ทัวร์ออสเตรีย

เป้าหมายแรกของการปรับขึ้นเป็นถึง Breslauer Hütte, ที่ระดับความสูง 2,840 เมตร นี่คือ StartPoint สำหรับนักเดินทางไกลที่ไปขึ้น Wildspitze ผมไม่ได้ปีนขึ้นไป Wildspitze – ถึงแม้ว่านี้ไม่ได้เป็นเรื่องยากที่ภูเขาทางเทคนิคก็ไม่ควรดำเนินการโดยไม่ ต้องแนะนำภูเขา และที่สำคัญที่สุดสภาพอากาศที่เป็นกษัตริย์ของภูเขา … สภาพอากาศตัดสินใจหรือไม่ที่จะไปธุดงค์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
นักเดินทางไกลมีความสุขดูจาก Breslauer Hütte

คนส่วนใหญ่ในยุโรปเยี่ยมชมเทือกเขาแอลป์ในฝรั่งเศส, ออสเตรีย, อิตาลีหรือประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในฤดูหนาวที่แตกสกีของพวกเขา ผมไปเยี่ยมแอลป์ในกลางฤดูร้อนและแม้แล้วคุณจะพบหิมะให้ให้คุณไปสูงพอ Obergurgl ตั้งอยู่ใน Otztal ในออสเตรียแอลป์ที่ระดับความสูงของ 1930 เมตร หมู่บ้านในออสเตรียไม่มีตั้งอยู่ที่ระดับความสูงที่สูงขึ้นกว่านี้ทำให้ StartPoint เหมาะสำหรับการเดินป่าใน Alpes สูงที่ใกล้เคียง ยอด หลายเมตรและ 3000 ขึ้นตั้งอยู่ในพื้นที่นี้รวมทั้ง Wildspitze ภูเขาที่สูงที่สุดของออสเตรียเพิ่มขึ้น 3772 เมตรเหนือเทือกเขาแอลป์ภูมิทัศน์ที่ยอดเยี่ยม

แต่ก็ทำให้อีกธุดงค์ยอดเยี่ยมในพื้นที่ Vent ข้ามภูเขาสันเขาและผ่านที่ยอดเยี่ยม … ความงามของภูเขาที่น่าจดจำ! จาก Breslauer Hütteฉันยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของฉันไปVernagthütte, ชั่วโมงไม่ไกลจาก Breslauer Hütteตั้งอยู่ที่ 2766 เมตร อัพและดาวน์เมื่อธุดงค์นี้จะไม่มากเป็นหนึ่งเดินเมื่อด้านข้างของภูเขาลาดระหว่าง 2600 และ 2900 เมตรสถานที่ท่องเที่ยวมีความงดงาม! มากที่สุดของทุกท่านจะอยู่เหนือระดับต้นที่นี่มีอะไร แต่หินน้ำแข็งและหิมะ – นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ชื่นชอบของภูเขา ระหว่างทางกลับไปยังเมืองของ Vent หนึ่งแทรกค่อนข้างทีละน้อยและเมื่อทุ่งหญ้าต่ำแกะเป็นภาพธรรมดา ที่งดงามยังสะพานที่แขวนอยู่เหนือหุบเขาแม่น้ำเป็นเกือบที่จุดสิ้นสุดของธุดงค์นี้
ความงามของภูเขาแอลป์

เมื่อฉันกลับมาถึงในหมู่บ้านของ Vent, ดื่มเบียร์ (หรือแก้วจากนมเนยถ้าคุณต้องการ) คือสวรรค์อย่าง และในขณะที่กำลังนั่งอยู่บน terasse คุณยังสามารถเพลิดเพลินกับ splendors ของออสเตรียแอลป์ …

หอเอนปิซ่า

Pisa Tower และมหาวิหาร Tower of Pisa

ทั้งหมดclichésและแผงลอยของที่ระลึกและฝูงชนกันหอคอยแห่งนี้ยังคงเป็นที่น่าประทับใจและจริงๆยืนอยู่ในตำแหน่งที่เอียงอันตราย หลัง จากหอคอยได้ถูกปิดให้ประชาชนมาเป็นเวลานานก็ตอนนี้เปิดอีกครั้ง แต่สำหรับ จำกัด จำนวนคนในเวลาเดียวกันและ “ราคาดี” – ตั๋วขึ้นไป 15 EUR ต่อคน, สูงพอที่จะรักษาหอจากนักท่องเที่ยวมากเกินไป

ที่น่าสนใจที่สุดเพื่อเข้าชมใน “Miracoli สแควร์” แต่เป็นโบสถ์ ทั้งภายนอกและภายในมีความสวยงามโดดและ atmoshere ไม่ได้เป็นของปลอม – นี้ไม่ได้เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ เมื่อฉันได้ไปเยี่ยมทั้งคู่กำลังจะแต่งงาน โบสถ์ล้างบาปเป็นที่ใหญ่ที่สุดของชนิดในโลก โบสถ์รอบลักษณะสวยงามเหมือนโบสถ์จากนอกบนข้างในมันค่อนข้างง่ายและว่างเปล่า – แต่ฉันเดาว่าเป็นเพียงจุด
โบสถ์ของ sgraffiti เข็มศักดิ์สิทธิ์

PISA, เมษายน 2005, กันยายน 2011 – Tower of Pisa อาจจะเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของที่รู้จักกันดีที่สุดในยุโรปหรือแม้แต่ใน โลก แต่มีมากขึ้นไปกว่าเพียงหอ – ซึ่งจะโดยวิธีการยังคงคุ้มค่าและที่ไม่ซ้ำกันไม่ได้ เพราะวิธีการที่จะยืน แต่เพราะมันเป็นสถาปัตยกรรมรอบหอคอยที่สมบูรณ์แบบด้วยผมจำไม่ได้ว่ากี่เสา … นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ที่ Galileo Galilei ได้ทดลองของเขาเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง

เมื่อคุณคิดว่าเกี่ยวกับอิตาลีมันเป็นเรื่องของคริสตจักรพระราชวังศิลปะ … และความรู้สึกของศาสนาและเวทย์มนต์ไม่เคยห่างไกล

เมื่อ อยู่ในปิซา, ไม่ลืมที่จะใช้เวลาเดินเล่นไปตามแม่น้ำ Arno แวะโบสถ์คริสตจักรและค้นพบโดยรอบสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่น่าสนใจในใจกลางเมือง Absolutely Fabulous ให้ฉันโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ของเข็มคือ – มีอะไรมากภายใน แต่ในวันที่ชัดเจนคมชัดของรายละเอียดสีขาวคมกับท้องฟ้าสีฟ้าเป็นที่ยอด เยี่ยม Piazza เราพบอีกคนก็อาคารที่ดีกับ sgraffiti เทคนิคที่จะทำให้รายละเอียดภาพวาดที่ดีในด้านนอกของอาคาร

บางคนคิดสุดท้าย กินพิซซ่าในปิซาเป็นต้องร้านอาหารหลายแห่งในเมืองมีความหลากหลายที่ดีของอาหารท้องถิ่นสนุกกับมัน! คุณควรคู่กับไวน์อิตาเลียนบางอย่างสำหรับประสบการณ์จริงอย่างแท้จริง และระวังของนักเรียนจำนวนมากที่ ‘เวสป้า’ – พวกเขามักจะขับรถไม่ได้ช้าดังนั้นในถนนแคบและพวกเขามักจะคิดว่าพวกเขามีสิทธิของทาง …

