู้จักกันดีที่จะรวมในขณะนี้บน Google Maps เป็นเทวดาทั้ง Trail สดใสและ Trail South Kaibab ซึ่งทั้งสองอย่างให้มุมมองที่ยอดเยี่ยมในรัฐจริงและเสมือนของพวกเขา คุณยังสามารถสำรวจ Meteor ปล่องภูเขาไฟที่ใกล้เคียงหรือเดินไปตามริมฝั่งของแม่น้ำโคโลราโดแรงรับผิด ชอบแกะสลักแคนยอนมากกว่าหลายล้านปี

กลับในเดือนตุลาคมเราบอกคุณวิธีการที่ Google วางแผนที่จะจับภาพจากเส้นทางโดยใช้ไฮเทคแบบใหม่ระบบกล้องของพวกเขา Trekker อุปกรณ์สวมใส่กระเป๋าเป้สะพายหลังเช่นโดยอัตโนมัติและ snaps ภาพถ่ายขณะที่บางคนโชคดีพนักงาน Google เดินภูมิทัศน์ เมื่อวานนี้ บริษัท ประกาศว่าจะมีการจัดตั้งขึ้นในขณะนี้ภาพและข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ที่เดินทางตุลาคมนำกว่า 75 กิโลเมตรจาก Grand Canyon เส้นทางตรงไปยังเบราว์เซอร์ของคุณ

 

 

เที่ยวไทยอย่างประหยัด

เดินป่า

หลังจากที่ประเทศไทย ได้เปิดการค้าขายกับต่างประเทศอย่างเสรี ในปีพ.ศ.2398 ได้มีการปรับปรุงการค้าขายกับต่างประเทศให้ทันสมัย และอำนวยความสะดวกให้แก่พ่อค้าต่างประเทศมากยิ่งขึ้น ทำให้การค้าขายเจริญรุ่งเรือง และมีการก่อสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ เชื่อมติดต่อกับภูมิภาคต่างๆ และก่อสร้างทางเกวียนเชื่อมระหว่างเมืองและสถานีรถไฟทางเกวียนดังกล่าวแล้ว ได้ขยายเป็นถนนรถยนต์ในเวลาต่อมา

หลังจากสร้างทางรถไฟ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการรถไฟในขณะนั้น ได้จัดตั้งแผนกโฆษณาของการรถไฟขึ้น ในปี พ.ศ. 2467 เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมทางด้านการท่องเที่ยว และอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาเที่ยวในเมืองไทย โดยมีการส่งเรื่องราวของเมืองไทยไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา ต่อมา ทำหน้าที่รับรองและให้ความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาประเทศไทย รวมทั้งโฆษณาเผยแพร่ประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวต่างประเทศ ต่อมางานนี้ก็ได้ย้ายตามกรมพระกำแพงฯ ไปที่กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ต่อมาจึงค่อยย้ายมาขึ้นกับกรมโฆษณาการ สำนักนายกรัฐมนตรี

หลังจากประเทศไทยได้ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำให้การพัฒนาประเทศขยายตัวขึ้นเกือบทุกด้าน การติดต่อระหว่างประเทศ ประกอบกับการคมนาคมที่ได้พัฒนาจนทำให้การเดินทางสะดวก รวดเร็ว ทั้งภายในและระหว่างประเทศ จึงทำให้การท่องเที่ยวขยายตัวขึ้นอย่างมาก ขอบข่าย อำนาจหน้าที่ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เริ่มมีจุดจำกัด และข้อบกพร่องในการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อให้ทันกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อ.ส.ท. จึงได้ร่างพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและได้ผ่านการพิจารณาจาก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่แทนรัฐสภา ในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2522 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 96 ตอนที่ 72 วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2522 ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้เปลี่ยนชื่อใหม่ของ “องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” เป็น “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” ใช้ชื่อย่อว่า “ททท.” (ททท., ม.ม.ป. : 2) โดยมีวัตถุประสงค์และนโยบายหลัก ดังนี้ (ททท., 2538 : 12 – 14)

วัตถุประสงค์

  1. ส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตลอดจนการประกอบอาชีพของคนไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

