เที่ยวพังงา ชมสัตว์หายาก

เดินป่า

บนพื้นที่ 1,573 ไร่ ของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช แห่งนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของการเพาะเลี้ยง และสัตว์ป่าของกลางด้านบน และส่วนจัดแสดงด้านล่างที่ไว้สำหรับเป็นที่ศึกษาธรรมชาติ
สภาพภูมิทัศน์โดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบใกล้เมืองที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้เป็น ปอดสำหรับคนในเมือง  ระยะห่างเพียง 10 กิโลเมตร เท่านั้น ที่จะใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้านที่น่าสนใจ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับครอบครัวที่จะนำบุตรหลานไปเที่ยวชม  และสำหรับคู่รักใหม่ที่จะไปชวนชี้ชมนกชมไม้ให้เกิดความสนิทแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งของที่นี่ เพราะมีบรรยากาศที่สดชื่น ร่มรื่น มีสัตว์ต่าง ๆ ให้ดูและศึกษาพฤติกรรมมากกว่า 50 ชนิด เช่น นกยูงคู่สวย เก้ง ไก่ฟ้าชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงสัตว์ป่าที่โดนทำร้ายหรือที่ประชาชนไม่ต้องการเลี้ยงอีกจำนวนมาก  เรานำท่านมาเปลี่ยนบรรยากาศจากทะเลมาสู่พื้นที่สงบร่มเย็นในผืนป่าที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองจังหวัดพังงามากนัก…
เราออกเดินทางจากจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ช่วงเช้า มุ่งหน้าไปบนถนนเพชรเกษม หมายเลข 4 อยู่ระหว่างเส้นทางไปอ่าวพังงา บริเวณกิโลเมตรที่ 33 เยื้องกับองค์การโทรศัพท์จังหวัดพังงา เมื่อกลับรถแล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปยัง ‘สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา’ หรือที่ชาวพังงาเรียกกันติดปากว่า สวนนก นั่นเองค่ะฟังจากชื่อแล้วหลายคนอาจคิดว่าที่แห่งนี้จะต้องมีแต่นกหลากหลายพันธุ์ แต่ที่จริงแล้วเป็นมากกว่านั้น… นายวันชัย  สุพรรณอาสน์ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา เล่าให้ฟังถึงประวัติความเป็นมาว่า… “เดิมเป็นพื้นที่ป่าที่มีการบุกรุกทำลายและสำนักงานป่าไม้เขตนครศรีธรรมราช ได้มีการปลูกบำรุงป่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ‘ป่านากก’ ในปี พ.ศ. 2537 จังหวัดพังงา โดย นายปรีชา  รักษ์คิด ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาในสมัยนั้น ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวจัดตั้งเป็นสวนนกและสถานที่เพาะพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อการศึกษาและการท่องเที่ยว ต่อมาในปี 2538 กรมป่าไม้ โดยส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าในขณะนั้นได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงได้จัดตั้งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงาขึ้น” จึงเป็นเหตุทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เรียกกันว่า ‘สวนนก’ นั่นเอง…นอกจากนี้ทางสถานีฯ ยังได้ทำการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าคุ้มครอง ประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและประเภทสัตว์ปีก กว่า 50 ชนิด ซึ่งผลงานเด่นชิ้นโบว์แดงของที่นี่ก็คือ สามารถเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าที่หายากใกล้สูญพันธุ์ หนึ่งใน 15 ชนิดของสัตว์ป่าสงวนที่เดียวในประเทศไทย นั่นก็คือ ‘เลียงผา’ สัตว์จำพวกเดียวกับ แพะและแกะ สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ ก็เพราะในระยะหลังเลียงผามีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว จากการล่าอย่างหนักเพื่อเอาเขา กระดูก และน้ำมันมาใช้ทำยาสมานกระดูก และพื้นที่หากินของเลียงผาก็ลดลงอย่างรวดเร็ว จากการทำการเกษตรตามลาดเขา และบนพื้นที่ที่ไม่ชันจนเกินไป…
ได้ยินแบบนี้แล้ว พวกเราควรช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่าไม่ให้สูญพันธุ์และยังคงอยู่ชั่วลูกชั่วหลานต่อไป…