การเดินทางในสงครามครูเสด

สภาพของสังคมในยุคกลางเป็นสังคมปิด ระบบที่ใช้เรียก “ศักดินาสวามิภักดิ์” (Feudalism) ซึ่งเป็นรูปแบบความสัมพันธ์เชิงพึ่งพากันในระหว่างท้องถิ่น ระหว่างนาย (lord) กับผู้สวามิภักด์ (vassal) เพื่อความอยู่รอดท่ามกลางความไม่ปลอดภัยรอบด้าน ทางด้านการเมืองการปกครองเกิดภาวะสุญญากาศ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคริสต์ศาสนา สถานที่พักที่เคยเปิดบริการให้แก่นักเดินทางที่หลากหลายทั่วทุกพื้นที่ใน ยุโรปต่างหยุดการประกอบธุรกิจเพราะไม่มีลูกค้ามาใช้บริการ เนื่องจากคำสอนของคริสต์ศาสนาในขณะนั้นสอนว่าการแสวงหาความสุขสำราญในโลกนี้ ของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ มนุษย์สมควรใช้เวลาที่อยู่ในโลกนี้เพื่อคิดและปฏิบัติเพื่อศาสนา ด้วยความศรัทธาอย่างแท้จริง เพื่อจะได้รับผลตอบแทนในอาณาจักรแห่งพระเจ้า ซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริงนิรันดรมากกว่า

สงครามครูเสดเกิดจากความคิดของผู้มีอำนาจในรัฐต่างๆ ของยุโรป และคริสตจักรแห่งกรุงโรมที่ต้องการช่วงชิงดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์คือ นครเยรูซาเลมคืนจากการยึดครองของผู้ปกครองที่นับถือศาสนาอิสลามและสถาปนาการ ปกครองโดยผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์แทน ความคิดดังกล่าวได้มาถึงจุดสูงสุดของความรู้สึกร่วมเมื่อสันตะปาปาเออร์บัน ที่ 2 แถลงที่เมืองเคลมองต์ (Clemont) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ในปีคริสต์ศักราช 1095 เรียกร้องให้บรรดาผู้มีอำนาจและกำลังทหารได้แก่ กษัตริย์ เจ้าชาย ขุนนาง อัศวิน เลิกทำสงครามระหว่างกัน แล้วหันมาผนึกกำลังเพื่อต่อสู้กับศัตรูต่างศาสนาในแดนไกล และให้ถือว่าเป็นผู้จาริกแสวงบุญที่ติดอาวุธ มีสถานะเป็นทหารของพระคริสต์ภายใต้การนำของสันตะปาปา สงครามครูเสดได้เริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 11 และสิ้นสุดในศตวรรษที่ 13 จึงมีการเดินทางของนักรบไปยังดินแดนปาเลสไตน์และเมืองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ นับได้ว่าการเดินทางดังกล่าวมีส่วนส่งเสริมในการเดินทางระหว่างยุโรป และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ เกิดการแลกเปลี่ยนและผสมผสานทางวัฒนธรรม ระหว่างโลกตะวันตกกับโลกอาหรับ นอกจากนี้ยังทำให้เมืองท่าสำคัญของอิตาลี เช่น เวนิส (Venice) เจนัว (Genoa) และปิซา (Pisa) เป็นศูนย์กลางการค้าในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และทำให้การค้าในทะเลเมดิเตอร์ เรเนียนมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งหนึ่

เที่ยวไทยกันไหม

เทศกาล ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับการยอมรับจากเมืองเป็นครั้งแรกนี้เรียกว่ารวบ รวมในจำนวนมากในฐานะที่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ที่นอกเหนือไปจากการส่งเสริมการ ขายของการท่องเที่ยว เมืองนี้ยังนับว่าเป็นตาที่เปิด ความ รู้เกี่ยวกับประเทศของเราที่มีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในพนักงานของผู้ มีอำนาจคือการทำงานในความหลากหลายของวิธีการที่ได้รับการทำ บางพื้นที่ บางคนได้ขลุกกับนักแสดง เรื่องนี้เป็นนิยายของชีวิตในเรื่อง ททท. แตกต่างกันหลาย

เทศกาลท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จะจัดขึ้นเป็นเวลาหลายปีโทร และทุกปีที่พวกเขาได้รับความสนใจของเมือง กันอย่างแพร่หลายเช่นและเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการจัดงานของการประชุมในครั้งต่อไปและ
ในปี 2523 สภาแห่งรัฐประกาศปีเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศไทยในประเทศ ในขณะที่ผู้มีอำนาจได้ริเริ่มเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกเป็นเทศกาลท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่สวนอัมพร รายละเอียดในรูปแบบเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาค เพื่อจำลองหมู่บ้านต่าง ๆ ในพื้นที่เช่นเดียวกับร้านขายของที่ระลึก การแพร่กระจายของท้องถิ่นส่วนผสมในภูมิภาค,

ตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน to 5 ธันวาคม 2523 ผู้มีแสงและเสียงที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว งานที่ดี นี้เป็นหนึ่งในก้าวชาติด้วยเทคโนโลยี – ไฟเป็นส่วนประกอบของเสียงที่ดีเยี่ยม การจัดการและการแสดงแสงสี – โรงละครได้กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมไปเยี่ยมชมในสัปดาห์ต่อ หลายเรื่องเช่นเดียวกับแสง – 417 ปีอยุธยาและสุโขทัยอรุณแห่งความสุข ฯลฯ

การตระหนักถึงการร้องขอ กลายเป็นเด่นชัดมากขึ้น เป็น อำนาจของการเล่าเรื่องของเภสัชกรฆ Rico ฟ้าผ่า (ผู้ปกครองของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 2542-2545) เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการพัฒนาของการท่องเที่ยวใน “ทศวรรษของการพัฒนาท่องเที่ยว” ระยะเวลา 25 ปี หนังสือ เล่มเล็ก ast ของ “พร้อมกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว. พื้นที่ท่องเที่ยว. ก็มากขึ้นเช่น … ” และขีดความเห็นปัญหาของ เภสัชกรเขียนในหนังสือเล่มเล็ก A.s.t. มี อำนาจในกุมภาพันธ์ 2526 ว่า “การทำลายทรัพยากรธรรมชาติในศิลปะและอื่น ๆ ทุกครั้ง … ไม่ว่าเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็น. ไม่มีจะไม่สามารถที่จะชดใช้แทน. จนแล้ว. ไม่เพียง แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นความหมาย. อยู่รอดแม้จะไร้ค่า “และต่อมามีนาคม 2526 คอลัมน์” ธรรมชาติและวัฒนธรรม “ที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มเล็ก Ast ที่โฆษกสำหรับการกลับมาของประเทศไทยที่จะมีบทบาท ของนักท่องเที่ยวในบ้านของพวกเขา

บทความที่ตีพิมพ์ในคุณลักษณะหนังสือเล่มเล็กแทรก Ast ยุคเริ่มที่จะคิดในแง่ของการอนุรักษ์ วิธีปฏิบัติในการเข้าเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว ตามควร แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและป่าเริ่มลดลง ขู่บุกของสารคดีคือ “พรุ่งนี้ก่อนทุ่งใหญ่นเรศวรไม่มี” อดีตบรรณาธิการของดวงดาวสุวรรณรังสี ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในมกราคม 2527 ปัญหาของยุคได้เป็นอย่างดีสะท้อนให้เห็นถึง และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสารคดีตีพิมพ์ในช่วงถัดไปหลายอย่างเช่น “ถอนรากถอนโคนแแ TGW RGW ดำสูญพันธุ์จากโลก” โดยอุทัย Trisucnts วิทยาศาสตร์นกถึงเดือนตุลาคม 2535 กล่าวว่าป่าที่ราบที่หมู่บ้านบางกางเกงทอมตำบล กระบี่ ถิ่นที่อยู่ของนกแแ TGW RGW ดำ – หนึ่งใน 15 ชนิดของสัตว์ป่าที่มีชีวิตรอดในเล็ก ๆ น้อย ๆ