  2. เผยแพร่ประเทศไทยในด้านความงามของธรรมชาติ โบราณสถาน โบราณวัตถุ ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม การกีฬา และวิวัฒนาการของเทคโนโลยี ตลอดจนกิจการอย่างอื่น อันจะเป็นการชักจูงให้มีการเดินทางท่องเที่ยว

  3. อำนวยความสะดวกและปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว

  4. ส่งเสริมความเข้าใจดี และความเป็นไมตรีจิตระหว่างประชาชน และระหว่างประเทศ โดยอาศัยการท่องเที่ยว

  5. ริเริ่มให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวและเพื่อพัฒนาปัจจัยพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว

นโยบายหลักที่สำคัญ

1. ส่งเสริมชักจูงให้แก่นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเดินทางมาสู่ประเทศไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้ เป็นเงินตราต่างประเทศเข้ามาเพิ่มพูนเศรษฐกิจส่วนรวมโดยรีบด่วน

2. ขยายแหล่งท่องเที่ยวให้กระจายไปในท้องถิ่น เพื่อเป็นการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้ถึงประชากรในทุกภูมิภาค

3. อนุรักษ์และฟื้นฟูสมบัติ วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คงความเป็นเอกลักษณ์ของไทยไว้ด้วยดีที่สุด

4. พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการด้านการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานที่ดีเพื่อ สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวที่มาเยือนให้มากขึ้น

5. เพิ่มความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ สามารถให้เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางต่างๆ ในประเทศไทย ด้วยความมั่นใจในความปลอดภัยของร่างกายและทรัพย์สินของตนและหมู่คณะ

6. ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยภายในประเทศ เฉพาะผู้มีกลุ่มรายได้น้อยและเยาวชน เพื่อเป็นการเพิ่มสวัสดิการด้านการท่องเที่ยวให้แก่คนไทย

7. สร้างกำลังคนที่เป็นคนไทย เข้าทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มากที่สุด

8. ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมอันเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

งานดังกล่าวดำเนินติดต่อเรื่อยมา จนกระทั่งหยุดชะงักระยะหนึ่ง ในสงครามโลกครั้งที่ 2

ใน วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2492 คณะรัฐมนตรี ได้ให้โอนกิจการส่งเสริมการท่องเที่ยวจากกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมมาอยู่กับ กรมโฆษณาการ สำนักนายกรัฐมนตรีและให้เรียกหน่วยงานนี้ว่า “สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว” ใน ปีพ.ศ.2493 หน่วยงานดังกล่าวแล้ว ได้ยกฐานะเทียบเท่ากอง เรียกว่า “สำนักงานท่องเที่ยว”

ในปีพ.ศ.2502 ได้มีประกาศราชกฤษฎีกา แยกสำนักงานท่องเที่ยวออกจากกรมประชาสัมพันธ์หรือกรมโฆษณาการ จัดตั้งใหม่ให้เป็นหน่วยงานอิสระขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานนี้ว่า “องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” มีชื่อย่อว่า “อ.ส.ท.” (ททท., ม.ม.ป. : 2) โดยเปิดดำเนินการขึ้น ณ อาคารสนามเสือป่า ถนนศรีอยุธยา ฝั่งตรงข้ามวัดเบญจมบพิตร ในวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2503 โดยมีท่านพลเอกเฉลิมชัย จารุวัสตร์ เป็นผู้อำนวยการคนแรก และถือว่า วันนี้เป็นวันกำเนิดขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ททท.สามารถปฏิบัติงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของประเทศได้เจริญรุด หน้าอย่างเป็นที่น่าพอใจ จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยเพียง ประมาณ 8 หมื่นคนในปี พ.ศ.2503 กระทั่งถึงวันที่มีจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวก็ขยายตัวเติบใหญ่ กลายเป็นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่นำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศไทยมาก เป็นอันดับหนึ่ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 ยืนยงมานับสิบปีต่อเนื่องกัน และวันนี้ประเทศไทยยังสามารถกล่าวอ้างได้ว่า ได้ก้าวสู่ความเป็น HUB หรือสถานีกลางสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ ไม่เพียงเท่านั้น ในด้านตลาดท่องเที่ยว ตลาดการท่องเที่ยวของคนไทยก็ขยายตัวตัว จากเดิมที่เคยมุ่งเน้นแต่ชาติตะวันตกที่สำคัญ ในปัจจุบันไทยเรามีตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก มีสำนักงานประจำอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทำการบุกเบิกตลาดอยู่อย่างเข้มแข็งหลากหลาย ในยามที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมีปัญหา ก็สามารถเพิ่มการทำงานในอีกภูมิภาคหนึ่ง ทำให้จำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวยั่งยืน ไม่ตกต่ำไปตามสภาวการณ์ต่างๆ ที่ผันแปรมากจนเกินไป

