เที่ยวน้ำตกอย่างปลอดภัย

ท่องเที่ยว
ระหว่างทางเดินมายังน้ำตกเหวนรกนี้ จะสังเกตเห็นแนวคันปูนเป็นระยะ สร้างขึ้นเพื่อป้องกันช้างพลัด ตกไปยังน้ำตก เนื่องจากในปี 2535 มีช้างโขลงหนึ่งจำนวน 8 ตัวหลงเข้ามาและถูกกระแสน้ำพัดตกลงไปตายหมด ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ในช่วงนั้น ทางอุทยานแห่งชาติจึงได้สร้างแนวป้องกันนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันอันตรายแก่ ช้างป่ามิให้เกิดขึ้นอีก

แต่เดิมก่อนที่จะมีการตัดถนนสายปราจีนบุรี – เขาใหญ่นั้น การจะชมน้ำตกจะต้องเดินเท้าเข้ามาโดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง แต่หลังจากตัดถนนสายปราจีนบุรี-เขาใหญ่เสร็จแล้ว ถนนตัดผ่านใกล้น้ำตกเหวนรกมาก โดยมีลานจอดรถห่างจากตัวน้ำตกเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น ระหว่างทางสามารถเดินชมธรรมชาติอันสวยงามสองข้างทางได้  เมื่อถึงตัวน้ำตกจะมีบันไดลงไปอีกราว 50 เมตร ซึ่งค่อนข้างแคบและชัน แต่เมื่อลงไปถึงจุดชมวิวก็จะเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของน้ำตกได้อย่างสวยงาม หากไปในฤดูฝนมีน้ำมาก ละอองน้ำจะกระเซ็นต้องกับแสงอาทิตย์เป็นสายรุ้งอย่างงดงาม แต่หากมาชมในหน้าแล้งนั้นอาจต้องผิดหวังเพราะไม่มีน้ำ เห็นแต่เพียงหน้าผาแห้งๆ เท่านั้น ซึ่งน้ำตกที่เห็นนี้จะเป็นน้ำตกชั้นที่  1  เท่านั้น

บริเวณทางเดินเข้าชมน้ำตก

เดินตามทางปูน ขมธรรมชาติ จนถึงสะพานข้ามห้วยสมอปูน

บริเวณต้นน้ำตกด้านบนสุด (เป็นหน้าผาสูง ระวังลื่นด้วยนะครับ อันตรายมาก)

บันไดทางลงชมทิวทัศน์น้ำตก ปรับปรุงใหม่เป็นบันไดปูนซีเมนต์ แข็งแรงมันคง

ในอดีตจะมีทางเดินลงไปจุดชมวิวในบริเวณชั้นที่  2 เป็นบันไดไม้สูงชัน ปัจจุบันทางอุทยานแห่งชาติ ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเดินลงไปถึงชั้นล่างเนื่องจากทางสูงชันและลื่นมาก ในฤดูฝนน้ำจะไหลแรงมาก เป็นอันตรายแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งชั้นที่ 2 นี้มีความสูงมากกว่าชั้นแรกเสียอีก ส่วนน้ำตกชั้นที่ 3 นั้นจะมีขนาดเตี้ยที่สุด (แต่ก็ไม่ต่ำกว่า 10 เมตร)  การจะชมน้ำตกชั้นที่ 2 และ 3 นั้น นักท่องเที่ยวจะต้องเดินไปอีกทางหนึ่งซึ่งไม่อนุญาตให้เข้าโดยพละการ จำเป็นจะต้องขออนุญาตและมีเจ้าหน้าที่ติดตามไปด้วย เนื่องจากเป็นทางชันและอันตรายมาก

น้ำตกเหวนรกชั้นที่ 2 และ ชั้นที่ 3

เนื่องจากน้ำตกเหวนรกเป็นน้ำตกที่มีความสูงชันมาก  และมีปริมาณน้ำมากในช่วงฤดูฝนไม่เหมะสำหรับการลงเล่นน้ำ  กิจกรรมที่เหมาะสมคือการเที่ยวชมน้ำตกเพื่อผ่อนหย่อนใจ  การชมทัศนียภาพ  และถ่ายภาพน้ำตก  เป็นต้น  นอกจากนี้กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยม  ได้แก่  การดินศึกษาธรรมชาติระหว่างเส้นทางเข้าสู่น้ำตกเหวนรกซึ่งต้องผ่านลำห้วยสมอปูน  เพื่อชมพืชพรรณและดูนกได้ตลอดทั้งปีได้อีกด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามาเที่ยวบริเวณน้ำตกเหวนรก  โดยมากเป็นกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา  และนักท่องเที่ยวที่ต้องการศึกษาธรรมชาติ  จะมีทั้งแบบทัศนาจร  (ไป-กลับ)  และแบบพักค้างคืนบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

สิ่งอำนวยความสะดวก  บริเวณน้ำตกเหวนรกมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวประกอบด้วยศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  ลานจอดรถขนาดใหญ่  ทางเดินลงไปชมน้ำตกเป็นขั้นบันไดซีเมนต์  มีเก้าอี้นั่งพักเป็นระยะ  ก่อนจะถึงน้ำตกชั้น  1 มีรั้วสำหรับกั้นช้างข้างลำน้ำเป็นคอนกรีตแข็งแรงตั้งแต่ริมลำธารขี้นไปจนพ้นระยะอันตราย  และในบริเวณลำธารที่ให้ช้างเดินข้ามจัดทำแผ่นคอนกรีต  ตามระยะก้าวเดินของช้างพร้อมไฟสว่าง  เพื่อให้ช้างสามารถข้ามลำธารได้อย่างปลอดภัย  ช่วงสุดท้ายของเส้นทางเป็นบันไดไม้  พร้อมราวจับ  มีความสูงชันประมาณ  50-60  องศา  ปลายทางเป็นลานคอนกรีตขนาด  3 X 4  เมตร  มีรั้วเหล็กเตี้ย  (ประมาณ 0.5  เมตร)  มองเห็นความสูงของน้ำตกชั้นที่  1  ได้ในมุมกว้าง  สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณน้ำตกเหวนรก  พบว่า  มีความเหมาะสมระดับปานกลางค่อนข้างมาก  สำหรับศักยภาพของทรัพยากรการท่องเที่ยวในบริเวณน้ำตกเหวนรก  จัดอยู่ในระดับสูง และจัดเป็นแหล่งนันทนาการประเภท  พื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษใช้ยานยนต์  (Semi-primitive  motorized  area)

การเดินทาง
น้ำตกเหวนรก ตั้งอยู่ในอำเภอปากพลี  จังหวัดนครนายก  ทางด้านทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่    จากที่จอดรถจะต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ  1 กิโลเมตร  ข้ามห้วยสมอปูน (ปัจจุบันมีสะพานปูนข้ามห้วยสมอปูน)  การเดินทางโดยรถยนต์เข้าสู่น้ำตกเหวนรกสามารถเดินทางได้โดยเริ่มต้นจาก  อำเภอปากช่อง  และตรงไปตามเส้นทางที่มุ่งสู่  จังหวัดปราจีนบุรี  จนถึงบริเวณน้ำตกมีป้ายขนาดใหญ่บอกให้เลี้ยวขวาเข้าลานจอดรถของน้ำตกเหวนรก  หลังจากนั้นต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ  1  กิโลเมตร  ซึ่งเป็นเส้นทางคอนกรีต  และมีสะพานข้ามห้วยสมอปูน  จะถึงจุดชมทัศนียภาพของน้ำตกเหวนรก  นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางจาก  จังหวัดนครนายก  ไปตามถนนทางหลวงหมายเลข  33  จนถึงสี่แยกนเรศวร  เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ระบบการจราจรของถนนทางหลวงหมายเลข  3077 (เขาใหญ่-ปราจีนบุรี)  ซึ่งเป็นทางขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติ  จนถึงกิโลเมตรที่  24  เลี้ยวซ้ายขึ้นไป จะมีลานจอดรถกว้างใหญ่ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ห้องน้ำ คอยบริการ

เที่ยว นครศรีธรรมราช

ได้ไปเที่ยวที่ศูนย์ประชุมสิริกิตต ได้จองทัวส์ของหนุ่มสาวทัวส์ไปเที่ยว
นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ อ่านดูโปรแกรมแล้วน่าสนใจ มีไปทะเลแหวก ถ่ำเขากอบ ไปอ่าวนาง
และนั่งเรือไปดำน้ำดูปะการังด้วย ราคา 4,900 บาท แต่จองในงานจะเหลือ 4,500 บาท จึงสนใจ
ที่จะไปเที่ยวกับเขาด้วย เพราะตัวเองก็ยังไม่เคยนั่งรถทัวส์ไปเที่ยวซักครั้ง ครั้งแรกนึกว่าจะล้มซะแล้ว
เนื่องจากมีผู้มาเที่ยวไม่ถึง 20 คน แต่ในที่สุดทางบริษัททัวส์โทรมาให้ส่งเงินค่าที่เหลือไป เพราะแน่ใจ
ว่าจะได้ไปแน่นอน เมื่อถึงวันนัด มีรถทัวส์ของบริษัทจอดรออยู่ที่ประตูอักษรศาสตร (จุฬา) ถนนอังรีดูนังค์

