เรียนและเที่ยว

การจัดงานประเพณีงานต่อไปที่น่ากล่าวคือ งานประเพณีบุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธร อันที่จริงงานนี้เป็นการจัดงานโดยทั่วไปของชาวอีสานแทบทุกหมู่บ้าน ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ก็จะจัดงานนี้กันเป็นพื้น แต่ด้วยการทำงานวิจัยแยกแยะเปรียบเทียบของคณะทำงาน อ.ส.ท. ในที่สุดจึงพิจารณาเห็นว่าการจัดงานบุญบั้งไฟของยโสธรนี้มีลักษณะเป็นพื้น เมืองจริงๆ ชาวเมืองมาร่วมสนุกกันอย่างพร้อมหน้าด้วยจิตวิญญาณจริงๆ อีกทั้งการจัดงานยังมีองค์ประกอบยิ่งใหญ่หลากหลายน่าสนใจ จึงสนับสนุนให้การจัดงานบุญบั้งไฟของยโสธรกลายเป็นการจัดงานบุญบั้งไฟระดับ ชาติขึ้น และได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากสาธารณชนในเวลาต่อมา

และใน ที่สุด การจัดงานประเพณีที่ อ.ส.ท. ได้เข้าไปสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งสองแห่งนี้และอีกหลายๆ แห่ง ก็ได้เป็นบรรทัดฐานของการจัดงานประเพณีของจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน ภาคเหนือและภาคใต้ ตลอดจนภาคอื่นๆ สืบทอดกันต่อมาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ในแทบทุกจังหวัด ในแทบทุกเดือนของแต่ละรอบปี ประเทศไทยเราก็จะมีการจัดงานประเพณีหลากหลายที่ ททท. รับภาระหนุนช่วยในด้านต่างๆ มากน้อยแตกต่างกันให้เลือกท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

การจัดการแสดงของช้าง และการจัดการนำเที่ยวระยะไกลด้วยขบวนรถไฟพิเศษเพื่อไปชมการแสดงของช้างที่ จังหวัดสุรินทร์ จากการปิ๊งไอเดียของท่าผู้อำนวยการ พลเอกเฉลิมชัย จารุวัสตร์ ที่มีโอกาสได้ไปเห็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของขบวนช้างจำนวนมากที่มาชุมนุม กันในงานประเพณีแข่งเรือเดือน 12 ของชาวอำเภอท่าตูม จากภาพภาพนี้แหละ ที่ทำให้เกิดการจัดงานแสดงของช้างจังหวัดสุรินทร์ขึ้น

ซึ่งการจัดงานช้างครั้งแรกนี้ก็ได้รับความสำเร็จด้วยดีในเบื้องหน้า แต่เบื้องหลังนั้น กว่างานจะเป็นรูปร่างขึ้นได้ ด้วยว่าไม่เคยมีการจัดกันมาก่อน ทาง อ.ส.ท. ต้องส่งพนักงาน คือ ร้อยเอก สำคัญ เจริญพิภพ และ คุณพิชัย น้อยวัฒน์ ไปกินนอนในหมู่บ้านช้างอยู่นานเป็นเดือนๆ เพื่อร่วมกับชาวหมู่บ้านช้าง จังหวัดสุรินทร์ เรียบเรียงความสามารถของช้างแต่ละเชือกๆ ที่ไม่เหมือนกัน มาบวกกับการแสดงทางวัฒนธรรมอื่นๆ ของจังหวัด รวมกับงานที่เพิ่งสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ คือ การจัดกระบวนทัพช้างและสาธิตการทำยุทธหัตถี จนกลายเป็นชุการแสดงเฉพาะตัวขึ้นมา ให้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Elephant Roung Up” และเชื่อไหมว่าการแสดงของช้างตั้งแต่สมัยโน้นเมื่อ 50 กว่าปีก่อน มาจนถึงสมัยนี้ก็มีความแตกต่างกันไม่มากเท่าไหร่นัก

ผลสำเร็จของการจัดงานการแสดงช้างครั้งนั้น คือการที่มีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมหาศาลทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทำให้งานนี้ได้รับความสนใจจนคณะรัฐมนตรีมีมติให้งานแสดงของช้างเป็นงาน ประเพณีของชาติ เป็นกลายงานประจำปีของจังหวัดสุรินทร์ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ และเพราะงานนี้เองที่ภายหลังมีการจัดทำสารคดีโทรทัศน์ออกเผยแพร่ไปทั่วโลก โดยทีมถ่ายทำต่างๆ ทั้งทีมไทยและทีมของต่างประเทศ ทำให้ชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยขจรขจายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

การเดินทางครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของ อ.ส.ท. ก็คือการเดินทางสู่ถิ่นของชาวผู้ไทย กาฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม ในปี พ.ศ.2505 การเดินทางคราวนี้มาในหลายๆ เป้าหมาย ทั้งการสำรวจแหล่งท่องเที่ยว การจัดทำสารคดีของอนุสาร อ.ส.ท. และการเผยแพร่ส่งเสริมการท่องเที่ยวรวม ๆกันไป คณะทำงานก็มีตั้งแต่อดีตท่านผู้ว่าการ ททท. ท่านที่สอง พันเอกสมชาย หิรัญกิจ ท่านผู้ว่าการ ททท. ท่านที่สาม นายธรรมนูญ ประจวบเหมาะ มาเป็นผู้ใหญ่ในคณะทำงาน

ระหว่างทางด้วยสภาพการเดินทางถนนที่ในสมัยนั้นยังยากลำบาก รวมทั้งพาหนะเดินทางที่เป็นรถจี๊ปและรถยีเอ็มซี โขลกเขลก โยกเยก สภาพการทำงานที่ทรหดอดทน กลางวันต้องพูด ต้องคุย ต้องถ่ายภาพ เก็บข้อมูล กลางคืนฉายหนังและพากย์หนังกันเป็นหนังกลางแปลง อีกทั้งความประทับใจในวัฒนธรรมประเพณีของชาวผู้ไทยที่น่าตื่นตาตื่นใจ แปลกแตกต่างจากชาวอีสานโดยทั่วไป อย่างเช่นประเพณีบายศรี ชนช้าง หรือดูดอุ ทำให้คณะเดินทางคณะนี้เกิดความประทับใจและเมามายมากมาย จนมีเรื่องมาเล่าสืบต่อกันอย่างหลากหลาย

การจัดตั้งสำนักงานสาขาในต่างประเทศ เป็นแห่งแรกที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2508 ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญแสดงให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าในการทำงานท่องเที่ยว ของไทยที่รุดหน้ากว่าใครๆ ในภูมิภาค และนับแต่นั้น อ.ส.ท. มาจนถึงยุค ททท. ก็ได้มีโอกาสจัดสร้างสำนักงานสาขาเพิ่มขึ้นอีกมากมายทั้งต่างประเทศและใน ประเทศ กระทั่งปัจจุบัน ททท. มีสำนักงานอยู่ในต่างประเทศ 21 แห่ง มีสำนักงานภายในประเทศ 22 แห่ง อีกทั้งยังมีศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญอีก 6 แห่ง สำนักงานในต่างประเทศและต่างจังหวัดของ ททท. เหล่านี้แหละที่นับเป็นแนวหน้า เป็นทัพหน้าของการท่องเที่ยวที่ทำงานสัมผัสใกล้ชิดกับท้องถิ่น และรับเอาแนวคิดรวบยอดของสำนักงาน อ.ส.ท. เมื่อแรกตั้ง คือพนักงานทุกคนต้องทำงานแบบตัวเป็นเกลียวในทุก ๆ ด้านของภาระงาน เพื่อให้นโยบายจากองค์การส่วนกลางประสบความสำเร็จ

หลังจากการเดินทางคราวนี้ สิ่งที่ติดตามต่อมาก็คือการจัดงานประเพณีระดับชาติของจังหวัดอีสานในภูมิภาค นี้ เช่น งานแห่ปราสาทผึ้ง ของชาวสกลนคร งานไหลเรือไฟ ของชาวนครพนม และสิ่งที่ยังคงอยู่อย่างน่าประหลาดใจ เพราะเป็นการเกิดขึ้นง่ายๆ แบบจับแพะชนแกะจนไม่มีใครคาดคิดว่าจะยืนยงอยู่จนทุกวันนี้คือ เครื่องแต่งกายแบบเฉพาะสาวผู้ไทยเรณูนคร จังหวัดนครพนม ชุดสีน้ำเงินขลิบแดง ผ้าเบี่ยง หรือผ้าสไบสีขา และมีดอกไม้ฝ้ายสีขาวประดับมวยผม ที่ทำให้สาวผู้ไทยเรณูนครดูโดดเด่นและแตกต่างจากสาวผู้ไทยที่อื่น ๆ ก็เป็นแนวคิดสร้างสรรค์แบบเฉพาะกิจจากการเดินทางไปเยี่ยมเยือนถิ่นชาวผู้ไทย ของทีมงาน อ.ส.ท. นี่เอง ยืนยงโดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน

การจัดคาราวานรถยนต์ล่องใต้ ในวันที่ 17-25 เมษายน พ.ศ.2507 โดย อ.ส.ท. จัดนำนักท่องเที่ยวเดินทางโดยรถยนต์เที่ยวภาคใต้ ไปแวะพักที่จังหวัดชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต ตรัง พัทลุงและสงขลา เรียกว่าค่อยๆ คลืบคลานกันไปตามสภาพเส้นทางที่ในสมัยนั้นยังคงทุรกันดารเลยทีเดียว การจัดงานครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีมีผู้สนใจนำรถยนต์เข้าร่วมการ เดินทางเป็นจำนวนมาก และจังหวัดต่าง ๆ บนเส้นทางก็เริ่มที่จะเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว จึงส่งผลให้มีการปรับปรุงถนนหนทาง ที่พัก ร้านอาหารในแต่ละจังหวัดให้ดีขึ้น ต่อจากคาราวานล่องใต้อันเป็นปฐมฤกษ์นี้ จากนั้นอ.ส.ม. ก็มีการจัดคาราวานรถยนต์สำหรับภาคเหนือและภาคอีสานติดตามต่อมา เป็นที่ชื่นชอบของผู้เข้าร่วมการเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในปัจจุบันรูปแบบการเดินทางแบบคาราวานท่องเที่ยวนี้ก็ได้รับการสืบทอดต่อมา โดยภาคเอกชนต่างๆ จนถึงทุกวันนี้

 

เที่ยววัดหลวงพ่อคูณ

ท่องเที่ยว

หลวงพ่อคูณได้อุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2487  (หนังสือบางแห่งว่า ปี 2486) ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ
หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา  (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้ว หลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง)

เวลาล่วงเลยนานพอสมควร กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า ลูกศิษย์ของตนมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป แรก ๆ หลวงพ่อคูณก็ธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงจาริกออกไปไกล ๆ กระทั่งถึงประเทศลาว และประเทศเขมร มุ่งเข้าสู่ป่าลึก เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง หลวงพ่อคูณ เป็นพระชาวบ้านที่เข้าถึงมวลชนทุกระดับชั้น ตั้งแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน นักการเมืองไปจนถึงชาวบ้าน ด้วยท่านมีเมตตามหานิยม มีวิธีการสั่งสอนที่ตรงไปตรงมาง่ายแก่การเข้าใจ
วัดบ้านไร่เดิมเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ ที่มีมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2436 ในช่วงรัชกาลที่ 5 โดยมีพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกได้มีการก่อสร้างศาสนอาคารต่างๆ ขึ้น  และมีพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ) เป็นเจ้าอาวาสปัจจุบัน
หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ   เป็นชาวบ้านไร่  ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมาโดยกำเนิด ได้ถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2466 (บางตำราว่าวันที่ 4 ตุลาคม) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนา   สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ 6-7 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น กับ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี โดยเรียนทั้งภาษาไทย และภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่นี่เอง และถือว่าเป็นสถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน มิได้มีโรงเรียนทำการสอนเช่นในสมัยปัจจุบัน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย

หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณจึงออกเดินทางจากประเทศเขมรสู่ประเทศไทย เดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่  และได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ในเวลาต่อมา  จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุทาง พระพุทธศาสนา ในช่วงที่หลวงพ่อคูณเป็นเจ้าอาวาส วัดบ้านไร่ได้มีการพัฒนามากที่สุด โดยเริ่มสร้างอุโบสถ พ.ศ.2496  โดยชาวบ้านได้ช่วยกันเข้าป่าตัดไม้ ซึ่งในสมัยก่อนมีอยู่มาก การตัดไม้ในสมัยนั้น ไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะไม่มีเครื่องจักร ไม่มีถนน กว่าจะได้ไม้ที่เลื่อยแปรสภาพสำเร็จแล้ว ต้องเผชิญกับการขนย้ายที่ยากลำบาก โดยอาศัยโคเทียมเกวียนบ้าง ใช้แรงงานคนลากจูง บนทางที่แสนทุรกันดาร เนื่องจากถนนทางเกวียนนั้นเป็นดินทรายเสียส่วนใหญ่ เมื่อต้องรับน้ำหนักมากก็มักทำให้ล้อเกวียนจมลงในทราย การชักจูงไม้แต่ละเที่ยวจึงต้องใช้เวลาถึง 3-4 วัน