ในส่วนของการท่องเที่ยวแห่งภายในประเทศ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยเราก็กระจายตัวกว้างขวางไปทั่วทุก หย่อมหญ้า แหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ มากมายหลายหลากเปิดตัวกว้างขวาง จนถึงวันนี้อาจนับได้ว่าแทบไม่มีภูเขาสูงและทะเลลึกแห่งใดในประเทศไทยที่ ปราศจากรอยเท้าของนักท่องเที่ยวเดินทางไป เยี่ยมเยือน วัฒนธรรมประเพณีของไทยและของผู้คนต่างเผ่าพันธุ์ในประเทศที่เคยถดถอยขาดความ เจริญงอกงาม ถึงวันนี้ก็ได้รับการปัดฝุ่นนำกลับมาสู่ความสนใจของผู้คนอีกครั้งและพัฒนา ให้มีชีวิตชีวาต่อไป ภูมิปัญญาพื้นบ้านไทยหลายหลาก เช่น การทำเครื่องหัตถกรรมล้ำค่าต่างๆ ที่เคยถูกหลงลืม ไร้ผู้สืบทอด ใกล้สูญหาย ถึงวันนี้ได้รับการนำกลับมาปรับปรุงให้ทันสมัยและก้าวคืนเข้าสู่การรับใช้ สังคมอีกครั้งอย่างน่าภาคภูมิใจ

การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนเราเองก็ทำให้เกิดการกระจาย รายได้ในประเทศอย่างกว้างขวาง เงินตราจากนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชนผู้ได้เปรียบในสังคม ก็ได้ช่วยกระจายตรงลงไปสู่ชุมชนรากหญ้า ชาวบ้านในพื้นที่ชนบทห่างไกลได้รับส่วนแบ่งตามความเหมาะสม ชาวบ้านในหลายแห่งมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับปัญญาชนและคนร่ำรวยจากในเมือง ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนภูมิปัญญา สร้างโอกาสที่ดีให้กับชีวิตในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง

เมื่อคนที่ตั้งใจเข้าไปส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่เป็นคนต่างถิ่นเข้าไปพบกับเจ้าของบ้านที่ก็ยังไม่แน่ใจว่าตนเองจะมีอะไร ดีพอที่จะอวด การจัดการทั้งหลายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเวลาอันรวดเร็วนั้นก็อาจมี การหลงทางไปบ้าง ซึ่งเมื่อชุมชนเข้มแข็งแล้ว ด้วยเศรษฐกิจการเมืองและการศึกษาที่พัฒนาขึ้น การจัดทำแผนที่ ข้อมูลรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ดีขึ้น ส่งผลให้ประเทศยิ่งมีความพร้อมสำหรับการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากต่างแดน เป็นยิ้มที่เต็มอิ่มสบายและออกจากภายในที่มีความสุขมากยิ่งขึ้น

แต่เมื่อมีการริเริ่มการทำงานใด ๆ ขึ้น อุปสรรค ความยากลำบากก็เป็นสิ่งที่มาคู่กัน การทำงานด้านการท่องเที่ยวก็เช่นกัน ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ มีมากมาย ในช่วงแรกของการทำงานโดยพนักงาน อ.ส.ท. ไม่กี่คนนั้น นับเป็นช่วงเวลาที่ควรเชิดชูไว้เป็นตัวอย่างในด้านความมุ่งมั่น มานะอดทน และผู้นำในการนั้นคือท่านผู้อำนวยการคนแรก พลเอกเฉลิมชัย จารุวัสตร์ ซึ่งเป็นผู้ที่ควรค่าแก่การสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง

แน่นอนที่ทุกสรรพสิ่งย่อมมีสองด้าน การท่องเที่ยวก็มีส่วนในการนำความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เหมาะสมบางประการเข้าสู่ พื้นที่ท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวทางทะเลที่ไม่มีการจำกัดจำนวน มีการทิ้งสมอทำลายปะการังหรือการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมบางประเภทที่มีส่วน เข้าไปทำให้วิถีชีวิตในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่เกือบทั้งหมดนั้นก็มักจะเป็นการกระทำไปอย่างหวังดีแต่ไม่เข้าใจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ในระยะเริ่มแรก ปัญหาและอุปสรรคสำคัญของการทำงานคือ พนักงานมีจำนวนน้อย แต่ภาระหน้าที่ในการทำงานมีมากมายในทุกๆ ด้าน ที่สำคัญ ภาระด้านการท่องเที่ยวก็เป็นงานใหม่ ไม่มีใครเคยทำงานด้านนี้มาก่อน ภาระที่พนักงานแต่ละคนได้รับจึงเป็นภาระงานแบบรวม ๆ คือทุกคนต้องทำได้ทุกอย่างและพร้อมที่จะกระโดดเข้าไปช่วยเหลือกันได้ในทุก ด้าน ทุกเวลาที่จำเป็น

เดินทางไปทำบุญ

กฐิน   เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้
โดยคำว่ากฐิน หรือการกรานกฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด   ดังนั้นกฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะ ซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้ว กฐินยังมีในฝ่ายมหายานบางนิกายอีกด้วย แต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัยเถรวาท
การเดินทางมาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน  ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น จัดเป็นสังฆทาน  คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุ รูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้ แก่ภิกษุรูปใด รูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ (ญัตติทุติยกรรมวาจา) และกาลทาน ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่ง ๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดย ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย

ท่องเที่ยวประเพณีการทอดกฐิน มีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ โดยการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี ในปัจจุบันถวายผ้ากฐินในแง่การสนับสนุนผ้าไตรจีวรเพื่อใช้ใน สังฆกรรมสำคัญ ของคณะสงฆ์ได้ถูกลดความสำคัญลงไป แต่กลับให้ความสำคัญกับบริวารของกฐินทานแทน เช่น เงิน หรือวัตถุสิ่งของ เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งจัดเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน

กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้ ระยะเวลานั้นมีเพียง 1 เดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันเพ็ญเดือน 12) ระยะเวลานี้เรียกว่า กฐินกาล คือระยะเวลา ทอดกฐิน หรือ เทศกาลทอดกฐิน    ชาวพุทธในประเทศไทยให้ความสำคัญกับงานทอดกฐินที่จัดในวัดต่าง ๆ มาก โดยถือว่าเป็นงานบุญสำคัญที่สุดงานหนึ่งในรอบปี บางวัดที่มีผู้ศรัทธามาก อาจมีผู้จองเป็นเจ้าภาพทอดกฐินล่วงหน้ายาวเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของชาวพุทธในประเทศไทยที่ได้ร่วมใจกันสืบทอด ประเพณีนี้มาจนปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมาของกฐิน
เริ่มต้นจากการได้มีภิกษุชาวเมืองปาไฐยรัฐ 30 รูป ได้เดินทางเพื่อมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แต่ยังไม่ทันถึงเมืองสาวัตถี ก็ถึงวันเข้าพรรษาเสียก่อน พระสงฆ์ทั้ง 30 รูป จึงต้องจำพรรษา ณ เมืองสาเกตุในระหว่างทาง พอออกพรรษาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ออกเดินทางมาเข้าเฝ้าพระศาสดาด้วยความยากลำบากเพราะฝนยัง ตกชุกอยู่ เมื่อเดินทางถึงวัดพระเชตวัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามถึงความเป็นอยู่และการเดินทาง เมื่อทราบความลำบากนั้นจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนไตรมาสสามารถ รับผ้ากฐินได้ และภิกษุผู้ได้กรานกฐินได้อานิสงส์ 5 ประการ ภายในเวลาอานิสงส์กฐิน (นับจากวันที่รับกฐินจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4) คือ
1.    ไปไหนไม่ต้องบอกลา
2.    ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับสามผืน
3.    ฉันคณะโภชน์ได้ (ล้อมวงกันฉันภัตตาหารได้)
4.    เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้โดยที่ยังมิได้วิกัปป์ และอธิษฐาน โดยไม่ต้องอาบัติ
5.    จีวรลาภอันเกิดขึ้น จักได้แก่ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว

ความพิเศษของกฐินที่แตกต่างจากทานอย่างอื่น
1. จำกัดประเภททาน คือ ต้องถวายเป็นสังฆทานเท่านั้น จะถวายเฉพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอย่างอื่นไม่ได้
2. จำกัดเวลา คือ ต้องถวายภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่วันออกพรรษาเป็นต้นไป
3. จำกัดงาน คือ พระภิกษุที่กรานกฐินต้องตัด เย็บ ย้อม และครองให้เสร็จภายในวันที่กรานกฐิน
4. จำกัดไทยธรรม คือ ผ้าที่ถวายต้องถูกต้องตามลักษณะที่สงฆ์กำหนดไว้
5. จำกัดผู้รับ คือ พระภิกษุผู้รับกฐิน ต้องเป็นผู้ที่จำพรรษาในวัดนั้นโดยไม่ขาดพรรษา และจำนวนไม่น้อยกว่า 5 รูป
6. จำกัดคราว คือ วัด ๆ หนึ่งรับกฐินได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น
7. เป็นพระบรมพุทธานุญาต ทานอย่างอื่นทายกทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต เช่น มหาอุบาสิกาวิสาขาทูลขออนุญาตผ้าอาบน้ำฝน แต่ผ้ากฐินนี้พระองค์ทรงอนุญาตเอง นับเป็นพระประสงค์โดยตรง

ชนิด ของกฐินในประเทศไทย
ตามพระวินัยแล้ว ไม่ได้จำแนกการทอดกฐิน (การถวายผ้ากฐินแก่พระสงฆ์) ออกเป็นชนิด ๆ ไว้แต่อย่างใด คงกล่าวแต่เพียงในส่วนการทำหรือรับผ้ามากรานกฐินของพระสงฆ์เท่านั้น แต่หากพิจารณาจากประเพณีที่นิยมปฏิบัติในปัจจุบัน คงพอจำแนกชนิดของการทอดกฐินได้คือ
จุลกฐิน คือ คำเรียกการทอดกฐินที่ต้องทำด้วยความรีบด่วน โดยต้องอาศัยความสามัคคีของผู้ศรัทธาจำนวนมาก เพื่อผลิตผ้าไตรจีวรให้สำเร็จด้วยมือภายในวันเดียว กล่าวคือ ต้องเริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ตัดเย็บ ย้อม และถวายให้พระสงฆ์กรานกฐินให้เสร็จภายในเวลาเช้าวันหนึ่งจนถึงย่ำรุ่งของอีก วันหนึ่ง ดังนั้นโบราณจึงนับถือกันว่าการทำจุลกฐินมีอานิสงส์มาก เพราะต้องใช้ความอุตสาหพยายามมากกว่ากฐินแบบธรรมดา (มหากฐิน) ภายในระยะเวลาอันจำกัด โดยจุลกฐินนี้ปัจจุบันมักจัดเป็นงานใหญ่ มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก     ประเพณีการทอดจุลกฐินนี้เป็นประเพณีที่พบเฉพาะในประเทศไทยและลาว ปัจจุบันประเพณีการทำจุลกฐินนิยมทำกันเฉพาะชุมชนทางภาคเหนือและอีสานเท่า นั้น โดยอีสานจะเรียกกฐินชนิดนี้ว่า “กฐินแล่น” (จุลกฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก)
สาเหตุประการหนึ่งที่มีการทำจุลกฐิน เนื่องมาจากกำหนดการกรานกฐินนั้นมีระยะเวลาจำกัด และพระสงฆ์ไม่สามารถขวนขวายดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผ้ากฐินเองได้ เพราะจะทำให้กฐินเดาะ (สังฆกรรมเสีย) จึงอาจมีบางวัดที่ใกล้กำหนดหมดฤดูกฐินแต่ยังไม่มีผู้นำผ้ากฐินมาถวาย  ทำให้ในสมัยก่อนเมื่อใกล้เดือน ๑๒ (หมดฤดูกฐิน) มักจะมีผู้ศรัทธาตระเวนไปตามวัดต่าง ๆ เมื่อเจอวัดที่ยังไม่ได้รับถวายผ้ากฐิน จึงต้องเร่งรีบขวนขวายจัดการทำผ้ากฐินให้เสร็จทันฤดูกฐินหมด ซึ่งบางครั้งอาจเหลือเวลาแค่วันเดียว จึงต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งชุมชน ในการร่วมกันจัดทำผ้าไตรจีวรให้สำเร็จก่อนหมดฤดูกฐิน (เพราะสมัยก่อนไม่มีผ้าไตรจีวรสำเร็จรูปสำหรับขาย) การร่วมมือกันจัดทำจุลกฐินดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสร้างความ สามัคคีของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี  บางครั้งหากผู้ที่อยากจะทำบุญ ทราบว่าเหลือวัดที่ตกค้างยังไม่ได้รับกฐิน จริงๆ  จะเกิด กฐินโจรขึ้นซึ่งจะคล้ายกับจุลกฐินแต่พิธีการไม่ยุ่งยากเท่า?คือ จู่ๆก็ไป?สันนิษฐานว่ามักทำกันแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว?ที่เรียกว่ากฐินโจร ไม่บอกกล่าวให้ทางวัดรู้ล่วงหน้า
มหากฐิน เป็นศัพท์ที่เรียกเพื่อหมายความถึงการทอดกฐินที่มีบริวารกฐินมาก ไม่ต้องทำโดยเร่งรีบเหมือนจุลกฐิน มหากฐินคือกฐินที่ทอดถวายตามวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบัน ที่จะมีการรวบรวมจตุปัจจัยไทยธรรมและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นเครื่องประกอบในงานกฐินถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป (มหากฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก) โดยมหากฐินนั้นอาจเป็นกฐินที่มีเจ้าภาพเพียงคนเดียวหรือกฐินสามัคคีก็ได้
กฐินหลวง เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง หรือทรงโปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จไปพระราชทานแทน กฐินหลวงนี้จัดเครื่องพระราชทานด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และบางครั้งมีการจัดพิธีแห่เครื่องกฐินพระราชทานอย่างใหญ่ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือกระบวนพยุหยาตราสถลมารถ แล้วแต่พระราชประสงค์ (ในปัจจุบันคงการเสด็จพระราชดำเนินทรงถวายผ้าพระกฐินอย่างพิธีใหญ่นั้น คงเหลือเพียงโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคเท่านั้น)