หลังจากนั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สยาม จากนั้นแวะทานอาหารเย็นแถวนั้น (รถออก 18.30 น) หลังจากเข้าห้องน้ำ
ที่โรงแรมโนโวเทลเรียบร้อยแล้ว จึงเดินไปเรื่อย ๆ เดินสวนกับบรรดานิสิตจุฬา เดินมาทางสยามกันเป็นกลุ่ม ๆ
ก็พบกับรถทัวส์ของ หนุ่มสาวทัวส์ จอดอยู่รวม 5 คัน ๆ ของเราอยู่สุดท้าย ทัวส์คันที่ 1-4 ไปเหนือและที่อื่น ๆ
ส่วนคันที่ 5 ของเราไปใต้ หลังจากพนังงานตรวจรายชื่อแล้วบอกว่ามีคนมาเพีียง 22 ท่านเอง นั่งไปตามชื่อก่อน
เมื่อรถแล่นแล้วก็เลือกที่นอนได้ตามพอใจ หลังจากที่รถออกแล่น แล้วเราก็เลยหาที่เหมาะ ๆ นอนเหยียดแข้งขา
ได้ตามสบาย รถจะกำหนดจอดทุก ๆ 2 ช.ม. เพื่อให้ไปเดินเข้าห้องน้ำเดินซื้อโน้นซื้อนี่ตามแต่ละคน นับว่าบริษัท
มีนโยบายดีทีเดียว เพราะคนเรานั่งมานาน ๆ บางครั้งก็เมื่อยขา และสถานที่ไปจอดก็หาปั้มที่ไม่จอแจเกินไป ไม่เช่น
นั้นก็อาจแย่งกันเข้าห้องน้ำ โดยเฉพาะท่านผู้โดยสารที่เป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายนั้นสบายอยู่แล้วฉี่เป็นช่องเยอะแยะ
ในที่สุดก็มาถึง โรงแรมโลตัส ทวิน นครศรีธรรมราช เวลาประมาณ 04.30 น

หลังจากพนักงานขนของลงไว้ที่ห้องของแ่ต่ละคน ก็ได้นัดให้ทานอาหารเวลา 07.00 น.
ล้อหมุนตอนประมาณ 08.00 น.เพื่อไปนมัสการพระธาตุที่ วัดพระธาตุนครศรีธรรมราช

ภายในห้องโรงแรมก็ใช้ได้ แต่พรมปูพื้นเก่าไปหน่อย แต่เรามีรองเท้าแตะอยู่แล้วสบายมาก

หลังจากที่เราทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้วจึงลงไปข้างล่างมุ่งไปที่ห้องอาหาร ทานโน้นทานนี่จนอิ่มแล้ว

เพิ่งไปเห็นข้าวยำใต้ และ ขนมจีนใต้ ยังสงกะสัยว่าเอ้ เขาทำไมทานพวกนี้เป็นอาหารเช้า จึงถามไกด์
ได้คำตอบว่า เป็นการทานตามปกติของคนในเมืองนี้ แต่ตอนนี้เราชักจะอิ่มแล้ว ไว้พรุ่งนี้ดีกว่าเพราะนอนที่นี่อีกคืน

หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาล้อหมุน หัวหน้าไกด์ได้กล่าวสวัสดีและแนะนำ

สถานที่ที่จะไปเที่ยวในวันนี้ สถานที่แรกที่จะไปก็คือ วัดพระธาตุนครศรีธรรมราช ทันทีที่
เมื่อไปถึง ไกด์พาลูกทัวส์เข้าไปในโบสถ์เพื่อไหว้พระประจำที่นี่ก่อน

ซูมเข้ามาชมใกล้ ๆ เพื่อชม พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองนครศรีธรรมราชระหว่างทางมาวัดพระธาตุนครศร๊ธรรมราช หัวหน้าไกด์ ได้สอบถามลูกทัวส์ว่า จะร่วมกันทำบุญหรือไม่โดยการบริจาคเงินจากทุกคนไปซื้อผ้ามาครองพระเจดีย์ ทุกคนจึงได้รวมรวมเงินได้จำนวนหนึ่ง ยาวมากต้องเรียกคนอื่น ๆมาร่วมช่วยกันยกผ้าไม่ให้หล่นพื้น อากาศก็ร้อนมั๊ก ๆ ต้องเอาผ้ามาคลุมศีรษะกันร้อนกันเป็นทิวแถว

 

จากนั้นเหล่านักบุญก็ช่วยกันนำผ้าเดินไปจนถึงฐานเจดีย์และเดินเวียนขวา 3 รอบ แล้วมอบให้กับเจ้าหน้าที่วัด
เพื่อทำการหาวิธีการนำเอาผ้าขึ้นไปครองข้างบนต่อไป เชื่อว่าเขาคงจะเอาไปครองไว้ตอนเย็น ๆ

 

บินไปพม่า

ท่องเที่ยว
ในช่วงของตอนบ่ายวันที่ 19 สิงหาคม ได้ไปที่เคาน์เตอร์ N ของสายการบิน
Myanmar Airway International (M.A.I) คุณโหน่ง (ผู้ชาย) ได้เดิน
ตรงดิ่งมาหาพร้อมทั้งได้นำใบเข้าเมืองทั้งของไทยและพม่าเขียนมาให้เรียบร้อย
คุณโหน่งเป็นไกด์มาจากบริษัท (Spirit of the world) ซึงบริษัทที่เรา
ติดต่อในตอนแรกช่วงเวลาที่เรามานั้นมีเราเพียงคนเดียวเขาจึงได้พามารวม
กับบริษัทของคุณโหน่ง รวมทั้งเราก็เป็น 10 คนพอดี เริ่มต้นการเดินทางครับ
หลังจากกลับฮ่องกง เห็นว่าตัวเองเดินขึ้นไปไหว้พระใหญ่โปลิน
ที่ฮ่องกงได้ จึงเห็นว่าตอนนี้ยังพอไปได้นี่นา จึงคิดที่จะไปพม่า
ซึ่งไม่เคยไปมาก่อนเลย อยากจะไหว้พระเจดีย์ชเวดากอง ให้เห็น
กับตาว่าสวยมากแค่ไหน จึงได้เปิดเวป เห็นบริษัีททัวส์ เยอะแยะ
ไปหมด แต่ที่น่าสนใจคือที่บริษัท Bond street เห็นน่าสนใจ
ราคาก็ไม่แพงราคา 14,900 รวมทุกอย่าง เว้นอย่างเดียวคือทิป
ที่จะให้กับคนแบกเสลี่ยงขึ้นเขาไปเที่ยวพระอินทร์แขวน กับค่าไกด์
ชาวพม่้าเท่านั้นเอง แต่เราไปคนเดียวนอนคนเดียวจึงต้องเสียค่าแพง
ขึ้นมาอีก 3,500 รวมแล้วก็คงมากกว่าคนอื่นแน่นอน เพราะไม่มีใคร
มาด้วยโดยให้เหตุผลว่าตอนนี้เป็นฝนตกเกรงว่าจะเที่ยวไม่สนุก แต่เรา
กลับไม่คิดเช่นนั้น ยิ่งมีฝนตกก็ยิ่งสนุกทำให้เพิ่มรสชาติขึ้นมาอีกนะซิ

พอผ่าน ตม. และตรวจร่างกายเพื่อขึ้นเครื่องก็มาถึง
เกษียรสมุทรโดยมี พระวิษณุ เป็นองค์ประธาน ในการที่จะได้มาถึงน้ำอมฤต

น้ำอมฤตนี้ เป็นสิ่งที่อมตะ มั่งคง ยืนยงสถาพร เช่นเดียวกับ
สุวรรณภูมิ อันเป็นแผ่นดินทอง ความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง
มั่นคง เป็นอมตะ ความหมายก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีที่สิ้นสุด

เข้ามาถึงรอขึ้นเครื่อง หากท่านได้เคยไปชมนานาสาระ
เรื่องเกี่ยวกับเครื่องบิน ดูลัีกษณะเครื่องซึ่งกระจกด้านหน้า
ที่อยู่ติดกับลำตัวเครื่อง บานสุดท้ายจะเห็นลักษณะด้านบนเป็น
เหมือนกับถูกมุมตัดออก และปลายปีกด้านเป็นหัวลูกศร นี่แหละ
คือเครื่องของบริษัทบัส ลำเล็กเช่นนี้ก็จะเป็น A320 หรือ A319

ขึ้นมาบนเครื่อง พนักงานบนเครื่องรับรองของ
สารการบิน เมียนม่า แอรเวย์สวัสดีทักทายผู้โดยสาร
ด้วยการมอบผ้าร้อน ให้กับผู้โดยสารก่อนเครื่องเดินทาง

ทั้งสองภาพเป็นเครื่องบินจากประเทศไทยกำลังมุ่งตรงไปยังประเทศพม่า
จากนั้นพนักงานบนเครื่องก็ได้มอบน้ำใจจาก (M.A.I)
คืออาหารและเครื่องดื่ม ที่มองเห็นด้านหน้าคือคุณโหน่ง ไกด์ของเรา

อาหารก็ใช้ได้โดยเฉพาะแซนวิสอร่อย
แทนการหิวได้ มีขนมและผลไม้ ทั้งกาแฟและเครื่องดื่ม

เครื่องแจ้งให้ทราบว่ากำลังจะลงประเทศพม่าแล้ว ฝนกำลังตกน่าดู

มาถึงประเทศพม่าแล้ว ได้พบกับไกด์ของพม่า
ก็คงจะไปเที่ยวตอนนี้เลย แม้ฝนจะตกอย่างไรก็ต้องไป
คุณอ่อง(ไกด์)บอกว่าเดี๋ยวไปเที่ยวไม่ครบ มีร่มไม่้ต้องห่วง

แนะนำที่เที่ยว

แม่น้ำบ้านเขาแก้ว เป็นเรือนไม้ทรงไทยที่มีอายุประมาณ 80-100 ปี เจ้าของบ้านคืออาจารย์ทรงชัย วรรณกุล ได้จัดแสดงเป็น “ศูนย์ศึกษาวัฒนธรรมไทยวน” โดยรวบรวมภาชนะ อาวุธ เครื่องมือทำมาหากิน และผ้าทอลายโบราณที่มีอายุกว่าร้อยปี ได้แก่ ผ้ามุกยกดอก ผ้าลายขิด ผ้าจก บรรรยากาศภายในร่มรื่นเย็นสบาย

วัดสมุหประดิษฐาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลสวนดอกไม้ ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 2 กิโลเมตร พระอุโบสถสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2440 ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องคาวีสวยงามมาก พระประธานในพระอุโบสถอัญเชิญมาจากเมืองเก่าสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปสำริดปิดทองปางมารวิชัย และประดิษฐานพระโมคคัลลา พระสารีบุตร อัครสาวกซ้ายขวา และในเดือนกันยายน ของทุกปีจะมีการแข่งขันเรือยาวประเพณีที่วัดแห่งนี้

วัดจันทบุรี ตั้งอยู่ที่บ้านเมืองเก่า หมู่ 6 ตำบลเมืองเก่า เลยจากที่ว่าการอำเภอไปประมาณ 1 กิโลเมตร วัดอยู่ทางขวามือ มีป้ายชี้ทางเข้าวัดอย่างชัดเจน สิ่งที่น่าชมคือพระอุโบสถ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2431 สมัยรัชกาลที่ 3 มีลักษณะก่ออิฐถือปูน หลังคาจั่ว ช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันประดับลายปูนปั้นและเครื่องถ้วย ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยเดียวกับพระอุโบสถซึ่งยังสมบูรณ์อยู่และงดงาม มาก เป็นรูปเทพชุมนุม และพุทธประวัติ อุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น เดิมชื่อ อุทยานแห่งชาติพระพุทธฉาย มีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง แก่งคอย หนองแค และวิหารแดง มีเนื้อที่ประมาณ 44 ตารางกิโลเมตร หรือ 27,856 ไร่ อุทยานฯ ประกอบด้วยภูเขาน้อยใหญ่ มีที่ราบในหุบเขา ยอดที่สูงที่สุดคือ เขาครก สูงประมาณ 329 เมตร เป็นจุดชมวิวที่อยู่สูงที่สุดสามารถมองเห็นภูมิทัศน์ที่สวยงามรอบ ๆ ตัวเมืองสระบุรี และอำเภอใกล้เคียงได้อย่างชัดเจน สัตว์ป่าที่พบมีอยู่หลายชนิด เช่น ไก่ฟ้า ไก่ป่า เก้ง ลิง หมูป่า และนกชนิดต่าง ๆ เช่น เขียวคราม กระรางหัวหงอก โพระดก บั้งรอกใหญ่ รวมทั้งผีเสื้อนานาชนิด ภายในบริเวณอุทยานฯ มีน้ำตกหลายแห่ง ได้แก่ น้ำตกสามหลั่น  น้ำตกโพธิ์หินดาษ น้ำตกโตนรากไทร เป็นต้น
สถานที่น่าสนใจอื่น ๆ ภายในอุทยานฯได้แก่
-  อ่างเก็บน้ำเขารวก  เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กมีที่สำหรับนั่งชมทิวทัศน์ และกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พายเรือคยัค ปั่นเรือถีบ เล่นน้ำ เป็นต้น
-  อุโมงค์รถไฟพระพุทธฉาย ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยโดยฝีมือคนไทย อยู่บริเวณเขาช่องลิง รอยต่อระหว่างตำบลเจริญธรรม อำเภอวิหารแดง และตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองจังหวัดสระบุรี
- อนุสรณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ของกองทัพญี่ปุ่น (เขาแดง) ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ยังมีร่องรอยของหลุมระเบิดที่ทหารญี่ปุ่นทิ้งไว้ สิ่งปลูกสร้างที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ ได้แก่ อุโมงค์บัญชาการ สนามเพลาะตลอดแนวเขา ห้องผู้บัญชาการ ห้องเก็บสมบัติ แนวบังเกอร์
- ซากเจดีย์โบราณบนยอดเขาเรดาร์ คาดว่าเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ถูกฟ้าผ่าเสียหาย ปัจจุบันก็ยังพอมีร่องรอยให้เห็นอยู่ ความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกอย่างหนึ่งคือ ทหารญี่ปุ่นได้ใช้เขาเรดาร์นี้เป็นที่ตั้งปืนใหญ่ด้วย

วัดพระพุทธฉาย ตั้งอยู่เชิงเขาปถวี (ปฐวี) ตำบลหนองปลาไหล เข้าทางเดียวกับอุทยานแห่งชาติพระพุทธฉาย เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธฉาย หรือรอยพระพุทธรูปอยู่บนแผ่นหินซึ่งตั้งอยู่บนชะง่อนผา มีภาพเขียนลายเส้นยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บริเวณเชิงผา และรอยพระพุทธบาทเบื้องขวา

พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาจัตุรมุข วัดศาลาแดง ถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด เป็นพระพุทธรูปประจำทิศตะวันออก หนึ่งในพระพุทธรูป 4 องค์ ที่กรมการรักษาดินแดนสร้างขึ้นเพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

สวนพฤกษศาสตร์ภาคกลาง (พุแค)  เป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย  ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าพระพุทธบาทพุแค มีพื้นที่ทั้งหมด 4,697 ไร่ ครอบคลุมสองฟากฝั่งถนน หากไปจากสระบุรี ทางซ้ายมือ จะเป็นส่วนของอาคารสำนักงาน และห้องสมุดพรรณไม้ ทางขวามือมีบริเวณกว้างขวาง บรรยากาศร่มรื่น และมีลำธารไหลผ่าน เป็นสวนหย่อมรวบรวมพันธุ์พืชไม้ต่าง ๆ ส่วนมากจะเป็นไม้พื้นบ้าน ประกอบด้วยพรรณไม้ต่าง ๆ กว่า 35 วงศ์

ถ้ำศรีวิไล ตั้งอยู่บริเวณวัดถ้ำศรีวิไล ตำบลหน้าพระลาน ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 22 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีพระพุทธเนาวรัตน์ ศิลปะสมัยเชียงแสน มีหินงอก หินย้อย นอกจากนั้นยังสามารถเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติ มองเห็นภูเขาสลับซับซ้อนสวยงาม

เสาร้องไห้ ตั้งอยู่ในศาลนางตะเคียนทอง ณ วัดสูง ตำบลเสาไห้ ห่างจากที่ว่าการอำเภอเสาไห้ประมาณ 500 เมตร ริมทางหลวงหมายเลข 3041 เป็นเสาไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ โดยถือกันว่าเป็นเจ้าแม่ เพราะสิ่งของที่นำไปบูชาล้วนเป็นของสตรีทั้งสิ้น จึงได้ให้ชื่อตำบลนี้ว่า ตำบลเสาร้องไห้ และได้กลายเป็น “อำเภอเสาไห้” ในปัจจุบันและในวันที่ 23 เมษายนจะมีประเพณีสรงน้ำนางตะเคียน ทุกปี ณ บริเวณหน้าอุโบสถวัดสูง

พระพุทธรูปทองคำ ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระเยาว์ เป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิ หน้าตักกว้าง 110 เซนติเมตร สูง 170 เซนติเมตร สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 ชาวบ้านที่อพยพหนีพม่าได้อัญเชิญมาด้วยและลงรักพอกปูนปิดองค์พระไว้ ประดิษฐานไว้ที่วัดร้างแห่งหนึ่งในอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ชาวบ้านได้อัญเชิญมาเป็นพระประธานที่วัดอุทิศสโมสร ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดพะเยาว์ ต่อมาพระธรรมรัตนากร สังเกตเห็นรอยรักแทรกอยู่ระหว่างปูนที่ฉาบจึงให้ชาวบ้านช่วยกันกะเทาะปูนออกพบว่าเป็นทองทั้งองค์ ทางกรมศิลปากรตรวจสอบปรากฏว่าเป็นโลหะที่มีทองคำผสมอยู่ถึง 70 % ชาวบ้านจึงเรียกว่า “หลวงพ่อทองคำ”

วัดเขาแก้ววรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลต้นตาล ทางฝั่งขวาของแม่น้ำป่าสัก ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 6 กิโลเมตร ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จประพาสหัวเมือง เมื่อถึงอำเภอเสาไห้ ได้โปรดเกล้าฯ บูรณะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ และสถาปนาเป็นพระอารามหลวง มีคำเล่าลือกันว่าวันดีคืนดีจะเห็นดวงแก้วสุกสว่างเหนือวิหารวัดเขาแก้ว ถือว่าเป็นการแสดงปาฏิหาริย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุในองค์พระเจดีย์ ในเจดีย์ปรางค์ห้ายอดองค์เล็กซึ่งตั้งอยู่ระหว่างหอระฆังและเจดีย์องค์ใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่อง พระพุทธรูปปางป่าเลไลก์ และพระพุทธบาทซึ่งล้วนมีลักษณะงดงาม

ถนนพระเจ้าทรงธรรม หรือ ถนนฝรั่งส่องกล้อง เป็นถนนที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าทรงธรรมเมื่อครั้งเสด็จตรวจรอยพระพุทธบาท ทางเรือพระที่นั่งตามลำน้ำป่าสัก พอเสด็จมาถึงบริเวณท่าเรือ จึงได้เสด็จทรงช้างพระที่นั่ง โดยมี พรานบุญเป็นผู้นำทางและเมื่อเสด็จกลับ ได้ให้ฝรั่งส่องกล้อง แล้วให้ตัดทางกว้าง 10 วา ตรงตลอดถึงท่าเรือ เพื่อใช้เป็นถนนหลวง ในปัจจุบันถนนเส้นนี้เหลือร่องรอยให้เห็นอยู่ประมาณ 9 กิโลเมตร โดยเริ่มจากบริเวณเยื้องวัดสร่างโศก ช่วงกิโลเมตรแรกเป็นถนนดินที่ไม่ได้ใช้เป็นถนนอีกต่อไป ต่อจากนี้เป็นถนนลูกรังผ่านหลังวัดปัญจาภิรมย์ วัดหนองคณฑี ไปตัดกับถนนพระพุทธบาท-บ้านหมอ บริเวณหน้าวัดกัลยาพรรพต ผ่านหน้าศาลเจ้าพ่อเขาตก และพระตำหนักสระยอหายไปเป็นถนนลูกรังและคอนกรีต ความกว้างของถนนเหลือ 6-8 เมตร

สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาโปร่งปราบ ตำบลขุนโขลน ห่างจากตัวเมืองสระบุรีไปตามเส้นทางถนนพหลโยธิน ประมาณ 25 กิโลเมตร หากไปจากตัวเมืองสระบุรี วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ ทางเข้าอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 132-133 เป็นสถานที่รักษาคนไข้ติดยาเสพติดที่มีชื่อเสียง สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกนี้ แม่ชีเมี้ยน ปานจันทร์ เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2500 ต่อมาเมื่อแม่ชีเมี้ยนเสียชีวิตลง หลวงพ่อจำรูญ ปานจันทร์ ซึ่งเป็นหลานได้เป็นผู้ปฏิบัติภารกิจสืบต่อมา และได้รับรางวัล “แมกไซไซ” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2518

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลขุนโขลน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 28 กิโลเมตร มีทางเลี้ยวซ้ายก่อนถึงอำเภอพระพุทธบาทเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปูชนียสถานที่สำคัญคือ “รอยพระพุทธบาท” ที่ประทับไว้บนแผ่นหินเหนือไหล่เขาสุวรรณบรรพต หรือเขาสัจจพันธคีรี ทางขึ้นพระมณฑปเป็นบันไดนาคสามสาย ซึ่งหมายถึง บันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้ว ที่ทอดลงจากสวรรค์ หัวนาคที่เชิงบันไดหล่อด้วยทองสำริด เป็นนาค 5 เศียร บริเวณรอบมณฑปมีระฆังแขวนเรียงราย เพื่อให้ผู้ที่มานมัสการได้ตีเป็นการแผ่ส่วนกุศลแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ส่วนพระอุโบสถ และพระวิหารต่าง ๆ ที่อยู่รายรอบ ล้วนสร้างตามแบบศิลปกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา และตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระพุทธบาท (วิหารหลวง) อยู่ภายในวัดพระพุทธบาทฯ เป็นที่เก็บรวบรวมศิลปวัตถุอันมีค่า อาทิ เครื่องทรงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เครื่องลายครามสังคโลก เครื่องทองสำริดโบราณ ศาสตราวุธโบราณ รอยพระพุทธบาทจำลอง ยอดมณฑปพระพุทธบาทเก่า พัดยศของพระสมัยต่าง ๆ และท่อประปาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วิหารหลวงจะเปิดให้ชมเฉพาะช่วงที่มีงานเทศกาลนมัสการพระพุทธบาท ซึ่งปกติจัดให้มีปีละ 2 ครั้ง คือขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 จนถึงแรม 1 ค่ำ และขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 จนถึงแรม 1 ค่ำ อัตราค่าเข้าชม คนไทย ไม่เสียค่าเข้าชม ชาวต่างประเทศ คนละ 30 บาท

บ่อพรานล้างเนื้อ ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับวัดพระพุทธบาท มีลักษณะเป็นบ่อหินขนาดย่อมต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างปากบ่อขึ้น และที่บริเวณปากบ่อมีรอยเข่าคน ใกล้กับบริเวณบ่อมีหินลาดและมีหลุมลึกลงไป มีขนาดเท่ากระป๋องนม น้ำที่ไหลจากหลุมนี้ถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีประวัติเล่ากันว่าพรานบุญผู้พบรอยพระบาทเป็นผู้ที่นำเนื้อมาล้างที่บ่อ โดยคุกเข่าและก้มลงล้างเนื้อในบ่อ ส่วนหลุมขนาดกระป๋องนมคือ รอยปักหอกของพรานบุญ มีน้ำไหลออกมาไม่ขาด

พระตำหนักธารเกษม  ตั้งอยู่ริมธารทองแดงซึ่งเป็นลำธารไหลผ่านพระพุทธบาท เป็นที่ซึ่งมีแมกไม้ร่มรื่น เป็นที่สำราญพระราชหฤทัย พระตำหนักสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2176 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เพื่อใช้เป็นที่ประทับเวลาเสด็จมานมัสการพระพุทธบาท ปัจจุบันเหลือเพียงแต่ฐาน ธารทองแดงเกิดจากเขาธารทองแดงในเขตอำเภอพระพุทธบาท แล้วไหลไปทางอำเภอหนองโดน

ตำหนักสระยอ เป็นพระตำหนักที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นที่ประทับเมื่อครั้งเสด็จนมัสการพระพุทธบาท ณ ริมธารน้ำใต้ธารทองแดง ปัจจุบันเหลือเพียงรอยฐานตำหนัก

พระตำหนักท้ายพิกุล พระราชวังโบราณ ปัจจุบันไม่มีซากตำหนักปรากฏอยู่คงมีแต่เกยช้าง (หมายถึง ที่เสด็จขึ้น-ลงพาหนะสำหรับเจ้านาย) และซากกำแพงเป็นเขตโดยรอบ

ถ้ำเทพนิมิตธารทองแดง อยู่ที่วัดพุคำบรรพต ตำบลพุคำจาน เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้พบโบราณวัตถุของมนุษย์สมัยหินใหม่ตอนปลาย มีลักษณะคล้าย และเหมือนกับที่ขุดพบที่บ้านท่าแค บ้านดีลัง และซับจำปา ที่ลพบุรี สันนิษฐานว่ามนุษย์สมัยนั้นในบริเวณดังกล่าวอาจมีความสัมพันธ์กัน ปัจจุบันไม่มีโบราณวัตถุอยู่ในถ้ำแล้ว

ถ้ำนารายณ์ หรือ ถ้ำเขาวง อยู่ที่บ้านเขาวง เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อย มีอักษรมอญโบราณจารึกไว้ที่ปากถ้ำ

ถ้ำพระธาตุเจริญธรรม หรือ ถ้ำบ่อปลา อยู่ห่างจากอำเภอแก่งคอย ผ่านตลาดแล้วข้ามสะพานอดิเรกสารซึ่งทอดข้ามแม่น้ำป่าสักไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตร ลักษณะถ้ำ จากปากทางเข้าจะปูด้วยหินอ่อนเป็นทางเดินชมทั่วบริเวณถ้ำโดยตลอด ภายในถ้ำแบ่งออกเป็นห้องขนาดใหญ่ 3 ห้อง นอกจากนั้นทางด้านหลังยังมีถ้ำขนาดใหญ่อีก 2 ถ้ำ ภายในถ้ำเป็นที่ประดิษฐานของ หลวงพ่อใหญ่ พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัยสมัยอยุธยา

ผาเสด็จ ตั้งอยู่ริมทางรถไฟ ตำบลทับกวาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นหน้าผาที่รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จมาประทับเมื่อคราวสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เมื่อ พ.ศ. 2438 ทั้งสองพระองค์ได้ทรงจารึกพระปรมาภิไธย จปร. และ สผ. ไว้ ณ หน้าผาแห่งนี้

ถ้ำพระโพธิสัตว์ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดถ้ำพระโพธิสัตว์ ตำบลทับกวาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 32 กิโลเมตร ที่ผนังมีภาพจำหลักนูนต่ำเป็นรูปพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรม และภาพเทพเจ้าในศาสนาฮินดู และภายในผนังถ้ำยังมีเจดีย์ทรงลังกา ศิลปะสมัยทวารวดี มีหินงอก หินย้อย บริเวณภายนอกถ้ำมีต้นไม้นานาพรรณ นอกจากนั้นยังพบรอยจารึกพระปรมาภิไธยย่อ จปร. เมื่อทรงเสด็จทอดพระเนตรน้ำตก ถ้ำธรรมทัศน์ ถ้ำลุมพินี สวนหิน และถ้ำสงัดเจดีย์

เขาพระพุทธบาทน้อย ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระพุทธบาทน้อย ที่ตำบลสองคอน มีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนสูงชัน สลับซับซ้อนเรียงรายด้วยยอดเขาแหลม และที่ยอดเขาแหลมนี้จะพบเห็นนกจู๋เต้นเขาปูน ในวงศ์นกกินแมลงจะพบมากที่จังหวัดสระบุรี ในอดีตเคยมีผู้พบ เลียงผา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ม้าพระอินทร์ อาศัยอยู่ในถ้ำสามเขา ที่มีเนื้อที่เกือบ 1 ไร่ ภายในมีรอยพระพุทธบาทจำลอง

พระบวรราชวังสีทา ตั้งอยู่ที่ตำบลสองคอน ประวัติพระบวรราชวังแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างที่ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งตะวันตก ณ ตำบลบ้านสีทา ในแขวงจังหวัดสระบุรี สร้างคราวเดียวกับเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงสร้างพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เมืองลพบุรี

แหล่งโบราณคดีบ้านดงน้ำบ่อ ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 334 เข้าทางสถานีเขาสูง ( 6 กิโลเมตรจากหุบเขาทานตะวัน ตำบลหินซ้อน ) ผ่านห้วยซับม่วงเลี้ยวขวาไปชมแหล่งฝังศพที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย พบโครงกระดูกที่มีการฝังทับซ้อนวางเรียงกันในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก เป็นสุสานที่มีพิธีกรรมในการฝังศพและเป็นแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำป่าสัก ขุดพบเครื่องมือ หินเหล็ก เครื่องประดับ กำไล ลูกปัด มีอายุประมาณ 2,000 ปี มาแล้ว