ภาพซ้าย ภาพจำลองการก่อสร้างพระอุโบสถ      ภาพขวา พระอุโบสถเมื่อสร้างเสร็จแล้ว

แต่กระนั้นหลวงพ่อก็สามารถนำชาวบ้านช่วยกันสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จ (ปัจจุบันได้รื้อลงแล้ว และก่อสร้างหลังใหม่แทน) นอกจากสร้างพระอุโบสถแล้ว หลวงพ่อยังสร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ยังความสะดวกสบาย และความเจริญในบ้านไร่ยิ่งนัก แม้ปัจจุบันจะไม่ได้เห็นสิ่งดังกล่าว เนื่องจากหลวงพ่อได้เปลี่ยนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทั้งหมด มาเป็นปูนเป็นอิฐให้สวยงามและทนทานยิ่งขึ้น

นอกจากการก่อสร้างอุโบสถแล้ว หลวงพ่อคูณยังสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำไว้เพื่ออุปโภคและบริโภค และที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่อีกด้วย นอกเหนือจากนั้น ด้วยมีผู้ศรัทธาจากทั่วประเทศได้ร่วมถวายวัตถุปัจจัยเป็นเงินมหาศาล หลวงพ่อยังได้นำเงินบริจาคต่างๆ ที่ได้มา ก่อตั้งเป็นมูลนิธิหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เพื่อกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน หอสมุด เป็นต้น
ปัจจุบัน วัดบ้านไร่  ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา มีพุทธศาสนาสนิกชนเป็นจำนวนมาก เดินทางมาที่วัดบ้านไร่แห่งนี้ เพื่อสักการะหลวงพ่อคูณ และหวังจะให้หลวงพ่อคูณเคาะหัวเพื่อเป็นศิริมงคลซักครั้ง
สำหรับท่านที่จะมาเที่ยววัดบ้านไร่ เนื่องจากวัดนั้นมีขนาดพื้นที่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นสิ่งปลูกสร้างใหม่ และกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ทาง KHAOYAIZONE  จึงได้ขอเป็นไกด์นำเที่ยวในครั้งนี้ โดยเริ่มต้นจาก
1.      พระอุโบสถ ที่เป็นทั้งโบสถ์และศาลาการเปรียญในศาสนสถานเดียวกัน สวยงาม ทั้งในเรื่องของวัสดุ ลวดลายแกะสลัก และประโยชน์ต่อการใช้สอย และเป็นที่จำพรรษาของหลวงพ่อคูณด้วย โดยพระอุโบสถนั้นแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นบนเป็นโบสถ์ และชั้นล่างเป็นศาลาการเปรียญ ซึ่งชั้นล่างนี้จะเป็นสถานที่ที่ลูกศิษย์ลูกหา และนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะสักการะหลวงพ่อคูณ สามารถเข้าสักการะได้ที่นี่