ในปี 2523 สภาแห่งรัฐประกาศปีเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศไทยในประเทศ ในขณะที่ผู้มีอำนาจได้ริเริ่มเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกเป็นเทศกาลท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่สวนอัมพร รายละเอียดในรูปแบบเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาค เพื่อจำลองหมู่บ้านต่าง ๆ ในพื้นที่เช่นเดียวกับร้านขายของที่ระลึก การแพร่กระจายของท้องถิ่นส่วนผสมในภูมิภาค,

เทศกาล ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับการยอมรับจากเมืองเป็นครั้งแรกนี้เรียกว่ารวบ รวมในจำนวนมากในฐานะที่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ที่นอกเหนือไปจากการส่งเสริมการ ขายของการท่องเที่ยว เมืองนี้ยังนับว่าเป็นตาที่เปิด ความ รู้เกี่ยวกับประเทศของเราที่มีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในพนักงานของผู้ มีอำนาจคือการทำงานในความหลากหลายของวิธีการที่ได้รับการทำ บางพื้นที่ บางคนได้ขลุกกับนักแสดง เรื่องนี้เป็นนิยายของชีวิตในเรื่อง ททท. แตกต่างกันหลาย

เทศกาลท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จะจัดขึ้นเป็นเวลาหลายปีโทร และทุกปีที่พวกเขาได้รับความสนใจของเมือง กันอย่างแพร่หลายเช่นและเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการจัดงานของการประชุมในครั้งต่อไปและ

ตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน to 5 ธันวาคม 2523 ผู้มีแสงและเสียงที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว งานที่ดี นี้เป็นหนึ่งในก้าวชาติด้วยเทคโนโลยี – ไฟเป็นส่วนประกอบของเสียงที่ดีเยี่ยม การจัดการและการแสดงแสงสี – โรงละครได้กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมไปเยี่ยมชมในสัปดาห์ต่อ หลายเรื่องเช่นเดียวกับแสง – 417 ปีอยุธยาและสุโขทัยอรุณแห่งความสุข ฯลฯ

การตระหนักถึงการร้องขอ กลายเป็นเด่นชัดมากขึ้น เป็น อำนาจของการเล่าเรื่องของเภสัชกรฆ Rico ฟ้าผ่า (ผู้ปกครองของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 2542-2545) เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการพัฒนาของการท่องเที่ยวใน “ทศวรรษของการพัฒนาท่องเที่ยว” ระยะเวลา 25 ปี หนังสือ เล่มเล็ก ast ของ “พร้อมกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว. พื้นที่ท่องเที่ยว. ก็มากขึ้นเช่น … ” และขีดความเห็นปัญหาของ เภสัชกรเขียนในหนังสือเล่มเล็ก A.s.t. มี อำนาจในกุมภาพันธ์ 2526 ว่า “การทำลายทรัพยากรธรรมชาติในศิลปะและอื่น ๆ ทุกครั้ง … ไม่ว่าเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็น. ไม่มีจะไม่สามารถที่จะชดใช้แทน. จนแล้ว. ไม่เพียง แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นความหมาย. อยู่รอดแม้จะไร้ค่า “และต่อมามีนาคม 2526 คอลัมน์” ธรรมชาติและวัฒนธรรม “ที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มเล็ก Ast ที่โฆษกสำหรับการกลับมาของประเทศไทยที่จะมีบทบาท ของนักท่องเที่ยวในบ้านของพวกเขา

บทความที่ตีพิมพ์ในคุณลักษณะหนังสือเล่มเล็กแทรก Ast ยุคเริ่มที่จะคิดในแง่ของการอนุรักษ์ วิธีปฏิบัติในการเข้าเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว ตามควร แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและป่าเริ่มลดลง ขู่บุกของสารคดีคือ “พรุ่งนี้ก่อนทุ่งใหญ่นเรศวรไม่มี” อดีตบรรณาธิการของดวงดาวสุวรรณรังสี ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในมกราคม 2527 ปัญหาของยุคได้เป็นอย่างดีสะท้อนให้เห็นถึง และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสารคดีตีพิมพ์ในช่วงถัดไปหลายอย่างเช่น “ถอนรากถอนโคนแแ TGW RGW ดำสูญพันธุ์จากโลก” โดยอุทัย Trisucnts วิทยาศาสตร์นกถึงเดือนตุลาคม 2535 กล่าวว่าป่าที่ราบที่หมู่บ้านบางกางเกงทอมตำบล กระบี่ ถิ่นที่อยู่ของนกแแ TGW RGW ดำ – หนึ่งใน 15 ชนิดของสัตว์ป่าที่มีชีวิตรอดในเล็ก ๆ น้อย ๆ

การเตรียมการเดินทาง part2

ท่องเที่ยวคุณขนิษฐาเล่าถึงบรรยากาศของหมู่บ้านต่างๆ ในภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนครศรีธรรมราช ที่สวยงามด้วยความชุ่มชื้นของป่า ความยิ่งใหญ่อลังการของขุนเขา และความน่าศึกษาในชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน “ทุกอย่างนำมาเป็นอาหารและใช้ประโยชน์ได้หมด ทั้งผัก ผลไม้ สมุนไพร” เธอแจงต่อ “เก็บกินได้ตามฤดูกาล นำมาสร้างผลผลิตเสริม ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ย้อมผ้า ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้สมุนไพร” เหมือนกับเธอดึงความสุขที่คิดถึงช่วงทำงาน “หนัก” ในอดีตออกมาตรงหน้า

มี คำกล่าวว่าการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต้องหันมาใส่ใจกับเรื่องวัฒนธรรมและวิถี ความเป็นอยู่ของคนในท้องที่นั้นๆ เป็นหลัก ใช่เพียงจะมองเรื่องของวัฒนธรรมเป็นเพียงรูปแบบที่ไปรับใช้การท่องเที่ยว ดึงดูดคนให้เข้ามาพบเห็นและรู้จักแต่เพียงอย่างเดียว มากกว่าที่จะรักษาไว้ให้ความสัมพันธ์กับชีวิต เช่นนั้นเอง การส่งเสริมประชาสัมพันธ์เรื่องราวต่างๆ ออกไปสู่ผู้คนภายนอกจึงต้องผ่านการกลั่นกรอง เข้าไปสัมผัสกับชุมชนหรือท้องถิ่นนั้นๆ ด้วยหัวจิตหัวใจที่จริงแท้ เหมือนกับที่วัฒนธรรมและผู้คนเหล่านั้นตั้งต้นดำรงอยู่

“การท่องเที่ยวต้องเข้าไปสนับสนุน ไม่ใช่เข้าไปทดแทนภาคเกษตร” คุณภราเดชได้บอกกับผมไว้อย่างนั้น เมื่อเราคุยกันถึงผลกระทบซึ่งอาจตามมาหลังจากชุมชนทั่วไปเริ่มที่จะหันมาหา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ “เส้นแบ่งสำคัญคืออย่ามองว่าทุกอย่างที่เราจะพัฒนาเป็นเพียงสินค้าทางการ ท่องเที่ยว ให้ใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการรักษาวัฒนธรรมเอาไว้”