กฐินหลวงในปัจจุบันมีเพียง 16 วัดเท่านั้น เช่น วัดพระเชตุพนวิมล มังคลาราม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เป็นต้น
กฐินต้น เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานยังวัดราษฎร์เป็นการส่วนพระองค์

กฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ หน่วยงาน สมาคม หรือเอกชน ให้ไปทอดยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร (ในปัจจุบันกรมการศาสนารับผิดชอบจัดผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินถวาย)

กฐินราษฎร์ คือกฐินที่ราษฏรหรือประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธาจัดถวายผ้ากฐิน และเครื่องกฐินไปถวายยังวัดราษฎร์ต่าง ๆ โดยอาจแบ่งออกเป็นจุลกฐิน และมหากฐิน (กฐินสามัคคี) ในปัจจุบันกฐินราษฎร์ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า กฐิน สามัคคี ผู้เป็นประธานหรือเจ้าภาพในการทอดกฐินจะให้ความสำคัญกับการรวบรวม (เรี่ยไร) เงินและสิ่งของเพื่อเข้าประกอบเป็นบริวารกฐินมากกว่า เพราะวัดสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้ และเนื่องจากการถวายผ้ากฐินเป็นกาลทาน จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นงานสำคัญประจำปีของวัดต่าง ๆ โดยทั่วไปในประเทศไทย

ล่องแก่งสุดหรรษา

แม่น้ำ

ปฐมบทแห่งการล่องแก่ง สำหรับผู้ที่ไม่เคยล่องแก่งมาก่อน เนื่องจากสายน้ำของแม่น้ำนครนายก อยู่ในระดับ 1-3  ความยากง่ายขึ้นอยู่กับฤดูกาล และสามารถล่องแก่งได้ตลอดทั้งปี