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า มีพื้นที่ 13,750 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะปราง มีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพทั้งพันธุ์พืชและสัตว์ป่านานาชนิด มีพื้นที่ติดต่อกับด้านตะวันตกของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ประกอบด้วยป่าหลายชนิดได้แก่ ป่าดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ และทุ่งหญ้า ก่อให้เกิดความหลากหลายของพันธุ์พืช เป็นต้นกำเนิดของน้ำตกต่าง ๆ ในพื้นที่ พันธุ์ไม้ที่พบมีจำพวกพืชสมุนไพร เช่น พญามีฤทธิ์ ม้ากระทืบโรง กราวเครือ ว่าน รวมทั้งเห็ดชนิดต่าง ๆ เช่น เห็ดแชมเปญ เห็ดปากหมูฯ สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณ ได้แก่ ช้างป่า กระทิง หมี กวาง เก้ง นางอาย อีเห็น กระจง หมูป่า และ นกอีกประมาณ 158 ชนิด เช่น โพระดก หัวขวาน กระแตแต้แวด ปรอด ขุนแผน ฯลฯ บินข้ามไปมาระหว่างศูนย์ฯ กับเขาใหญ่

องค์การศาสนาเซไคคิวเซเคียวประจำประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 430 ไร่ มีโครงการจัดทำสวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนมิโรคุ โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ศาสนา และศิลปะความงามด้านพืชศาสตร์ ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง มีสระน้ำ ประติมากรรมหินอ่อน รูปทรงต่าง ๆ และสวนญี่ปุ่น มีภูมิทัศน์ที่สวยงามและอีกด้านหนึ่งของโครงการจะมีแปลงสาธิตเกษตรธรรมชาติ โดยใช้ EM เทคโนโลยี คือการใช้จุลินทรีย์ให้เกิดประโยชน์เพื่อลดมลภาวะในสิ่งแวดล้อม

น้ำตกเหวน้อย อยู่ที่บ้านมวกเหล็กใน เป็นต้นน้ำของน้ำตกมวกเหล็ก และน้ำตกเจ็ดสาวน้อย เมื่อเดินต่อไปจะพบ น้ำตกเหวราง และน้ำตกโป่งตาลอง ซึ่งเป็นน้ำตกสูงอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ช่วงที่เหมาะในการท่องเที่ยว คือช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน

สวนรุกขชาติมวกเหล็ก และน้ำตกมวกเหล็ก อยู่ห่างจากสระบุรีประมาณ 37 กิโลเมตร ไปตามถนนมิตรภาพ ทางเข้าซ้ายมือตรงข้ามกับร้านขายผลิตภัณฑ์ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) สวนรุกขชาตินี้มีเนื้อที่ 375 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ระหว่างอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี กับอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีลำธารซึ่งมาจากต้นน้ำในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไหลผ่านลงสู่แม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นเส้นกั้นเขตระหว่างสองจังหวัดดังกล่าว ในลำธารมีแก่งหินลดหลั่น เป็นน้ำตกชั้นเล็ก ๆ บริเวณสองฟากของลำธารมีสะพานแขวน และพันธุ์ไม้ดอก ไม้ประดับต่าง ๆ

อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย อยู่ในเขตตำบลมวกเหล็กทางเข้าทางเดียวกับน้ำตกมวกเหล็ก เป็นทางลาดยางต่อไปอีก 9 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่ไหลลดหลั่นมาตามแนวลำธาร มีประมาณ 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสูงราว 4 เมตร แอ่งน้ำมีบริเวณที่เล่นน้ำกว้าง และร่มรื่น

น้ำตกซับเหว ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2273 ตรงสู่แยกไปโป่งเก้งเขต อำเภอมวกเหล็ก แล้วเลี้ยวขวาไปประมาณ 5 กิโลเมตร น้ำตกซับเหวมีความสูงกว่า 30 เมตร จากจุดเริ่มต้นเข้าไปสู่น้ำตกด้วยระยะทางประมาณ 800 เมตร เป็นลักษณะผาดินสูงประมาณ 30 เมตร ล้อมรอบด้วยหุบเขา มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ให้ลงเล่นน้ำได้ ด้านขวาของน้ำตกมีทางเดินขึ้นไปชมโพลงถ้ำขนาดเล็กซึ่งมีหินงอก หินย้อยภายในถ้ำ การเดินทางเข้าไปที่น้ำตกค่อนข้างลำบาก

ถ้ำดาวเขาแก้ว ตั้งอยู่ที่ตำบลพญากลาง ห่างจากอำเภอมวกเหล็กประมาณ 38 กิโลเมตร หรือจากตัวอำเภอเมืองไปประมาณ 75 กิโลเมตร ไปทางเดียวกับน้ำตกเจ็ดสาวน้อยอยู่เลยไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร ผู้ที่จะชมถ้ำต้องปีนบันไดจากเชิงเขาไปถึงปากถ้ำประมาณ 100 เมตร ลักษณะแปลกของถ้ำนี้ คือ มีจุดสีแดง สีดำ และสีน้ำตาลอยู่ที่เพดานถ้ำ มีหินงอก หินย้อย และมีฝูงค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ไร่องุ่นในอำเภอมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็กมีไร่องุ่นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตลอดทั้งปี คือ ชิมองุ่นสด ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากองุ่น เช่น ไวน์ องุ่นไร้เมล็ด น้ำองุ่น องุ่นหยี แยมองุ่น เป็นต้น หรือ จะร่วมกิจกรรมเก็บองุ่นก็ได้ ไร่องุ่นที่เปิดสำหรับนักท่องเที่ยว ได้แก่ ไร่องุ่นกำนันเม้ง,ไร่องุ่นคุณมาลี,สวนองุ่นภูอมรและไวน์องุ่นภูอมร, ไร่น้ำภูฟ้า การเดินทางชมไร่องุ่นจะอยู่ตามเส้นทางสาย 2089 เส้นมวกเหล็ก-วังม่วง

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  มีพื้นที่อยู่ในเขตบ้านคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี และตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ความยาวสันเขื่อน 4,860 เมตร ได้ก่อสร้างขึ้นตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตัวเขื่อนก่อสร้างด้วยการเรียงหิน มีแกนดินเหนียวภายใน มีประตูเก็บน้ำ 7 ช่อง อุโมงค์ระบายน้ำ 2 แห่ง เก็บกักน้ำได้ปริมาณ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

อุโมงค์ต้นไม้ เป็นบริเวณทางโค้งที่ต้นไม้สองฝั่งถนนโน้มเข้าหากันทำให้ดูคล้ายอุโมงค์ และให้ความร่มรื่นสวยงามมีความยาวประมาณ 200 เมตร นักท่องเที่ยวมักจอดรถแวะถ่ายรูปเป็นประจำ การเดินทาง จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 2 แยกเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2089 อุโมงค์ต้นไม้จะอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 24-25 จะมีป้ายบอกว่าเป็นอุโมงค์ต้นไม้

ทุ่งทานตะวัน ตั้งอยู่ที่บริเวณเขตติดต่อระหว่างจังหวัดลพบุรี และสระบุรี ตามเส้นทางสายพัฒนานิคม-วังม่วง มีการทำไร่ทานตะวันกันมาก ในช่วงฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ริมฝั่งถนนจะสะพรั่งไปด้วยสีเหลืองของดอกทานตะวัน เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้ผ่านมาบริเวณนี้เป็นอย่างมาก
สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวนับแสนคนจากทั่วประเทศให้เดินทางมาเที่ยวชมและถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทานตะวันมีอยู่หลายอย่าง อาทิ เมล็ดทานตะวันอบแห้ง คุกกี้ทานตะวัน ข้าวเกรียบ ข้าวตังทานตะวัน น้ำผึ้งดอกทานตะวัน เกสรผึ้ง นมผึ้ง และเครื่องจักสานใบลานที่ขึ้นชื่อ เป็นต้น

เจดีย์พระคุณแม่ ตั้งอยู่ที่วัดคลองใหม่ ตำบลหนองหมู ระยะทางห่างจากจังหวัดประมาณ 42 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน มุ่งสู่กรุงเทพฯ ผ่านหินกองและตลาดหนองแค ก่อนข้ามสะพานรพีพัฒน์ จะมีทางแยกซ้ายมือเลียบคลองชลประทานบอกทางเข้าวัดคลองใหม่ แล้วเลี้ยวซ้ายผ่านที่ว่าการอำเภอหนองแคไปประมาณ 5 กิโลเมตร เจดีย์พระคุณแม่เป็นเจดีย์รูปทรงคล้ายพระปฐมเจดีย์ ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง องค์เจดีย์ล้อมรอบด้วยพระประจำวัน เจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้กุลบุตรกุลธิดาระลึกถึง และตอบแทนพระคุณแม่

สวนนกธรรมชาติตำบลไผ่ต่ำ อยู่บริเวณป่าไผ่ที่บ้านลุงต้อม เหมือนแม้น อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลไผ่ต่ำ มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงนกพันธุ์ต่าง ๆ กว่า 17 ชนิด อาทิ นกเอี้ยงดำ นกกางเขน นกเขา นกกวัก นกกาน้ำเล็ก นกแขวก และนกกระยาง โดยฝูงนกเหล่านี้จะออกหากินตั้งแต่เช้าตรู่ และจะบินกลับรังในตอนเย็นใกล้ค่ำ การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ไปจากกรุงเทพฯ จนถึงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 83-84 ทางด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางไปวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดไผ่ต่ำ ให้เลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ 800 เมตร จนพบคลองชลประทานให้เลี้ยวซ้ายเลียบคลองไปอีกประมาณ 150 เมตร

เที่ยววัดหลวงพ่อคูณ

ท่องเที่ยว

หลวงพ่อคูณได้อุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2487  (หนังสือบางแห่งว่า ปี 2486) ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ
หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา  (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้ว หลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง)