ใช่ ว่าการมุ่งสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศจะราบรื่น เหมือนการโยนเรือกระดาษแล้วปล่อยให้ไหลไปตามสายน้ำ แต่เมื่อหันมามองตัวเราแล้วเปรียบเทียบกับต่างชาติ ถึงแม้กลุ่มเกษตรกรที่หันมาหาการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์จะมีชีวิตที่เรียบ ง่ายและปักหลักอยู่กับธรรมชาติเหมือนบ้านเรา แต่สิ่งที่แตกต่างกันค่อนข้างมากคือการได้รับการยอมรับทางสังคม “บ้านเราแย่อยู่หน่อยตรงที่เขาแร้นแค้นมาก ต่างจากคนในกรุง การยอมรับนี่ล่ะงานยากเลย” คุณภราเดชเล่าถึงหลายๆ วิธีการที่การทำงานของคนในองค์กรอย่าง ททท. จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่สั่งสมและตกทอดอยู่ล้วนมีค่าและน่าภาคภูมิใจ ไม่น้อยไปกว่าใครอื่น

“อย่างโครงการบัญชีผู้รู้แห่งชุมชนนี่ก็สำคัญ มาก เก็บข้อมูลกันละเอียด” เขาว่าถึงโครงการสำรวจและให้คุณค่ากับ “ปราชญ์เดินดิน” ที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านของแต่ละชุมชน “ทำออกมาเป็นหนังสือเลยครับ ใครพกไปเที่ยวก็แวะไปหา แวะไปพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ประจำบ้าน ได้ทั้งความรู้ ได้สัมพันธภาพและการยอมรับไปในตัว” เขาเล่าถึงส่วนหนึ่งในอดีตอย่างภูมิใจ

เช่น นี้เอง ไม่เพียงแต่คนที่เข้าไปสำรวจและสนับสนุน แต่ ททท. เองยังเต็มไปด้วยผู้คนที่พร้อมจะตามไปสัมผัสและถ่ายทอดเรื่องราวของการท่อง เที่ยวอย่างยั่งยืนออกมาสู่คนทั่วไปในหลายทิศทางหลายครั้งที่เราพบว่าอนุสาร อ.ส.ท. อันเป็นเสมือนนักเล่าแห่งการเดินทางอันยาวนานของ ททท. ได้นำเสนอเรื่องราวสารคดีอันสอดรับกับทิศทางที่ต้องร่วมกัน “เล่า” และชักชวนให้ผู้คนทั่วไปได้ “เห็น” ถึงความเป็นอยู่และความคิดความเชื่อจริงๆ ของคนที่นั่น เห็นอย่างเข้าใจ ไม่ใช่เข้าไปเห็นและกลับออกมาอย่างว่างโหวง

หลายเรื่องราวสารคดีมี เนื้อหาและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอุ่นอายความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของชาว บ้านและชุมชนที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปสัมผัสได้ด้วยตนเอง เพียงแต่ต้องนำ “หัวใจ” เข้าไปด้วย ช่วงหนึ่งนักเขียนสารคดีสาวอย่าง “ฤโสพา” มักพาตัวเองไปจ่อมจมอยู่กับฉากและชีวิตของชุมชนโฮมสเตย์ต่างๆ ทั่วเมืองไทย บางบทก็เสมือนดึงให้คนอ่านคล้ายได้เข้าไปนั่งร่วมชานบ้านเดียวกับผู้เขียน

“ค่ำ คืนหนึ่งที่บ้านหนองขาว ลานหน้าบ้านไอ้บุญทอง ซึ่งแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตานั่งล้อมวงกันบนเสื่อ สำรับคับค้อนอาหารการกินที่เจ้าบ้านจัดเตรียมไว้สำหรับแขกผู้มาเยือนถูกแจก จ่ายกันไปทั่วหน้า บ้างเดินไปตามซุ้มเถียงนาหลังน้อยๆ หลายหลังที่เรียงรายอยู่ เพื่อตักอาหารที่จัดวางไว้เพิ่มเติมภายในบ้านซึ่งเป็นเรือนไทยสองชั้น ที่ห้องชั้นล่าง ผู้คนมากมายทั้งชายหญิง ผู้แก่ผู้เฒ่า เด็กน้อย กำลังสาละวนกับการแต่งตัวกันยกใหญ่…หญิงสาวคนหนึ่งช่วยแต่งหน้าทาปากให้ ชายหนุ่ม ซึ่งนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนสั้นลายผ้าขาวม้าพื้นบ้าน“…อีกไม่นาน เมื่อถึงเวลาทุกคนในบ้านจะพลิกผันตัวเองเป็นใครอีกคนอย่างแนบเนียน ขณะที่คนมากมายตรงลานกว้างหน้าบ้านเฝ้าคอยมองดูอย่างใจจดใจจ่ออีกไม่ นาน…เมื่อละครเริ่มขึ้น”

เธอเขียนถึงฉาก เวลา และชีวิตปัจจุบันที่ชุมชนเริ่มหันมาหาการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์และพร้อมที่ จะเล่าเรื่องราวความเป็นอยู่ของพวกเขาสู่คนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนไว้อย่างแสน มีชีวิตชีวา ในสารคดีเรื่อง “ละครแห่งชีวิตที่บ้านหนองขาว” ฉบับตุลาคม 2545

หรือ บางอย่างในบทที่เธอเลือกไปเยือนผู้คนและชุมชนทางภาคอีสาน เมื่อฉบับมกราคม 2546 “วงรอบแห่งธรรมชาติและวัฒนธรรม จากหนองหล่มบ้านผู้ไทย ไปดงหลวงบ้านโส้” ที่พื้นที่แถบนั้นอาจไม่ได้มีความงดงามทางธรรมชาติเหมือนโฮมสเตย์ทางภาค อื่นๆ แต่ก็มากมายไปด้วยเรื่องราวความเป็นอยู่และชีวิตวัฒนธรรมที่น่าค้นหา

“จริงๆ แล้วบ้านเรามันก็มีการท่องเที่ยวแบบนั้นอยู่นานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ถูกมองแบบการจัดการ” มุมมองจากหลักการบริหารของ ททท. นั้น สอดคล้องกับการท่องเที่ยวของคนในกลุ่มเล็ก อย่างวิธีการท่องเที่ยวของนิสิตนักศึกษาในการออกค่ายที่ต้องการเรียนรู้ ชีวิตและรับทราบปัญหาของชนบท นำมาพัฒนาสังคมตามอุดมคติหรือการเที่ยวของกลุ่มที่เน้นการเข้าถึงธรรมชาติ อย่างป่าเขา ชุมชนห่างไกล หรือเกาะเล็กๆ กลางผืนทะเล ซึ่งต้องไปพักอาศัยกับชาวบ้านเป็นหลัก เห็นถึงความคิด ความเชื่อ ตลอดจนประเพณีอันดีงามของบ้านเรือนต่างท้องถิ่นที่พวกเขาเข้าไปพัก

“ฉัน กำลังนั่งอยู่ตรงนอกชานของกระท่อมไม้ไผ่น้อยๆ บนเนินดินสูงที่ลาดลงสู่แม่น้ำโขงในหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านหนอง หล่ม…กระท่อมไม้ไผ่ชายน้ำหลังนี้ ไม่ใช่บ้านพักที่จัดไว้ให้นักท่องเที่ยวพัก แต่เป็นอีก 5 หลังที่อยู่ถัดไป ฉันเองในฐานะนักท่องเที่ยว ก็พักกระท่อมไม้ไผ่ 1 ใน 5 หลังนี้…“…เรื่องราวของความเชื่อพื้นบ้านจากป่า ฉันก็ได้พบที่นี่ อย่างรูของบึ้ง สัตว์ชนิดหนึ่งคล้ายแมงมุม แต่ตัวโตกว่า ชาวบ้านเขาก็เชื่อว่า หากรูบึ้งรูไหนที่ปากรูหันไปทางทิศตะวันออก สามารถขอหวยได้ เขาจะเขียนตัวเลขใส่กระดาษแล้วนำไปใส่ไว้ในรูบึ้งที่ปากรู หันไปทางทิศตะวันออกนั้น 1 คืน พอเช้าขึ้นมาก็มาดูว่าบึ้งคาบกระดาษที่เขียนเลขใดออกมาอยู่ข้างนอก ก็เอาไปแทงหวยต้นไม้ที่ฉันอยากเห็นดอกของมัน แต่ไม่ได้เห็นคือไส้ตัน ฉันจะเล่าให้คุณฟังว่ามันมีความน่าสนใจเพียงไร…”