แม่น้ำนครนายก เป็น สายน้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไหลลงมากลายเป็นน้ำตกนางรอง ไหลมาบรรจบกับ แม่น้ำนครนายก ซึ่งไหลมาจากน้ำตกเหวนรก ภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กระแสน้ำไหลแรงในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ตุลาคมจุดเริ่มต้นของการล่องแก่งแม่น้ำนครนายกอยู่ที่บริเวณสะพานท่าด่าน โดยระยะเวลาในการล่องแก่งแม่น้ำนครนายกจะใช้เวลาประมาณ  2 ชั่วโมง

จุดเด่นของแม่น้ำสายนี้ คือ ตัวแก่งหินสามชั้น กระแสน้ำจะมีลักษณะไหลลดหลั่นกันลงมาคล้ายขั้นบันได เป็นแก่งที่สร้าง ความตื่นเต้น เร้าใจ ได้พอสมควร แก่งหินสามชั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการพายเรือแคนูหรือเรือคยัค นอกจากแก่งหินสามชั้นแล้ว ยังมีแก่งโขดคุ้งและเกาะแก่ง หลังจากผ่านแก่งต่าง ๆ แล้ว ความรุนแรงของกระแสน้ำจะลดลง

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการล่องแก่งแม่น้ำนครนายก คือลำน้ำที่คดเคี้ยวตลอดเส้นทางการล่องทำให้เราได้มีโอกาส ฝึกการพายบังคับเรือยางหรือแคนู – คยัคให้เลี้ยวซ้ายขวาได้อย่างสนุกสนาน จนสิ้นสุดการล่องแก่ง ที่บริเวณวังยาว

กิจกรรมล่องแก่งเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว เชิงกีฬาและผจญภัยที่มีความสนุกสนาน ตื่นเต้น ท้าทาย  แต่ละสายน้ำมีลักษณะความยากง่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิประเทศของสายน้ำ  สำหรับผู้ที่จะไปล่องแก่งควรหาข้อมูลของสถานที่ที่จะไปก่อนล่วงหน้า เพื่อการเตรียมพร้อมมากที่สุด และควรเรียนรู้พื้นฐานของการล่องแก่ง เพื่อความปลอดภัย และสนุกสนานได้อย่างเต็มที่

ก่อนจะถึงตัวแก่งสามชั้นระยะทางไม่กี่เมตรจะถึงโค้งหักศอกก่อน นักล่องแก่งควรระมัดระวังตัว ตั้งใจพายให้ดีเมื่อถึงโค้งหักศอกนี้ เพราะต่อไปจะเป็นแก่งสามชั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นชั้นหินสามชั้น เทลาดเอียง ลงมาเป็นขั้นบันได ระยะทางยาวประมาณ 50 เมตร กระแสน้ำจะไหลวนลงมากระทบกับโขดหินน้อยใหญ่ที่จมอยู่ใต้น้ำ จนเกิดเป็นลูกคลื่นม้วนตัวเข้าหาหินสูงประมาณหนึ่งเมตร เป็นจุดท้าทายของนักพายเรือคยัคและแคนู ซึ่งจะมาประลองกำลังความสามารถกันที่บริเวณแก่งสามชั้นแห่งนี้ แก่งสามชั้นสร้างความตื่นเต้นเร้าใจในการล่องแก่งนี้ได้พอสมควรการล่องแก่ง นางรองนครนายก จะไปสิ้นสุดการล่องที่บริเวณ บ้านวังยาว

แก่งต่าง ๆ ที่จะล่องผ่าน
- แก่งโขดคุ้ง มีลักษณะเป็นโขดหินโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำในช่วงฤดูร้อน แต่จะจมลงไปในน้ำยามฤดูฝน
- เกาะแก่ง มี ลักษณะเช่นเดียวกันกับแก่งโขดคุ้งถ้าในช่วงฤดูร้อนจะมองเห็นเกาะแก่งนี้ แต่ถ้าอยู่ในช่วงฤดูฝน กระแสน้ำจะท่วมเกาะแก่งนี้จนไม่สามารถมองเห็นได้
- แก่งหินสามชั้น ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการล่องแก่งนางรองนครนายก