เรียนและเที่ยว

การจัดงานประเพณีงานต่อไปที่น่ากล่าวคือ งานประเพณีบุญบั้งไฟ จังหวัดยโสธร อันที่จริงงานนี้เป็นการจัดงานโดยทั่วไปของชาวอีสานแทบทุกหมู่บ้าน ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ก็จะจัดงานนี้กันเป็นพื้น แต่ด้วยการทำงานวิจัยแยกแยะเปรียบเทียบของคณะทำงาน อ.ส.ท. ในที่สุดจึงพิจารณาเห็นว่าการจัดงานบุญบั้งไฟของยโสธรนี้มีลักษณะเป็นพื้น เมืองจริงๆ ชาวเมืองมาร่วมสนุกกันอย่างพร้อมหน้าด้วยจิตวิญญาณจริงๆ อีกทั้งการจัดงานยังมีองค์ประกอบยิ่งใหญ่หลากหลายน่าสนใจ จึงสนับสนุนให้การจัดงานบุญบั้งไฟของยโสธรกลายเป็นการจัดงานบุญบั้งไฟระดับ ชาติขึ้น และได้รับความสนใจอย่างยิ่งจากสาธารณชนในเวลาต่อมา

และใน ที่สุด การจัดงานประเพณีที่ อ.ส.ท. ได้เข้าไปสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งสองแห่งนี้และอีกหลายๆ แห่ง ก็ได้เป็นบรรทัดฐานของการจัดงานประเพณีของจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน ภาคเหนือและภาคใต้ ตลอดจนภาคอื่นๆ สืบทอดกันต่อมาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ในแทบทุกจังหวัด ในแทบทุกเดือนของแต่ละรอบปี ประเทศไทยเราก็จะมีการจัดงานประเพณีหลากหลายที่ ททท. รับภาระหนุนช่วยในด้านต่างๆ มากน้อยแตกต่างกันให้เลือกท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

การจัดการแสดงของช้าง และการจัดการนำเที่ยวระยะไกลด้วยขบวนรถไฟพิเศษเพื่อไปชมการแสดงของช้างที่ จังหวัดสุรินทร์ จากการปิ๊งไอเดียของท่าผู้อำนวยการ พลเอกเฉลิมชัย จารุวัสตร์ ที่มีโอกาสได้ไปเห็นภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจของขบวนช้างจำนวนมากที่มาชุมนุม กันในงานประเพณีแข่งเรือเดือน 12 ของชาวอำเภอท่าตูม จากภาพภาพนี้แหละ ที่ทำให้เกิดการจัดงานแสดงของช้างจังหวัดสุรินทร์ขึ้น

ซึ่งการจัดงานช้างครั้งแรกนี้ก็ได้รับความสำเร็จด้วยดีในเบื้องหน้า แต่เบื้องหลังนั้น กว่างานจะเป็นรูปร่างขึ้นได้ ด้วยว่าไม่เคยมีการจัดกันมาก่อน ทาง อ.ส.ท. ต้องส่งพนักงาน คือ ร้อยเอก สำคัญ เจริญพิภพ และ คุณพิชัย น้อยวัฒน์ ไปกินนอนในหมู่บ้านช้างอยู่นานเป็นเดือนๆ เพื่อร่วมกับชาวหมู่บ้านช้าง จังหวัดสุรินทร์ เรียบเรียงความสามารถของช้างแต่ละเชือกๆ ที่ไม่เหมือนกัน มาบวกกับการแสดงทางวัฒนธรรมอื่นๆ ของจังหวัด รวมกับงานที่เพิ่งสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ คือ การจัดกระบวนทัพช้างและสาธิตการทำยุทธหัตถี จนกลายเป็นชุการแสดงเฉพาะตัวขึ้นมา ให้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “Elephant Roung Up” และเชื่อไหมว่าการแสดงของช้างตั้งแต่สมัยโน้นเมื่อ 50 กว่าปีก่อน มาจนถึงสมัยนี้ก็มีความแตกต่างกันไม่มากเท่าไหร่นัก

ผลสำเร็จของการจัดงานการแสดงช้างครั้งนั้น คือการที่มีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมหาศาลทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทำให้งานนี้ได้รับความสนใจจนคณะรัฐมนตรีมีมติให้งานแสดงของช้างเป็นงาน ประเพณีของชาติ เป็นกลายงานประจำปีของจังหวัดสุรินทร์ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ และเพราะงานนี้เองที่ภายหลังมีการจัดทำสารคดีโทรทัศน์ออกเผยแพร่ไปทั่วโลก โดยทีมถ่ายทำต่างๆ ทั้งทีมไทยและทีมของต่างประเทศ ทำให้ชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยขจรขจายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

การเดินทางครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของ อ.ส.ท. ก็คือการเดินทางสู่ถิ่นของชาวผู้ไทย กาฬสินธุ์ สกลนคร และนครพนม ในปี พ.ศ.2505 การเดินทางคราวนี้มาในหลายๆ เป้าหมาย ทั้งการสำรวจแหล่งท่องเที่ยว การจัดทำสารคดีของอนุสาร อ.ส.ท. และการเผยแพร่ส่งเสริมการท่องเที่ยวรวม ๆกันไป คณะทำงานก็มีตั้งแต่อดีตท่านผู้ว่าการ ททท. ท่านที่สอง พันเอกสมชาย หิรัญกิจ ท่านผู้ว่าการ ททท. ท่านที่สาม นายธรรมนูญ ประจวบเหมาะ มาเป็นผู้ใหญ่ในคณะทำงาน