สุดท้ายนี้ก็ขอเชิญชวนให้ท่านมาสัมผัสกับบรรยากาศและความน่ารักของสัตว์ป่า เหล่านี้ด้วยตัวท่านเอง เพราะสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา แห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่ท่านไม่ควรมองข้ามไป  ซึ่งประชาชนสามารถเข้าชมฟรี ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น เปิดทุกวันตั้งแต่ 08.30 – 16.30 น.  โทร 0 7648 1058 เพียงแต่ขอความร่วมมือในการรักษาความสะอาดและมีความเมตตาไม่ทำร้ายสัตว์เท่า นั้นเอง…

พาเที่ยวแม่น้ำสะแกกรัง

แม่น้ำ

วันนนี้ผมจะพาไปเที่ยวที่ลำน้ำสะแกกรังไหลผ่านตัวจังหวัดอุทัยธานี มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในสมัยก่อน เมื่อพ่อค้าล่องเรือผ่านมา จะรู้ได้ว่าถึงบ้านสะแกกรังแล้ว โดยเฉพาะในเดือนยี่ถึงเดือนสามจะสังเกตได้ชัดเจน ต้นสะแกจะออกดอกเล็ก ๆ ช่อยาวสีเขียวอมเหลืองห้อยลงมาริมน้ำ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำจะมีเรือนแพอยู่เรียงราย ฝั่งแม่น้ำด้านตะวันตกมีอาคารบ้านเรือนอยู่หนาแน่น เป็นตลาดใหญ่ของที่มาขายที่ตลาดนั้น ทั้งข้าวสารซึ่งวางขายอยู่ในกระบุง อาหารคาวหวาน ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกเองทำเอง และนำมาขาย ส่วนฝั่งแม่น้ำด้านตะวันออกเป็นเกาะเทโพ มีสวนผลไม้ และป่าไผ่ตามธรรมชาติ เรือนแพที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำเป็นเรือนไม้สร้างคร่อมบนแพลูกบวบไม้ไผ่ ชาวแพบอกว่าอยู่แพแล้วสบาย หน้าร้อนลมเย็น หน้าหนาวตอนเช้าแดดอุ่น

ชาวเรือนแพเหล่านี้ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพทำการประมงในช่วงเช้าหลังจากที่ได้ปลามาจะนำมาชำแหละ เสียบไม้เป็นแผง ผึ่งให้แห้ง ย่างรมควันทำเป็นปลาแห้ง และนำไปขายในตลาด ตามเรือนแพริมน้ำเหล่านี้ยังมีกระชังเลี้ยงปลาสวาย ปลาแรด และปลาเทโพบ้างเล็กน้อย ปกติปลาแรดที่เลี้ยงในกระชังจะไม่คาวเหมือนปลาแรดที่เลี้ยงในบ่อดินอยู่แล้ว แต่ปลาแรดในกระชังของที่นี่นับว่าขึ้นชื่อมาก เพราะเนื้อแน่นนุ่มและหวาน บางคนกล่าวว่า เป็นเพราะน้ำที่นี่มีการไหลเวียนดีและอาจมีแร่ธาตุบางอย่างอยู่ ปลาแรดจึงมีเนื้อนุ่ม

วัดอุโบสถารามเดิมชื่อวัดโบสถ์มโนรมย์ ชาวบ้านเรียกว่าวัดโบสถ์ เป็นวัดเก่าแก่อยู่ริมลำน้ำสะแกกรังในเขตเทศบาลเมือง จากตลาดสดเทศบาล มีสะพานข้ามแม่น้ำไปยังวัดอุโบสถาราม ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ

สิ่งที่น่าสนใจในวัดได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์ และวิหาร เป็นภาพเขียนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในโบสถ์เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติเริ่มตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพานฝีมือ ประณีตมาก ส่วนในวิหารเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดเทพยดาบนสวรรค์และภาพปลงสังขาร ด้านบนฝาผนังเป็นพระสงฆ์สาวกชุมนุมสลับกับพัดยศเหมือนจะไหว้พระประธานใน วิหาร ฝาผนังด้านนอกหน้าวิหารมีภาพถวายพระเพลิงศพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภาพชีวิต ชาวบ้านที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เข้าใจว่าเป็นฝีมือชั้นหลัง

นอกจากนี้ภายในวัดอุโบสถาราม ยังมีสิ่งของที่น่าชมอีกมาก เช่น เสมาหินสีแดงหน้าโบสถ์ ตู้พระธรรมและตู้ใส่ของเขียนลายกนกเถาลายดอกไม้ บาตรฝาประดับมุกที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 เป็นฝีมือช่างสิบหมู่ และหงส์ยอดเสา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่น่าชมหลายหลัง ได้แก่ มณฑปแปดเหลี่ยม ที่มีลักษณะผสมแบบตะวันตก มีลายปูนปั้นคล้ายไม้เลื้อยที่กรอบหน้าต่าง และมีพระพุทธรูปปูนสลักนูนสูงอยู่ที่ด้านนอกของอาคาร เจดีย์หกเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสองทรงรัตนโกสินทร์ หอประชุมอุทัยพุทธสภา ซึ่งเป็นหอสวดมนต์ เป็นศาลาทรงไทย หน้าบันประดับลวดลายปูนปั้น และแพโบสถ์น้ำซึ่งใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา เช่น งานบวช งานศพ เป็นต้น

สภาพความเป็นอยู่ที่สามารถพบเห็นตามสองฝั่งลำน้ำสะแกกรัง จึงเหมาะสำหรับนั่งเรือชมทิวทัศน์ โดยจะนั่งเรือไปถึง อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาทก็ได้ โดยจะวนเฉพาะรอบตัวเกาะเทโพ หรือนักท่องเที่ยวสามารถว่าจ้างเรือจากบริเวณท่าเรือตลาดสดเทศบาลเมือง อุทัยธานี เรือจะล่องไปมโนรมย์ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าล่องเรือในช่วงเย็น คือประมาณ 16.00-18.00 น. จะได้เห็นพระอาทิตย์ตกซึ่งสวยงามมาก และในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม จะเห็นยอดักปลาเต็มไปหมด บางครั้งอาจได้เห็นชาวบ้านพายเรือมาเก็บผักตบชวา เพื่อนำใบไปรองเข่งปลา หรือจะนำไปเลี้ยงหมูก็ได้

วัดจันทาราม (ท่าซุง)     เริ่ม แรกเดิมทีเมื่อ “พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร) ได้มาบูรณะวัดท่าซุงนับตั้งแต่ ปี พ.ศ ๒๕๑๑ นั้น วัดอยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมมาก และมีพื้นที่เพียง ๖ ไร่เศษ ทั้งๆ ที่แต่เดิมเคยมีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณริมแม่น้ำสะแกกรังถึงกว่า ๓๗๐ ไร่ ต่อมาท่านได้เป็นผู้นำคณะศิษยานุศิษย์ในยุคแรกนั้นค่อยๆ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด จนเจริญรุ่งเรืองมีเนื้อที่กว่า ๒๘๙ ไร่ มีอาคาร วิหาร มณฑปต่างๆ มากมายดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จวบจนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มรณะภาพ ใน วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และในปัจจุบันท่านเจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือ ท่านพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ พร้อมคณะสงฆ์วัดท่าซุง ได้ดำเนินการบูรณะซ่อม สร้าง และขยายวัดท่าซุงจนในปัจจุบันมีพื้นที่กว่า ๕๐๐ ไร่