เวลาล่วงเลยนานพอสมควร กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า ลูกศิษย์ของตนมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป แรก ๆ หลวงพ่อคูณก็ธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงจาริกออกไปไกล ๆ กระทั่งถึงประเทศลาว และประเทศเขมร มุ่งเข้าสู่ป่าลึก เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง หลวงพ่อคูณ เป็นพระชาวบ้านที่เข้าถึงมวลชนทุกระดับชั้น ตั้งแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน นักการเมืองไปจนถึงชาวบ้าน ด้วยท่านมีเมตตามหานิยม มีวิธีการสั่งสอนที่ตรงไปตรงมาง่ายแก่การเข้าใจ
วัดบ้านไร่เดิมเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ ที่มีมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2436 ในช่วงรัชกาลที่ 5 โดยมีพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกได้มีการก่อสร้างศาสนอาคารต่างๆ ขึ้น  และมีพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ) เป็นเจ้าอาวาสปัจจุบัน
หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ   เป็นชาวบ้านไร่  ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมาโดยกำเนิด ได้ถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2466 (บางตำราว่าวันที่ 4 ตุลาคม) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนา   สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ 6-7 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น กับ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี โดยเรียนทั้งภาษาไทย และภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่นี่เอง และถือว่าเป็นสถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน มิได้มีโรงเรียนทำการสอนเช่นในสมัยปัจจุบัน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย

หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณจึงออกเดินทางจากประเทศเขมรสู่ประเทศไทย เดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่  และได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ในเวลาต่อมา  จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุทาง พระพุทธศาสนา ในช่วงที่หลวงพ่อคูณเป็นเจ้าอาวาส วัดบ้านไร่ได้มีการพัฒนามากที่สุด โดยเริ่มสร้างอุโบสถ พ.ศ.2496  โดยชาวบ้านได้ช่วยกันเข้าป่าตัดไม้ ซึ่งในสมัยก่อนมีอยู่มาก การตัดไม้ในสมัยนั้น ไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะไม่มีเครื่องจักร ไม่มีถนน กว่าจะได้ไม้ที่เลื่อยแปรสภาพสำเร็จแล้ว ต้องเผชิญกับการขนย้ายที่ยากลำบาก โดยอาศัยโคเทียมเกวียนบ้าง ใช้แรงงานคนลากจูง บนทางที่แสนทุรกันดาร เนื่องจากถนนทางเกวียนนั้นเป็นดินทรายเสียส่วนใหญ่ เมื่อต้องรับน้ำหนักมากก็มักทำให้ล้อเกวียนจมลงในทราย การชักจูงไม้แต่ละเที่ยวจึงต้องใช้เวลาถึง 3-4 วัน

ภาพซ้าย ภาพจำลองการก่อสร้างพระอุโบสถ      ภาพขวา พระอุโบสถเมื่อสร้างเสร็จแล้ว

แต่กระนั้นหลวงพ่อก็สามารถนำชาวบ้านช่วยกันสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จ (ปัจจุบันได้รื้อลงแล้ว และก่อสร้างหลังใหม่แทน) นอกจากสร้างพระอุโบสถแล้ว หลวงพ่อยังสร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ยังความสะดวกสบาย และความเจริญในบ้านไร่ยิ่งนัก แม้ปัจจุบันจะไม่ได้เห็นสิ่งดังกล่าว เนื่องจากหลวงพ่อได้เปลี่ยนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทั้งหมด มาเป็นปูนเป็นอิฐให้สวยงามและทนทานยิ่งขึ้น

นอกจากการก่อสร้างอุโบสถแล้ว หลวงพ่อคูณยังสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำไว้เพื่ออุปโภคและบริโภค และที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่อีกด้วย นอกเหนือจากนั้น ด้วยมีผู้ศรัทธาจากทั่วประเทศได้ร่วมถวายวัตถุปัจจัยเป็นเงินมหาศาล หลวงพ่อยังได้นำเงินบริจาคต่างๆ ที่ได้มา ก่อตั้งเป็นมูลนิธิหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เพื่อกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน หอสมุด เป็นต้น
ปัจจุบัน วัดบ้านไร่  ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา มีพุทธศาสนาสนิกชนเป็นจำนวนมาก เดินทางมาที่วัดบ้านไร่แห่งนี้ เพื่อสักการะหลวงพ่อคูณ และหวังจะให้หลวงพ่อคูณเคาะหัวเพื่อเป็นศิริมงคลซักครั้ง
สำหรับท่านที่จะมาเที่ยววัดบ้านไร่ เนื่องจากวัดนั้นมีขนาดพื้นที่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นสิ่งปลูกสร้างใหม่ และกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ทาง KHAOYAIZONE  จึงได้ขอเป็นไกด์นำเที่ยวในครั้งนี้ โดยเริ่มต้นจาก
1.      พระอุโบสถ ที่เป็นทั้งโบสถ์และศาลาการเปรียญในศาสนสถานเดียวกัน สวยงาม ทั้งในเรื่องของวัสดุ ลวดลายแกะสลัก และประโยชน์ต่อการใช้สอย และเป็นที่จำพรรษาของหลวงพ่อคูณด้วย โดยพระอุโบสถนั้นแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นบนเป็นโบสถ์ และชั้นล่างเป็นศาลาการเปรียญ ซึ่งชั้นล่างนี้จะเป็นสถานที่ที่ลูกศิษย์ลูกหา และนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะสักการะหลวงพ่อคูณ สามารถเข้าสักการะได้ที่นี่

เที่ยวปากช่อง

เดินทางโดยรถไฟ

สำหรับผู้ที่ไม่เร่งรีบ และต้องการชมบรรยากาศสองข้างทาง(เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง) มีรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปนครราชสีมาทุกวัน

ซึ่งเส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางสายประวัติศาสตร์ เป็นเส้นทางรถไฟสายแรกของประเทศไทย รถไฟจะเคลื่อนผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทุ่งทานตะวัน  ผาเสด็จ อำเภอปากช่อง อ่างเก็บน้ำลำตะคอง และมุ่งสู่จังหวัดนครราชสีมา ที่มีบรรยากาศสองข้างทางสวยงามมาก การเดินทางไปอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว
เริ่มต้นจากเส้นถนนพหลโยธิน ผ่านรังสิต วังน้อย หนองแค หินกอง ถึงสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพ ผ่านทับกวาง แก่งคอย มวกเหล็ก กลางดง จะถึง ปากทางเข้าอำเภอปากช่อง เลี้ยวซ้ายจะเข้าอำเภอปากช่อง ถ้าตรงไปอีกหน่อยจะมีทางต่างระดับเลี้ยวซ้ายแล้ววนขวาไปถนนธนะรัชต์ มุ่งตรงสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เดินทางโดยรถตู้   มีให้เลือกผู้ประกอบการ  2 เจ้า ได้แก่

1.    จำนงค์รถตู้ (รถตู้ป้าจำนงค์)   ค่ารถ 160 บาท/คน ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง รถออกทุกวัน

กรุงเทพ – ปากช่อง (สำหรับขาไป)  ขึ้นรถข้างสวนสันติภาพ ซ. 3 (เทวดาพลาซ่า) อนุสาวรีย์ชัยฯ รถออกทุก 1 ชั่วโมง ( 06.00-20.00 น.)

แผนที่สวนสันติภาพ อนุสาวรีย์ชัยฯ

ปากช่อง – กรุงเทพฯ (สำหรับขากลับ)  ท่ารถอยู่ที่อาคารดิโฮมทาวน์ ตรงข้ามตลาดไนท์ สี่แยกไฟแดงใหญ่ปากช่อง รถออกทุก 1 ชั่วโมง เวลา (05.00-19.00 น.)

นอกจากวิธีการเดินทางแบบธรรมดาแบบข้างต้น จำนงค์รถตู้ยังมีบริการพิเศษรับส่งจากกรุงเทพฯ ถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องการ ยินดีให้เหมารถได้ จองที่นั่งได้ รายละเอียดติดต่อโทร. ป้านงค์ 089-900-3097 ท่ากรุงเทพ 089-844-8254 ปากช่อง 089-616-1952

2.    เทวาดา รถตู้
กรุงเทพ – ปากช่อง (สำหรับขาไป)   ท่ารถกรุงเทพ ขึ้นจากอนุสาวรีย์ชัยฯ รถจอดที่ หน้าภัตตาคารพงหลี ราชวิถี ซอย 11 รถออกทุกชั่วโมงตั้งแต่เวลา 06:00น.-20:00น. คนละ 180 บาท  ลงหน้าตลาดเท-วา-ดา พลาซ่า ปากช่อง

ภัตราคารพงหลี อนุสาวรีย์ชัยฯ

ปากช่อง – กรุงเทพฯ (สำหรับขากลับ)  ท่ารถปากช่อง รถจอดที่ เท-วา-ดา พลาซ่า รถออกทุกชั่วโมงตั่งแต่ เวลา 05:00น.-19:00 น.

รายละเอียดติดต่อโทร 081-669-9858 ท่ากรุงเทพ 081-999-3707 ท่าปากช่อง 081-999-3606 และ 044-313-399

เดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง  จากกรุงเทพฯ

ซื้อตั๋วรถได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2   จุดขายตั๋วอยู่ชั้น 2    มีรถโดยสารธรรมดา และ รถปรับอากาศชั้น 1 และชั้น 2 โดยสายที่จะไปนครราชสีมา จะเรียกว่า สาย 21 (กรุงเทพฯ – นครราชสีมา) วิ่งให้บริการจาก กรุงเทพฯ มายังจังหวัดนครราชสีมา ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีบริษัทเอกชน ที่ได้รับสัมปทานเปิดบริการเดินรถโดยสารสาย 21 จำนวน 3 รายคือ

บริษัท ราชสีมาทัวร์ จำกัด  โทร. (กรุงเทพฯ) 02-936-1615, โทร. (นครราชสีมา) 044-245443

บริษัท แอร์โคราชพัฒนา จำกัด  โทร. (กรุงเทพฯ) 02-936-2252 , โทร. (นครราชสีมา) 044-252999

บริษัท สุรนารีแอร์ จำกัด

ส่วนใหญ่รถจะออกทุก 20นาที ใช้เวลาวิ่ง 2.15 ชม.