พาไปเที่ยวบ่อน้ำพุร้อน

น้ำพุร้อน

บ่อพ่อ – เป็นบ่อปูนซีเมนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบ่อน้ำร้อนทั้งสามบ่อ มีลักษณะเป็นบ่อวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางของบ่อ ขนาด 2.80 เมตรสูงจากผิวดิน 0.80 เมตร ลักษณะของน้ำร้อน น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าชคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (CO2) ที่ผุดขึ้นมาจากก้นบ่อสู่ผิวน้ำค่อนข้างน้อย ไม่มีกลิ่นกำมะถัน (H2S)ไม่มีสาหร่าย (algae) น้ำร้อนจะไหลล้นออกนอกบ่อตลอดเวลา ทำให้บริเวณบางส่วนของปากบ่อและผนังบ่อน้ำด้านนอกมีการสะสมตัวของแร่แคลไซต์ (calcite) ซึ่งเป็นแร่ที่มีขนาดผลึกละเอียดมาก แร่ชนิดนี้เป็นแร่อัลเทอร์เรชั่น (alteration minerals) ที่สำคัญชนิดหนึ่ง อุณหภูมิของน้ำร้อนวัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) วัดได้ประมาณ 8 อัตราการไหลของน้ำร้อน (flow rate) ที่บ่อพ่อวัดได้ประมาณ 3.5 ลิตร/วินาที หรือประมาณ 12.6 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง แสดงลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อพ่อ) รายล้อมด้วยสวนหย่อมและพุ่มไม้แหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้เกิดในลักษณะภูมิประเทศซึ่งเป็นที่ราบหุบเขา ( valley ) ริมคลองหาดส้มแป้น มีระดับความสูงประมาณ 50 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีลักษณะธรณีวิทยาที่สำคัญ ได้แก่ หินแม่ (country rock) ประกอบด้วยหินแกรนิตยุคครีเทเชียส ซึ่งได้แก่ หมวดหินแกรนิต คลอง บางริ้น (kgr-br) ที่เป็นหินไบโอไทต์-มัสโคไวต์แกรนิต เนื้อดอก เนื้อหยาบปานกลางลักษณะธรณีวิทยาโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่ รอยเลื่อน และรอยแยกหรือรอยแตก ซึ่งเป็นช่องทางให้น้ำร้อนจากใต้ดินไหลซึมขึ้นมาสู่ผิวโลกมีสองแนวตัดกัน ได้แก่ แนวรอยเลื่อนเกือบตะวันออก-ตะวันตก ตามลำน้ำของคลอง หาดส้มแป้น และในแนวเกือบเหนือใต้ปัจจุบันแหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้ซึ่งเป็นแหล่งที่สำคัญ ที่สุดของจังหวัดระนอง เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนและมีศักยภาพสูง ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัด มีการจัดสร้างตกแต่ง สวนหย่อมต่าง ๆ ไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ตลอดจนการก่อสร้างบ่อน้ำร้อนครอบคลุมแหล่งน้ำพุนี้เป็นบ่อ จำนวน 3 บ่อ ประกอบด้วย บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูกสาว

เป็นบ่อปูนซีเมนต์เช่นเดียวกับบ่อพ่อ แต่มีขนาดเล็กกว่าโดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางของบ่อขนาด 1.50 เมตร และสูงจากผิวดิน 0.85 เมตรลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อแม่) น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ผุดขึ้นมาเป็นจังหวะ ๆ และมีปริมาณมากกว่าบ่อพ่อไม่มีกลิ่นกำมะถัน ไม่มีสาหร่าย อุณหภูมิของน้ำร้อน วัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่างวัดได้ประมาณ 8 มีแร่อัลเทอร์เรชั่นเคลือบเล็กน้อยที่ด้านในของผนังบ่อ ระดับของน้ำร้อนอยู่ต่ำจากปากบ่อลงไป 0.48 เมตร ไม่สามารถวัดอัตราการไหลของน้ำร้อนได้

บ่อลูกสาว – เป็นบ่อปูนซีเมนต์เช่นเดียวกันมีเส้นผ่าศูนย์ กลางของบ่อขนาด 2.00 เมตร และสูงจาก ผิวดิน 0.90 เมตร ลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อลูกสาว) น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าชคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ผุดขึ้นมายังผิวน้ำ มากกว่าสองบ่อแรกไม่มีกลิ่น กำมะถัน ไม่มีสาหร่าย อุณหภูมิของน้ำร้อน วัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่างวัดได้ประมาณ 8 มีแร่อัลเทอร์เรชั่นเคลือบเล็กน้อยที่ด้านในของผนังบ่อ เช่นเดียวกับบ่อแม่ ระดับน้ำร้อนอยู่ต่ำจากปากบ่อลงไป 0.1 เมตร ไม่สามารถวัดอัตราการไหลของน้ำร้อนได้