ระหว่างทางด้วยสภาพการเดินทางถนนที่ในสมัยนั้นยังยากลำบาก รวมทั้งพาหนะเดินทางที่เป็นรถจี๊ปและรถยีเอ็มซี โขลกเขลก โยกเยก สภาพการทำงานที่ทรหดอดทน กลางวันต้องพูด ต้องคุย ต้องถ่ายภาพ เก็บข้อมูล กลางคืนฉายหนังและพากย์หนังกันเป็นหนังกลางแปลง อีกทั้งความประทับใจในวัฒนธรรมประเพณีของชาวผู้ไทยที่น่าตื่นตาตื่นใจ แปลกแตกต่างจากชาวอีสานโดยทั่วไป อย่างเช่นประเพณีบายศรี ชนช้าง หรือดูดอุ ทำให้คณะเดินทางคณะนี้เกิดความประทับใจและเมามายมากมาย จนมีเรื่องมาเล่าสืบต่อกันอย่างหลากหลาย

การจัดตั้งสำนักงานสาขาในต่างประเทศ เป็นแห่งแรกที่เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2508 ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญแสดงให้เห็นถึงความเจริญก้าวหน้าในการทำงานท่องเที่ยว ของไทยที่รุดหน้ากว่าใครๆ ในภูมิภาค และนับแต่นั้น อ.ส.ท. มาจนถึงยุค ททท. ก็ได้มีโอกาสจัดสร้างสำนักงานสาขาเพิ่มขึ้นอีกมากมายทั้งต่างประเทศและใน ประเทศ กระทั่งปัจจุบัน ททท. มีสำนักงานอยู่ในต่างประเทศ 21 แห่ง มีสำนักงานภายในประเทศ 22 แห่ง อีกทั้งยังมีศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญอีก 6 แห่ง สำนักงานในต่างประเทศและต่างจังหวัดของ ททท. เหล่านี้แหละที่นับเป็นแนวหน้า เป็นทัพหน้าของการท่องเที่ยวที่ทำงานสัมผัสใกล้ชิดกับท้องถิ่น และรับเอาแนวคิดรวบยอดของสำนักงาน อ.ส.ท. เมื่อแรกตั้ง คือพนักงานทุกคนต้องทำงานแบบตัวเป็นเกลียวในทุก ๆ ด้านของภาระงาน เพื่อให้นโยบายจากองค์การส่วนกลางประสบความสำเร็จ

หลังจากการเดินทางคราวนี้ สิ่งที่ติดตามต่อมาก็คือการจัดงานประเพณีระดับชาติของจังหวัดอีสานในภูมิภาค นี้ เช่น งานแห่ปราสาทผึ้ง ของชาวสกลนคร งานไหลเรือไฟ ของชาวนครพนม และสิ่งที่ยังคงอยู่อย่างน่าประหลาดใจ เพราะเป็นการเกิดขึ้นง่ายๆ แบบจับแพะชนแกะจนไม่มีใครคาดคิดว่าจะยืนยงอยู่จนทุกวันนี้คือ เครื่องแต่งกายแบบเฉพาะสาวผู้ไทยเรณูนคร จังหวัดนครพนม ชุดสีน้ำเงินขลิบแดง ผ้าเบี่ยง หรือผ้าสไบสีขา และมีดอกไม้ฝ้ายสีขาวประดับมวยผม ที่ทำให้สาวผู้ไทยเรณูนครดูโดดเด่นและแตกต่างจากสาวผู้ไทยที่อื่น ๆ ก็เป็นแนวคิดสร้างสรรค์แบบเฉพาะกิจจากการเดินทางไปเยี่ยมเยือนถิ่นชาวผู้ไทย ของทีมงาน อ.ส.ท. นี่เอง ยืนยงโดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน

การจัดคาราวานรถยนต์ล่องใต้ ในวันที่ 17-25 เมษายน พ.ศ.2507 โดย อ.ส.ท. จัดนำนักท่องเที่ยวเดินทางโดยรถยนต์เที่ยวภาคใต้ ไปแวะพักที่จังหวัดชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต ตรัง พัทลุงและสงขลา เรียกว่าค่อยๆ คลืบคลานกันไปตามสภาพเส้นทางที่ในสมัยนั้นยังคงทุรกันดารเลยทีเดียว การจัดงานครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีมีผู้สนใจนำรถยนต์เข้าร่วมการ เดินทางเป็นจำนวนมาก และจังหวัดต่าง ๆ บนเส้นทางก็เริ่มที่จะเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว จึงส่งผลให้มีการปรับปรุงถนนหนทาง ที่พัก ร้านอาหารในแต่ละจังหวัดให้ดีขึ้น ต่อจากคาราวานล่องใต้อันเป็นปฐมฤกษ์นี้ จากนั้นอ.ส.ม. ก็มีการจัดคาราวานรถยนต์สำหรับภาคเหนือและภาคอีสานติดตามต่อมา เป็นที่ชื่นชอบของผู้เข้าร่วมการเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ในปัจจุบันรูปแบบการเดินทางแบบคาราวานท่องเที่ยวนี้ก็ได้รับการสืบทอดต่อมา โดยภาคเอกชนต่างๆ จนถึงทุกวันนี้