หมายเหตุ  รถโดยสารจะมีวิ่งสองเส้นทาง คือ วิ่งเข้าตัวอำเภอปากช่องจะเริ่มตั้งแต่เวลา 4.00 – 20.00 น. ขอลงที่อำเภอปากช่องได้ และจะมีรถด่วนพิเศษ ที่ไม่วิ่งเข้าตัวอำเภอปากช่อง มุ่งตรงไปจังหวัดนครราชสีมาเลย จุดนี้นักท่องเที่ยวจะต้องสอบถามทางพนักงานของรถให้ดี มิฉะนั้นอาจจะต้องลงระหว่างทาง หรือลงบริเวณห้างเทสโก้ โลตัส ปากช่อง แล้วขึ้นรถสองแถวเพื่อที่จะเข้าตัวเมืองเทศบาลเมืองปากช่อง

ขากลับ เนื่องจากอำเภอปากช่องอยู่กึ่งกลางระหว่างจังหวัดนครราชสีมากับกรุงเทพมหา นคร ขากลับจำเป็นจะต้องรอรถโดยสารที่วิ่งต้นสายมาจากจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉลี่ยแล้วรถโดยสารจะมาเที่ยวละประมาณ 45 นาที  ซึ่งสามารถซื้อตั๋วรถได้ที่ท่ารถ ซึ่งมีทั้งหมด 3 จุด ได้แก่
1.    ท่ารถหน้าร้านสะดวกซื้อแฮนดิมาร์ท
2.    ท่ารถข้างโรงแรมปากช่อง เจริญมิตรคอร์ท
3.    ท่ารถ บขส. หลังร้านข้าวต้มกากีนั๊ง

อุปกรณ์ที่ใช้ดู ผีเสื้อ

เดินป่า

คู่มือดูผีเสื้อ เป็นหนังสือที่ให้รายละเอียดและภาพประกอบของผีเสื้อแต่ละชนิด ช่วยให้จำแนกชนิดของผีเสื้อได้ถูกต้อง หาซื้อได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป  กล้องส่องทางไกลชนิด 2 ตา  ในกรณีที่เราไม่สามารถเข้าใกล้ผีเสื้อได้ เช่น ผีเสื้อเกาะอยู่บนกิ่งไม้สูง เป็นต้น  กล้องสองตาจะช่วยให้เราได้เห็นความงดงามของเม็ดสีและลวดลายบนปีกของผีเสื้อ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขนาดของกล้องที่แนะนำคือขนาด  7×35   ซึ่งสามารถมองเห็นผีเสื้อในระยะใกล้ประมาณ 1-1.5 เมตรได้ชัดเจน ไม่แนะนำกล้องสองตาที่มีอัตราขยายสูงกว่านี้  เพราะจะต้องอยู่ห่างจากผีเสื้อมากขึ้น  จึงจะมองเห็นผีเสื้อได้ชัดเจน แต่จะมองเห็นผีเสื้อตัวเล็กลง แว่นขยาย   ขนาดไม่จำกัด ในปัจจุปันมีแว่นขยาย  ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4-5 นิ้ว   จำหน่ายในราคาไม่แพงนัก  สามารถใช้งานได้ดี  และถ้าหากเราใช้แว่นขยายขนาดที่มีใหญ่ขึ้น และคุณภาพที่ดีขึ้น  ย่อมจะเพิ่มสุนทรีย์ในการดูผีเสื้อยิ่งขึ้น  ควรเลือกชนิดที่มีด้านจับ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-10 เซนติเมตร ขึ้นไป   กล้องถ่ายรูป  ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกล้องถ่ายรูปที่มีราคาแพงก็สามารถถ่ายรูปผีเสื้อได้  กล้อง Compact  ขนาด 6-7 ล้านพิกเซล  ราคาประมาณห้าพันบาท  ก็สามารถถ่ายรูปผีเสื้อได้ดี การถ่ายรูปทำให้เราสามารถเก็บเอาสิ่งที่สวยงามกลับไป  โดยที่ไม่ได้ทำลายธรรมชาติ โดยเฉพาะในปัจจุปัน  เป็นกล้องดิจิตอล  เมื่อนำต่อเข้าไปชมภาพจากคอมพิวเตอร์  จะเห็นรายละเอียดของภาพได้มากกว่ามองด้วยตาเปล่า ยิ่งเพิ่มความงดงามได้มากขึ้นช่วงเวลาในการดูผีเสื้อ  การดูผีเสื้อสามารถดูได้ตลอดทั้งวัน เพราะผีเสื้อแต่ละชนิดมีช่วงเวลาการออกหากินแตกต่างกัน แต่ที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเช้า เพราะเป็นเวลาที่ผีเสื้อจะเกาะนิ่งตามใบไม้ เพื่อผึ่งแดดให้ร่างกายและปีกอบอุ่นแข็งแรงก่อนที่จะออกหากิน นักดูผีเสื้อจึงสามารถสังเกตผีเสื้อได้อย่างใกล้ชิด หลังจากที่ผีเสื้อออกบินหากินแล้ว ส่วนใหญ่จะบินเร็วและค่อนข้างขี้ตื่นจึงสังเกตได้ยาก นอกจากจะพบผีเสื้อที่กำลังเกาะกินอาหารอยู่นิ่งๆ โดยเฉพาะตามพุ่มดอกไม้ริมทาง พื้นดินแฉะหรือดินทรายริมลำธารรวมทั้งบริเวณแหล่งอาหารใหญ่ ก็จะพบผีเสื้อรวมกันอยู่เป็นฝูงใหญ่นับร้อยตัว นับเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับการดูผีเสื้อ   สมุดบันทึกเพื่อบันทึกข้อมูล รายละเอียดเกี่ยวกับผีเสื้อที่พบ เช่น  จำนวน  ชนิดของผีเสื้อ  วัน เวลา ฤดูกาล สถานที่พบ ลักษณะเด่น ขนาด สีสัน และลวดลายของปีก พฤติกรรม ฯลฯ ตลอดจนสามารถวาดรูปผีเสื้อที่พบได้ด้วย

การเตรียมตัวไปดูผีเสื้อ  การ เตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้พบเห็นผีเสื้อได้ง่ายขึ้น เมื่อออกไปดูผีเสื้อควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่มาสีสันกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม เช่น สีเขียว เทา หรือน้ำตาล ซึ่งจะไม่ทำให้ผีเสื้อตื่นกลัวหรือสังเกตเห็นได้ง่าย ทำให้มีโอกาสเข้าใกล้ผีเสื้อได้มากขึ้น เสื้อผ้าควรมีแขนขายาว ไม่ควรสวมกางเกงขาสั้นหรือกระโปรง เพราะอาจถูกใบหญ้าบาดและหนามขีดข่วน หรือ อาจระคายเคืองผิวหนัง  ควรสวมหมวก เพื่อกันแดดด้วย และอาจทายากันแดดด้วย  เพราะการดูผีเสื้อต้องอยู่กลางแดดเป็นส่วนใหญ่ เพื่อป้องกันแสงแดด รองเท้าควรเป็นชนิดที่กระชับใส่สบาย อย่าลืมสวมถุงเท้าเพื่อป้องกันการเสียดสีจากการเดิน ถ้าไปดูผีเสื้อบนเขาสูงควรเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย ถ้าเป็นหน้าฝน เสื้อกันฝนก็เป็นสิ่งที่ขาดมิได้

โดยทั่วไป แม้ว่าผีเสื้อจะบินเร็วไม่ยอมเกาะนิ่ง หรือไม่ยอมให้เข้าใกล้ ผู้สนใจก็ต้องอดทนรอจังหวะและโอกาสเพราะหากผีเสื้อไม่ตกใจบินหนีไปไกลๆ ก็มักพบมันได้อีกในบริเวณใกล้เคียง ในวันอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน อากาศหนาวหรือมีความชื้นสูง ผีเสื้อส่วนใหญ่มักไม่ออกหากิน ให้ลองสังเกตผีเสื้อที่เกาะพักอยู่ตามใบไม้หรือต้นไม้

ผีเสื้อสามารถพบเห็นได้ทุกหนแห่งทั่วประเทศ นอกจากสวนไม้ดอกและท้องทุ่งใกล้บ้านแล้ว ผืนป่าตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ ล้วนมีผีเสื้ออาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีแหล่งดูผีเสื้อที่น่าสนใจ เช่น อุทยาน แห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล อุทยานแห่งชาติเอราวัณ อุทยานแห่งชาติแม่วะ และอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นต้น

ล่องแก่งสุดหรรษา

แม่น้ำ

ปฐมบทแห่งการล่องแก่ง สำหรับผู้ที่ไม่เคยล่องแก่งมาก่อน เนื่องจากสายน้ำของแม่น้ำนครนายก อยู่ในระดับ 1-3  ความยากง่ายขึ้นอยู่กับฤดูกาล และสามารถล่องแก่งได้ตลอดทั้งปี

แม่น้ำนครนายก เป็น สายน้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไหลลงมากลายเป็นน้ำตกนางรอง ไหลมาบรรจบกับ แม่น้ำนครนายก ซึ่งไหลมาจากน้ำตกเหวนรก ภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กระแสน้ำไหลแรงในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ตุลาคมจุดเริ่มต้นของการล่องแก่งแม่น้ำนครนายกอยู่ที่บริเวณสะพานท่าด่าน โดยระยะเวลาในการล่องแก่งแม่น้ำนครนายกจะใช้เวลาประมาณ  2 ชั่วโมง