เที่ยวพังงา ชมสัตว์หายาก

เดินป่า

บนพื้นที่ 1,573 ไร่ ของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช แห่งนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของการเพาะเลี้ยง และสัตว์ป่าของกลางด้านบน และส่วนจัดแสดงด้านล่างที่ไว้สำหรับเป็นที่ศึกษาธรรมชาติ
สภาพภูมิทัศน์โดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบใกล้เมืองที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้เป็น ปอดสำหรับคนในเมือง  ระยะห่างเพียง 10 กิโลเมตร เท่านั้น ที่จะใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้านที่น่าสนใจ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับครอบครัวที่จะนำบุตรหลานไปเที่ยวชม  และสำหรับคู่รักใหม่ที่จะไปชวนชี้ชมนกชมไม้ให้เกิดความสนิทแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งของที่นี่ เพราะมีบรรยากาศที่สดชื่น ร่มรื่น มีสัตว์ต่าง ๆ ให้ดูและศึกษาพฤติกรรมมากกว่า 50 ชนิด เช่น นกยูงคู่สวย เก้ง ไก่ฟ้าชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงสัตว์ป่าที่โดนทำร้ายหรือที่ประชาชนไม่ต้องการเลี้ยงอีกจำนวนมาก  เรานำท่านมาเปลี่ยนบรรยากาศจากทะเลมาสู่พื้นที่สงบร่มเย็นในผืนป่าที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองจังหวัดพังงามากนัก…
เราออกเดินทางจากจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ช่วงเช้า มุ่งหน้าไปบนถนนเพชรเกษม หมายเลข 4 อยู่ระหว่างเส้นทางไปอ่าวพังงา บริเวณกิโลเมตรที่ 33 เยื้องกับองค์การโทรศัพท์จังหวัดพังงา เมื่อกลับรถแล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปยัง ‘สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา’ หรือที่ชาวพังงาเรียกกันติดปากว่า สวนนก นั่นเองค่ะฟังจากชื่อแล้วหลายคนอาจคิดว่าที่แห่งนี้จะต้องมีแต่นกหลากหลายพันธุ์ แต่ที่จริงแล้วเป็นมากกว่านั้น… นายวันชัย  สุพรรณอาสน์ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา เล่าให้ฟังถึงประวัติความเป็นมาว่า… “เดิมเป็นพื้นที่ป่าที่มีการบุกรุกทำลายและสำนักงานป่าไม้เขตนครศรีธรรมราช ได้มีการปลูกบำรุงป่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ‘ป่านากก’ ในปี พ.ศ. 2537 จังหวัดพังงา โดย นายปรีชา  รักษ์คิด ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาในสมัยนั้น ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวจัดตั้งเป็นสวนนกและสถานที่เพาะพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อการศึกษาและการท่องเที่ยว ต่อมาในปี 2538 กรมป่าไม้ โดยส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าในขณะนั้นได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงได้จัดตั้งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงาขึ้น” จึงเป็นเหตุทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เรียกกันว่า ‘สวนนก’ นั่นเอง…นอกจากนี้ทางสถานีฯ ยังได้ทำการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าคุ้มครอง ประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและประเภทสัตว์ปีก กว่า 50 ชนิด ซึ่งผลงานเด่นชิ้นโบว์แดงของที่นี่ก็คือ สามารถเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าที่หายากใกล้สูญพันธุ์ หนึ่งใน 15 ชนิดของสัตว์ป่าสงวนที่เดียวในประเทศไทย นั่นก็คือ ‘เลียงผา’ สัตว์จำพวกเดียวกับ แพะและแกะ สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ ก็เพราะในระยะหลังเลียงผามีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว จากการล่าอย่างหนักเพื่อเอาเขา กระดูก และน้ำมันมาใช้ทำยาสมานกระดูก และพื้นที่หากินของเลียงผาก็ลดลงอย่างรวดเร็ว จากการทำการเกษตรตามลาดเขา และบนพื้นที่ที่ไม่ชันจนเกินไป…
ได้ยินแบบนี้แล้ว พวกเราควรช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่าไม่ให้สูญพันธุ์และยังคงอยู่ชั่วลูกชั่วหลานต่อไป…

สุดท้ายนี้ก็ขอเชิญชวนให้ท่านมาสัมผัสกับบรรยากาศและความน่ารักของสัตว์ป่า เหล่านี้ด้วยตัวท่านเอง เพราะสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา แห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่ท่านไม่ควรมองข้ามไป  ซึ่งประชาชนสามารถเข้าชมฟรี ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น เปิดทุกวันตั้งแต่ 08.30 – 16.30 น.  โทร 0 7648 1058 เพียงแต่ขอความร่วมมือในการรักษาความสะอาดและมีความเมตตาไม่ทำร้ายสัตว์เท่า นั้นเอง…