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

“การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นทางออกหรือทางรอดเพียงทางเดียวที่จะนำพาให้ การท่องเที่ยวเกิดความยั่งยืนได้” หลายฝ่ายใน ททท. มีการขานรับความคิดนี้ในวงกว้าง มีการจัดตั้งมูลนิธิพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว (พ.ส.ท.) กลางปี พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อดำเนินกิจกรรมอันเนื่องด้วยการพิทักษ์สิ่งแวด ล้อมและทรัพยากรการท่องเที่ยว เกิดสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สอท.) องค์กรเอกชนที่ก่อตั้งโดยกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว มีหน้าโฆษณากลุ่มบริษัทท่องเที่ยวที่ให้บริการแนวนี้แยกออกมาโดยเฉพาะ 1 หน้าในอนุสาร อ.ส.ท.

ขณะเดียวกันการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวก็ขยายไปสู่ลุ่มน้ำโขง ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2536 ขณะที่รัฐบาลในสมัยนั้นเปิดนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ในส่วนของททท. ก็ได้เตรียมการร่วมเฉลิมฉลองการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว และนับจากตรงนี้เป็นต้นไปที่ทำให้เกิดโครงการในลักษณะเปิดประตูสู่อินโดจีน และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นอีกหลาย รายการด้วยกัน เช่น นโยบายสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ และหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ เป็นต้น

คุณเสรี วังส์ไพจิตร (ผู้ว่าการ ททท. พ.ศ. 2537 – 2542) ให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ ททท. ในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับสิงหาคม 2537 ว่า “เราจะต้องไม่คำนึงถึงจำนวนนักท่องเที่ยวมากจนลืมความสำคัญของทรัพยากรด้าน การท่องเที่ยว ถ้าต้องการการพัฒนาระยะยาว ก็ต้องให้ความสำคัญต่อคุณภาพของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”

เป้าหมายนี้นำมาสู่นโยบายและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิง อนุรักษ์ (Ecotourism) (ปี พ.ศ. 2538 – 2539) โดยให้คำจำกัดความของ Ecotourism หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ว่า หมายถึงการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ชื่นชม และเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพ สภาพธรรมชาติ สภาพสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น บนพื้นฐานของความรู้และความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศ จากแนวความคิดดังกล่าวไปสู่การท่องเที่ยวอย่าง“ยั่งยืน” ดูจะเป็นเป้าหมายรวมของการแก้ไขปัญหาในเรื่องการท่องเที่ยวที่ดูดีที่สุด ทั้งในเรื่องแนวคิดและหลักการ ซึ่งทาง ททท. เองก็ได้เรียนรับปรับใช้ และได้ส่งเสริมให้แต่ละชุมชนเจ้าของพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวก้าวเดินไปร่วม กัน การหันกลับมามองถึงปัจจัยพื้นฐานว่าตัวเรามีอะไรที่มีค่ามากที่สุด คำตอบที่เห็นได้ชัดนอกจากธรรมชาติอันหลากหลายที่โอบล้อมอยู่ ก็หนีไม่พ้นเรื่องราวของความเป็นอยู่เฉพาะ ซึ่งจะกล่าวกันอย่างกว้างก็คือประเพณี ความเป็นอยู่ และศิลปวัฒนธรรมที่หล่อหลอมจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเฉพาะตน “โลกมันเปลี่ยน เราเองก็ต้องเดินตาม เมื่อเห็นว่ามันเหมาะควรกับบ้านเรา และเป็นทางพัฒนาที่เกิดประโยชน์ เราเองก็พร้อมจะเรียนรู้”

กระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลกเมื่อครั้งมีการประชุมสุดยอดสิ่ง แวดล้อมโลก หรือ “Earth Summit” เมื่อปี พ.ศ. 2535 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล มีส่วนผลักดันให้ทั่วโลกเกิดกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่เฉพาะในเรื่องของการดูแลโลก แต่ยังหมายย่อยถึงเรื่องของการท่องเที่ยวอันเป็นทิศทางที่แทบทุกประเทศมุ่ง เน้นที่จะพัฒนา

กระแสการพัฒนาการท่องเที่ยวจึงมุ่งเน้นไปที่ 3 ข้อหลัก คือ

  1. กระแสความต้องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

  2. กระแสความต้องการในด้านการศึกษาเรียนรู้

  3. กระแสความต้องการพัฒนาคน

จากกระแสพัฒนาดังกล่าว มีผลต่อการปรับตัวของระบบการท่องเที่ยวบ้านเรา “เราเริ่มหันมาหา Ecotourism กันเป็นหลัก เรียกว่าตอนนั้นในบ้านเราเกิดเป็นกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บางคนก็นิยามว่าเป็นท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หลากหลายคำ” ซึ่งนิยามทั้งหมดทั้งมวลล้วนหมายถึงการที่เราจะเริ่มหันมาใส่ใจกับคนทั้ง ประเทศ ไม่มีการแยกนักท่องเที่ยวกับเจ้าของพื้นที่ออกเป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง

เที่ยวน้ำตกอย่างปลอดภัย

ท่องเที่ยว
ระหว่างทางเดินมายังน้ำตกเหวนรกนี้ จะสังเกตเห็นแนวคันปูนเป็นระยะ สร้างขึ้นเพื่อป้องกันช้างพลัด ตกไปยังน้ำตก เนื่องจากในปี 2535 มีช้างโขลงหนึ่งจำนวน 8 ตัวหลงเข้ามาและถูกกระแสน้ำพัดตกลงไปตายหมด ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ในช่วงนั้น ทางอุทยานแห่งชาติจึงได้สร้างแนวป้องกันนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันอันตรายแก่ ช้างป่ามิให้เกิดขึ้นอีก

แต่เดิมก่อนที่จะมีการตัดถนนสายปราจีนบุรี – เขาใหญ่นั้น การจะชมน้ำตกจะต้องเดินเท้าเข้ามาโดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง แต่หลังจากตัดถนนสายปราจีนบุรี-เขาใหญ่เสร็จแล้ว ถนนตัดผ่านใกล้น้ำตกเหวนรกมาก โดยมีลานจอดรถห่างจากตัวน้ำตกเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น ระหว่างทางสามารถเดินชมธรรมชาติอันสวยงามสองข้างทางได้  เมื่อถึงตัวน้ำตกจะมีบันไดลงไปอีกราว 50 เมตร ซึ่งค่อนข้างแคบและชัน แต่เมื่อลงไปถึงจุดชมวิวก็จะเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของน้ำตกได้อย่างสวยงาม หากไปในฤดูฝนมีน้ำมาก ละอองน้ำจะกระเซ็นต้องกับแสงอาทิตย์เป็นสายรุ้งอย่างงดงาม แต่หากมาชมในหน้าแล้งนั้นอาจต้องผิดหวังเพราะไม่มีน้ำ เห็นแต่เพียงหน้าผาแห้งๆ เท่านั้น ซึ่งน้ำตกที่เห็นนี้จะเป็นน้ำตกชั้นที่  1  เท่านั้น

บริเวณทางเดินเข้าชมน้ำตก

เดินตามทางปูน ขมธรรมชาติ จนถึงสะพานข้ามห้วยสมอปูน

บริเวณต้นน้ำตกด้านบนสุด (เป็นหน้าผาสูง ระวังลื่นด้วยนะครับ อันตรายมาก)

บันไดทางลงชมทิวทัศน์น้ำตก ปรับปรุงใหม่เป็นบันไดปูนซีเมนต์ แข็งแรงมันคง

ในอดีตจะมีทางเดินลงไปจุดชมวิวในบริเวณชั้นที่  2 เป็นบันไดไม้สูงชัน ปัจจุบันทางอุทยานแห่งชาติ ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเดินลงไปถึงชั้นล่างเนื่องจากทางสูงชันและลื่นมาก ในฤดูฝนน้ำจะไหลแรงมาก เป็นอันตรายแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งชั้นที่ 2 นี้มีความสูงมากกว่าชั้นแรกเสียอีก ส่วนน้ำตกชั้นที่ 3 นั้นจะมีขนาดเตี้ยที่สุด (แต่ก็ไม่ต่ำกว่า 10 เมตร)  การจะชมน้ำตกชั้นที่ 2 และ 3 นั้น นักท่องเที่ยวจะต้องเดินไปอีกทางหนึ่งซึ่งไม่อนุญาตให้เข้าโดยพละการ จำเป็นจะต้องขออนุญาตและมีเจ้าหน้าที่ติดตามไปด้วย เนื่องจากเป็นทางชันและอันตรายมาก

น้ำตกเหวนรกชั้นที่ 2 และ ชั้นที่ 3

เนื่องจากน้ำตกเหวนรกเป็นน้ำตกที่มีความสูงชันมาก  และมีปริมาณน้ำมากในช่วงฤดูฝนไม่เหมะสำหรับการลงเล่นน้ำ  กิจกรรมที่เหมาะสมคือการเที่ยวชมน้ำตกเพื่อผ่อนหย่อนใจ  การชมทัศนียภาพ  และถ่ายภาพน้ำตก  เป็นต้น  นอกจากนี้กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยม  ได้แก่  การดินศึกษาธรรมชาติระหว่างเส้นทางเข้าสู่น้ำตกเหวนรกซึ่งต้องผ่านลำห้วยสมอปูน  เพื่อชมพืชพรรณและดูนกได้ตลอดทั้งปีได้อีกด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามาเที่ยวบริเวณน้ำตกเหวนรก  โดยมากเป็นกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา  และนักท่องเที่ยวที่ต้องการศึกษาธรรมชาติ  จะมีทั้งแบบทัศนาจร  (ไป-กลับ)  และแบบพักค้างคืนบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

สิ่งอำนวยความสะดวก  บริเวณน้ำตกเหวนรกมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวประกอบด้วยศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  ลานจอดรถขนาดใหญ่  ทางเดินลงไปชมน้ำตกเป็นขั้นบันไดซีเมนต์  มีเก้าอี้นั่งพักเป็นระยะ  ก่อนจะถึงน้ำตกชั้น  1 มีรั้วสำหรับกั้นช้างข้างลำน้ำเป็นคอนกรีตแข็งแรงตั้งแต่ริมลำธารขี้นไปจนพ้นระยะอันตราย  และในบริเวณลำธารที่ให้ช้างเดินข้ามจัดทำแผ่นคอนกรีต  ตามระยะก้าวเดินของช้างพร้อมไฟสว่าง  เพื่อให้ช้างสามารถข้ามลำธารได้อย่างปลอดภัย  ช่วงสุดท้ายของเส้นทางเป็นบันไดไม้  พร้อมราวจับ  มีความสูงชันประมาณ  50-60  องศา  ปลายทางเป็นลานคอนกรีตขนาด  3 X 4  เมตร  มีรั้วเหล็กเตี้ย  (ประมาณ 0.5  เมตร)  มองเห็นความสูงของน้ำตกชั้นที่  1  ได้ในมุมกว้าง  สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณน้ำตกเหวนรก  พบว่า  มีความเหมาะสมระดับปานกลางค่อนข้างมาก  สำหรับศักยภาพของทรัพยากรการท่องเที่ยวในบริเวณน้ำตกเหวนรก  จัดอยู่ในระดับสูง และจัดเป็นแหล่งนันทนาการประเภท  พื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษใช้ยานยนต์  (Semi-primitive  motorized  area)

การเดินทาง
น้ำตกเหวนรก ตั้งอยู่ในอำเภอปากพลี  จังหวัดนครนายก  ทางด้านทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่    จากที่จอดรถจะต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ  1 กิโลเมตร  ข้ามห้วยสมอปูน (ปัจจุบันมีสะพานปูนข้ามห้วยสมอปูน)  การเดินทางโดยรถยนต์เข้าสู่น้ำตกเหวนรกสามารถเดินทางได้โดยเริ่มต้นจาก  อำเภอปากช่อง  และตรงไปตามเส้นทางที่มุ่งสู่  จังหวัดปราจีนบุรี  จนถึงบริเวณน้ำตกมีป้ายขนาดใหญ่บอกให้เลี้ยวขวาเข้าลานจอดรถของน้ำตกเหวนรก  หลังจากนั้นต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ  1  กิโลเมตร  ซึ่งเป็นเส้นทางคอนกรีต  และมีสะพานข้ามห้วยสมอปูน  จะถึงจุดชมทัศนียภาพของน้ำตกเหวนรก  นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางจาก  จังหวัดนครนายก  ไปตามถนนทางหลวงหมายเลข  33  จนถึงสี่แยกนเรศวร  เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ระบบการจราจรของถนนทางหลวงหมายเลข  3077 (เขาใหญ่-ปราจีนบุรี)  ซึ่งเป็นทางขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติ  จนถึงกิโลเมตรที่  24  เลี้ยวซ้ายขึ้นไป จะมีลานจอดรถกว้างใหญ่ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ห้องน้ำ คอยบริการ

เที่ยววัดหลวงพ่อคูณ

ท่องเที่ยว

หลวงพ่อคูณได้อุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2487  (หนังสือบางแห่งว่า ปี 2486) ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ
หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา  (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้ว หลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง)

เวลาล่วงเลยนานพอสมควร กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า ลูกศิษย์ของตนมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป แรก ๆ หลวงพ่อคูณก็ธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงจาริกออกไปไกล ๆ กระทั่งถึงประเทศลาว และประเทศเขมร มุ่งเข้าสู่ป่าลึก เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง หลวงพ่อคูณ เป็นพระชาวบ้านที่เข้าถึงมวลชนทุกระดับชั้น ตั้งแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน นักการเมืองไปจนถึงชาวบ้าน ด้วยท่านมีเมตตามหานิยม มีวิธีการสั่งสอนที่ตรงไปตรงมาง่ายแก่การเข้าใจ
วัดบ้านไร่เดิมเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ ที่มีมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2436 ในช่วงรัชกาลที่ 5 โดยมีพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกได้มีการก่อสร้างศาสนอาคารต่างๆ ขึ้น  และมีพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ) เป็นเจ้าอาวาสปัจจุบัน
หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ   เป็นชาวบ้านไร่  ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมาโดยกำเนิด ได้ถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2466 (บางตำราว่าวันที่ 4 ตุลาคม) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนา   สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ 6-7 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น กับ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี โดยเรียนทั้งภาษาไทย และภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่นี่เอง และถือว่าเป็นสถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน มิได้มีโรงเรียนทำการสอนเช่นในสมัยปัจจุบัน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย

หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณจึงออกเดินทางจากประเทศเขมรสู่ประเทศไทย เดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่  และได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ในเวลาต่อมา  จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุทาง พระพุทธศาสนา ในช่วงที่หลวงพ่อคูณเป็นเจ้าอาวาส วัดบ้านไร่ได้มีการพัฒนามากที่สุด โดยเริ่มสร้างอุโบสถ พ.ศ.2496  โดยชาวบ้านได้ช่วยกันเข้าป่าตัดไม้ ซึ่งในสมัยก่อนมีอยู่มาก การตัดไม้ในสมัยนั้น ไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะไม่มีเครื่องจักร ไม่มีถนน กว่าจะได้ไม้ที่เลื่อยแปรสภาพสำเร็จแล้ว ต้องเผชิญกับการขนย้ายที่ยากลำบาก โดยอาศัยโคเทียมเกวียนบ้าง ใช้แรงงานคนลากจูง บนทางที่แสนทุรกันดาร เนื่องจากถนนทางเกวียนนั้นเป็นดินทรายเสียส่วนใหญ่ เมื่อต้องรับน้ำหนักมากก็มักทำให้ล้อเกวียนจมลงในทราย การชักจูงไม้แต่ละเที่ยวจึงต้องใช้เวลาถึง 3-4 วัน

ภาพซ้าย ภาพจำลองการก่อสร้างพระอุโบสถ      ภาพขวา พระอุโบสถเมื่อสร้างเสร็จแล้ว

แต่กระนั้นหลวงพ่อก็สามารถนำชาวบ้านช่วยกันสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จ (ปัจจุบันได้รื้อลงแล้ว และก่อสร้างหลังใหม่แทน) นอกจากสร้างพระอุโบสถแล้ว หลวงพ่อยังสร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ยังความสะดวกสบาย และความเจริญในบ้านไร่ยิ่งนัก แม้ปัจจุบันจะไม่ได้เห็นสิ่งดังกล่าว เนื่องจากหลวงพ่อได้เปลี่ยนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทั้งหมด มาเป็นปูนเป็นอิฐให้สวยงามและทนทานยิ่งขึ้น

นอกจากการก่อสร้างอุโบสถแล้ว หลวงพ่อคูณยังสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำไว้เพื่ออุปโภคและบริโภค และที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่อีกด้วย นอกเหนือจากนั้น ด้วยมีผู้ศรัทธาจากทั่วประเทศได้ร่วมถวายวัตถุปัจจัยเป็นเงินมหาศาล หลวงพ่อยังได้นำเงินบริจาคต่างๆ ที่ได้มา ก่อตั้งเป็นมูลนิธิหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เพื่อกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน หอสมุด เป็นต้น
ปัจจุบัน วัดบ้านไร่  ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา มีพุทธศาสนาสนิกชนเป็นจำนวนมาก เดินทางมาที่วัดบ้านไร่แห่งนี้ เพื่อสักการะหลวงพ่อคูณ และหวังจะให้หลวงพ่อคูณเคาะหัวเพื่อเป็นศิริมงคลซักครั้ง
สำหรับท่านที่จะมาเที่ยววัดบ้านไร่ เนื่องจากวัดนั้นมีขนาดพื้นที่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นสิ่งปลูกสร้างใหม่ และกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ทาง KHAOYAIZONE  จึงได้ขอเป็นไกด์นำเที่ยวในครั้งนี้ โดยเริ่มต้นจาก
1.      พระอุโบสถ ที่เป็นทั้งโบสถ์และศาลาการเปรียญในศาสนสถานเดียวกัน สวยงาม ทั้งในเรื่องของวัสดุ ลวดลายแกะสลัก และประโยชน์ต่อการใช้สอย และเป็นที่จำพรรษาของหลวงพ่อคูณด้วย โดยพระอุโบสถนั้นแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นบนเป็นโบสถ์ และชั้นล่างเป็นศาลาการเปรียญ ซึ่งชั้นล่างนี้จะเป็นสถานที่ที่ลูกศิษย์ลูกหา และนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะสักการะหลวงพ่อคูณ สามารถเข้าสักการะได้ที่นี่

อุปกรณ์ที่ใช้ดู ผีเสื้อ

เดินป่า

คู่มือดูผีเสื้อ เป็นหนังสือที่ให้รายละเอียดและภาพประกอบของผีเสื้อแต่ละชนิด ช่วยให้จำแนกชนิดของผีเสื้อได้ถูกต้อง หาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป  กล้องส่องทางไกลชนิด 2 ตา  ในกรณีที่เราไม่สามารถเข้าใกล้ผีเสื้อได้ เช่น ผีเสื้อเกาะอยู่บนกิ่งไม้สูง เป็นต้น  กล้องสองตาจะช่วยให้เราได้เห็นความงดงามของเม็ดสีและลวดลายบนปีกของผีเสื้อ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขนาดของกล้องที่แนะนำคือขนาด  7×35   ซึ่งสามารถมองเห็นผีเสื้อในระยะใกล้ประมาณ 1-1.5 เมตรได้ชัดเจน ไม่แนะนำกล้องสองตาที่มีอัตราขยายสูงกว่านี้  เพราะจะต้องอยู่ห่างจากผีเสื้อมากขึ้น  จึงจะมองเห็นผีเสื้อได้ชัดเจน แต่จะมองเห็นผีเสื้อตัวเล็กลง แว่นขยาย   ขนาดไม่จำกัด ในปัจจุปันมีแว่นขยาย  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4-5 นิ้ว   จำหน่ายในราคาไม่แพงนัก  สามารถใช้งานได้ดี  และถ้าหากเราใช้แว่นขยายขนาดที่มีใหญ่ขึ้น และคุณภาพที่ดีขึ้น  ย่อมจะเพิ่มสุนทรีย์ในการดูผีเสื้อยิ่งขึ้น  ควรเลือกชนิดที่มีด้านจับ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-10 เซนติเมตร ขึ้นไป   กล้องถ่ายรูป  ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกล้องถ่ายรูปที่มีราคาแพงก็สามารถถ่ายรูปผีเสื้อได้  กล้อง Compact  ขนาด 6-7 ล้านพิกเซล  ราคาประมาณห้าพันบาท  ก็สามารถถ่ายรูปผีเสื้อได้ดี การถ่ายรูปทำให้เราสามารถเก็บเอาสิ่งที่สวยงามกลับไป  โดยที่ไม่ได้ทำลายธรรมชาติ โดยเฉพาะในปัจจุปัน  เป็นกล้องดิจิตอล  เมื่อนำต่อเข้าไปชมภาพจากคอมพิวเตอร์  จะเห็นรายละเอียดของภาพได้มากกว่ามองด้วยตาเปล่า ยิ่งเพิ่มความงดงามได้มากขึ้นช่วงเวลาในการดูผีเสื้อ  การดูผีเสื้อสามารถดูได้ตลอดทั้งวัน เพราะผีเสื้อแต่ละชนิดมีช่วงเวลาการออกหากินแตกต่างกัน แต่ที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเช้า เพราะเป็นเวลาที่ผีเสื้อจะเกาะนิ่งตามใบไม้ เพื่อผึ่งแดดให้ร่างกายและปีกอบอุ่นแข็งแรงก่อนที่จะออกหากิน นักดูผีเสื้อจึงสามารถสังเกตผีเสื้อได้อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ผีเสื้อออกบินหากินแล้ว ส่วนใหญ่จะบินเร็วและค่อนข้างขี้ตื่นจึงสังเกตได้ยาก นอกจากจะพบผีเสื้อที่กำลังเกาะกินอาหารอยู่นิ่งๆ โดยเฉพาะตามพุ่มดอกไม้ริมทาง พื้นดินแฉะหรือดินทรายริมลำธารรวมทั้งบริเวณแหล่งอาหารใหญ่ ก็จะพบผีเสื้อรวมกันอยู่เป็นฝูงใหญ่นับร้อยตัว นับเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับการดูผีเสื้อ   สมุดบันทึกเพื่อบันทึกข้อมูล รายละเอียดเกี่ยวกับผีเสื้อที่พบ เช่น  จำนวน  ชนิดของผีเสื้อ  วัน เวลา ฤดูกาล สถานที่พบ ลักษณะเด่น ขนาด สีสัน และลวดลายของปีก พฤติกรรม ฯลฯ ตลอดจนสามารถวาดรูปผีเสื้อที่พบได้ด้วย

การเตรียมตัวไปดูผีเสื้อ  การ เตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้พบเห็นผีเสื้อได้ง่ายขึ้น เมื่อออกไปดูผีเสื้อควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่มาสีสันกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เช่น สีเขียว เทา หรือน้ำตาล ซึ่งจะไม่ทำให้ผีเสื้อตื่นกลัวหรือสังเกตเห็นได้ง่าย ทำให้มีโอกาสเข้าใกล้ผีเสื้อได้มากขึ้น เสื้อผ้าควรมีแขนขายาว ไม่ควรสวมกางเกงขาสั้นหรือกระโปรง เพราะอาจถูกใบหญ้าบาดและหนามขีดข่วน หรือ อาจระคายเคืองผิวหนัง  ควรสวมหมวก เพื่อกันแดดด้วย และอาจทายากันแดดด้วย  เพราะการดูผีเสื้อต้องอยู่กลางแดดเป็นส่วนใหญ่ เพื่อป้องกันแสงแดด รองเท้าควรเป็นชนิดที่กระชับใส่สบาย อย่าลืมสวมถุงเท้าเพื่อป้องกันการเสียดสีจากการเดิน ถ้าไปดูผีเสื้อบนเขาสูงควรเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย ถ้าเป็นหน้าฝน เสื้อกันฝนก็เป็นสิ่งที่ขาดมิได้

โดยทั่วไป แม้ว่าผีเสื้อจะบินเร็วไม่ยอมเกาะนิ่ง หรือไม่ยอมให้เข้าใกล้ ผู้สนใจก็ต้องอดทนรอจังหวะและโอกาสเพราะหากผีเสื้อไม่ตกใจบินหนีไปไกลๆ ก็มักพบมันได้อีกในบริเวณใกล้เคียง ในวันอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน อากาศหนาวหรือมีความชื้นสูง ผีเสื้อส่วนใหญ่มักไม่ออกหากิน ให้ลองสังเกตผีเสื้อที่เกาะพักอยู่ตามใบไม้หรือต้นไม้

ผีเสื้อสามารถพบเห็นได้ทุกหนแห่งทั่วประเทศ นอกจากสวนไม้ดอกและท้องทุ่งใกล้บ้านแล้ว ผืนป่าตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ ล้วนมีผีเสื้ออาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีแหล่งดูผีเสื้อที่น่าสนใจ เช่น อุทยาน แห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล อุทยานแห่งชาติเอราวัณ อุทยานแห่งชาติแม่วะ และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นต้น

ล่องแก่งสุดหรรษา

แม่น้ำ

ปฐมบทแห่งการล่องแก่ง สำหรับผู้ที่ไม่เคยล่องแก่งมาก่อน เนื่องจากสายน้ำของแม่น้ำนครนายก อยู่ในระดับ 1-3  ความยากง่ายขึ้นอยู่กับฤดูกาล และสามารถล่องแก่งได้ตลอดทั้งปี

แม่น้ำนครนายก เป็น สายน้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไหลลงมากลายเป็นน้ำตกนางรอง ไหลมาบรรจบกับ แม่น้ำนครนายก ซึ่งไหลมาจากน้ำตกเหวนรก ภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กระแสน้ำไหลแรงในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ตุลาคมจุดเริ่มต้นของการล่องแก่งแม่น้ำนครนายกอยู่ที่บริเวณสะพานท่าด่าน โดยระยะเวลาในการล่องแก่งแม่น้ำนครนายกจะใช้เวลาประมาณ  2 ชั่วโมง

จุดเด่นของแม่น้ำสายนี้ คือ ตัวแก่งหินสามชั้น กระแสน้ำจะมีลักษณะไหลลดหลั่นกันลงมาคล้ายขั้นบันได เป็นแก่งที่สร้าง ความตื่นเต้น เร้าใจ ได้พอสมควร แก่งหินสามชั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการพายเรือแคนูหรือเรือคยัค นอกจากแก่งหินสามชั้นแล้ว ยังมีแก่งโขดคุ้งและเกาะแก่ง หลังจากผ่านแก่งต่าง ๆ แล้ว ความรุนแรงของกระแสน้ำจะลดลง

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการล่องแก่งแม่น้ำนครนายก คือลำน้ำที่คดเคี้ยวตลอดเส้นทางการล่องทำให้เราได้มีโอกาส ฝึกการพายบังคับเรือยางหรือแคนู – คยัคให้เลี้ยวซ้ายขวาได้อย่างสนุกสนาน จนสิ้นสุดการล่องแก่ง ที่บริเวณวังยาว

กิจกรรมล่องแก่งเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว เชิงกีฬาและผจญภัยที่มีความสนุกสนาน ตื่นเต้น ท้าทาย  แต่ละสายน้ำมีลักษณะความยากง่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิประเทศของสายน้ำ  สำหรับผู้ที่จะไปล่องแก่งควรหาข้อมูลของสถานที่ที่จะไปก่อนล่วงหน้า เพื่อการเตรียมพร้อมมากที่สุด และควรเรียนรู้พื้นฐานของการล่องแก่ง เพื่อความปลอดภัย และสนุกสนานได้อย่างเต็มที่

ก่อนจะถึงตัวแก่งสามชั้นระยะทางไม่กี่เมตรจะถึงโค้งหักศอกก่อน นักล่องแก่งควรระมัดระวังตัว ตั้งใจพายให้ดีเมื่อถึงโค้งหักศอกนี้ เพราะต่อไปจะเป็นแก่งสามชั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นชั้นหินสามชั้น เทลาดเอียง ลงมาเป็นขั้นบันได ระยะทางยาวประมาณ 50 เมตร กระแสน้ำจะไหลวนลงมากระทบกับโขดหินน้อยใหญ่ที่จมอยู่ใต้น้ำ จนเกิดเป็นลูกคลื่นม้วนตัวเข้าหาหินสูงประมาณหนึ่งเมตร เป็นจุดท้าทายของนักพายเรือคยัคและแคนู ซึ่งจะมาประลองกำลังความสามารถกันที่บริเวณแก่งสามชั้นแห่งนี้ แก่งสามชั้นสร้างความตื่นเต้นเร้าใจในการล่องแก่งนี้ได้พอสมควรการล่องแก่ง นางรองนครนายก จะไปสิ้นสุดการล่องที่บริเวณ บ้านวังยาว

แก่งต่าง ๆ ที่จะล่องผ่าน
- แก่งโขดคุ้ง มีลักษณะเป็นโขดหินโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำในช่วงฤดูร้อน แต่จะจมลงไปในน้ำยามฤดูฝน
- เกาะแก่ง มี ลักษณะเช่นเดียวกันกับแก่งโขดคุ้งถ้าในช่วงฤดูร้อนจะมองเห็นเกาะแก่งนี้ แต่ถ้าอยู่ในช่วงฤดูฝน กระแสน้ำจะท่วมเกาะแก่งนี้จนไม่สามารถมองเห็นได้
- แก่งหินสามชั้น ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการล่องแก่งนางรองนครนายก