จุดเด่นของแม่น้ำสายนี้ คือ ตัวแก่งหินสามชั้น กระแสน้ำจะมีลักษณะไหลลดหลั่นกันลงมาคล้ายขั้นบันได เป็นแก่งที่สร้าง ความตื่นเต้น เร้าใจ ได้พอสมควร แก่งหินสามชั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการพายเรือแคนูหรือเรือคยัค นอกจากแก่งหินสามชั้นแล้ว ยังมีแก่งโขดคุ้งและเกาะแก่ง หลังจากผ่านแก่งต่าง ๆ แล้ว ความรุนแรงของกระแสน้ำจะลดลง

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการล่องแก่งแม่น้ำนครนายก คือลำน้ำที่คดเคี้ยวตลอดเส้นทางการล่องทำให้เราได้มีโอกาส ฝึกการพายบังคับเรือยางหรือแคนู – คยัคให้เลี้ยวซ้ายขวาได้อย่างสนุกสนาน จนสิ้นสุดการล่องแก่ง ที่บริเวณวังยาว

กิจกรรมล่องแก่งเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว เชิงกีฬาและผจญภัยที่มีความสนุกสนาน ตื่นเต้น ท้าทาย  แต่ละสายน้ำมีลักษณะความยากง่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิประเทศของสายน้ำ  สำหรับผู้ที่จะไปล่องแก่งควรหาข้อมูลของสถานที่ที่จะไปก่อนล่วงหน้า เพื่อการเตรียมพร้อมมากที่สุด และควรเรียนรู้พื้นฐานของการล่องแก่ง เพื่อความปลอดภัย และสนุกสนานได้อย่างเต็มที่

ก่อนจะถึงตัวแก่งสามชั้นระยะทางไม่กี่เมตรจะถึงโค้งหักศอกก่อน นักล่องแก่งควรระมัดระวังตัว ตั้งใจพายให้ดีเมื่อถึงโค้งหักศอกนี้ เพราะต่อไปจะเป็นแก่งสามชั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นชั้นหินสามชั้น เทลาดเอียง ลงมาเป็นขั้นบันได ระยะทางยาวประมาณ 50 เมตร กระแสน้ำจะไหลวนลงมากระทบกับโขดหินน้อยใหญ่ที่จมอยู่ใต้น้ำ จนเกิดเป็นลูกคลื่นม้วนตัวเข้าหาหินสูงประมาณหนึ่งเมตร เป็นจุดท้าทายของนักพายเรือคยัคและแคนู ซึ่งจะมาประลองกำลังความสามารถกันที่บริเวณแก่งสามชั้นแห่งนี้ แก่งสามชั้นสร้างความตื่นเต้นเร้าใจในการล่องแก่งนี้ได้พอสมควรการล่องแก่ง นางรองนครนายก จะไปสิ้นสุดการล่องที่บริเวณ บ้านวังยาว

แก่งต่าง ๆ ที่จะล่องผ่าน
- แก่งโขดคุ้ง มีลักษณะเป็นโขดหินโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำในช่วงฤดูร้อน แต่จะจมลงไปในน้ำยามฤดูฝน
- เกาะแก่ง มี ลักษณะเช่นเดียวกันกับแก่งโขดคุ้งถ้าในช่วงฤดูร้อนจะมองเห็นเกาะแก่งนี้ แต่ถ้าอยู่ในช่วงฤดูฝน กระแสน้ำจะท่วมเกาะแก่งนี้จนไม่สามารถมองเห็นได้
- แก่งหินสามชั้น ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการล่องแก่งนางรองนครนายก

เที่ยวตลาดน้ำ

กินเที่ยว

ชุมชนบ้านต้นตาล เป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์มานานกว่า 200 ปี เป็นตลาดน้ำขนาดใหญ่มาก ทำโคมไฟเป็นดาวรุ่งชักโคมไฟสำหรับหนุ่มสาว สองคนคือ ท้าวมโหสถและนางเขียวค่อม ที่กำลังจะแต่งงานกัน แต่ต้องสร้างถนนให้มาจดกันก่อนดาวรุ่งขึ้นและให้ตรงกันด้วย ทั้งคู่ก็สร้างถนนมา แต่ยังไม่ได้จดกัน ก็มีคนชักโคมไฟที่ดงกระทงยามขึ้น ทั้งคู่เลยไม่ได้แต่งงานกัน ดังนั้นจึงเรียกว่า “ดงกระทงยาม” มาจนถึงทุกวันนี้  ปัจจุบัน อบต.ดงกระทงยาม มีทั้งหมด 11 หมู่บ้าน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปชมวิถีชีวิตและกิจกรรมต่างๆของชุมชน เป็นชุมชนที่อพยพมาจาก อำเภอเชียงแสน เชียงราย เมื่อ พ.ศ.2347 ซึ่งในขณะนั้นเมืองเชียงแสนอยู่ในครอบครองของพม่า     กองทัพจากกรุงเทพฯ นำโดยรัชกาลที่ 1 พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ส่งทหาร 3 เหล่าทัพจาก เชียงใหม่ ลำปาง และเชียงราย ไปรบเพื่อเอาเมืองเชียงแสนคืน    เมื่อล้อมเมืองเชียงแสนสำเร็จ มีชัยชนะเหนือทหารพม่า กองทัพได้ไล่พม่าออกจากเมืองและทำการเผาเมืองเชียงแสนเสีย เพื่อไม่ให้พม่าแฝงตัวเข้ามาปะปน ซ่องสุม และกลับมาใช้ เมืองเป็นที่ตั้งอีกครั้ง   คนไทยเชื้อสายจีนชื่อ นายเต็กเอี๋ยว แซ่ตั้ง มีภรรยาเป็นชาวบ้านท้ายดงชื่อ นางนิ่มนวล มีบุตรธิดา 4 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 2 คน นายเต็กเอี๋ยว ประกอบอาชีพการทำตะกร้อสำหรับใช้ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว ตะแกรงสำหรับใช้ตักของทอดหรือต้ม และได้สอนให้คนในหมู่บ้านดงกระทงยามทำ ซึ่งตอนแรกๆก็ทำใช้เอง จึงได้ทำการอพยพชาวเชียงแสนทั้งหมดออกมา ให้มาตั้งรกรากใหม่เป็นชุมชนที่อยู่ในเขตภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดราชบุรี และสระบุรี สำหรับบ้านต้นตาลนั้น มีผู้อพยพมาอยู่ประมาณ 23,000 คน แบ่งเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย ลำพูน และน่าน บางส่วนไปเวียงจันทร์และส่วนหนึ่งเดินทางมาบางกอก เพื่อปลูกบ้านแปลงเมืองใหม่ โดยอาศัยอยู่ริมแม่น้ำป่าสักทั้ง 2 ฝั่ง ปัจจุบันคนเชียงแสนที่เกิดในสระบุรี มีจำนวนหลักแสนคน และมีจำนวนมากที่สุดที่ อ.เสาไห้

เที่ยวน้ำตกสาริกา

แม่น้ำ  น้ำตกสาริกาบริเวณเชิงเขาจะมีความลาดชันค่อนข้างสูง ทำให้น้ำตกสาริกา เป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีความสวยงามมาก น้ำตกสาริกาน้ำตกสาริกา เป็นส่วนหนึ่งของลำห้วยสาริกา  มีต้นน้ำอยู่บริเวณเขาสาริกาที่ติดต่อกับเขาแก้ว  ในระดับความสูงประมาณ  580  เมตร  จากระน้ำทะเลปานกลาง  ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตำแหน่งน้ำตก  มีลักษณะเป็นน้ำตกลงมาเป็นน้ำโจนตอนเดียว  ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของน้ำตกสาริกา ลักษณะหินที่พบเป็นหินอัคนีประเภทพอร์ฟีรี
ส่วนที่ราบเชิงเขาและที่ราบริมน้ำจะเป็นตะกอนหิน-ดิน  ที่ได้มาจากหินพอร์ฟีรีที่เกิดในช่วงต้นยุคไดรแอสซิคเป็นส่วนใหญ่
ตั้งอยู่ที่ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ในแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ขญ.13 (นางรอง)  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่สายน้ำไหลตกจากหน้าผาเป็นทอด ๆ มีระดับความสูงถึง  9  ชั้น  ผาที่สูงที่สุด
มีความสูงประมาณ  200  เมตร  แต่ละชั้นมีอ่างรับน้ำขนาดย่อม เหมาะแก่การลงเล่นน้ำบริเวณน้ำตกชั้นล่างมีแอ่งน้ำให้เล่นน้ำได้ และมีทางเดินต่อไปตามธารน้ำที่ไหลตกลงมาเป็นชั้นๆ จนไปถึงแอ่งน้ำกว้างและโขดหินก้อนใหญ่ มองขึ้นไปจะเห็นน้ำตกสาริกาชั้นสูงที่สุด  น้ำตกสาริกา มีน้ำไหลเกือบตลอดปี ช่วงน้ำน้อยก็จะไหลเป็นลำธารเล็กๆ และมีปริมาณน้ำมากในช่วงฤดูฝน ด้วยลักษณะทางกายภาพของน้ำตกที่เอื้อต่อการเล่นน้ำตกได้ดี ในช่วงฤดูท่องเที่ยวจึงมีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวค่อนข้างมาก เป็นนักท่องเที่ยวแบบทัศนาจรไป-กลับ  ส่วนใหญ่มีทั้งแบบเป็นกลุ่มครอบครัว  และกลุ่มนักเรียน  นักศึกษา บริเวณน้ำตกสาริกามีการพัฒนา  การเดินทางเข้า สู่น้ำตกสาริกา  จากตัวเมืองนครนายก  จะเห็นป้ายแสดงแหล่งท่องเที่ยวน้ำตกสาริกา  และน้ำตกนางรองเดินทางไปตามเส้นทางถนนทางหลวงหมายเลข  3049  (ถ้าเลี้ยวขวาไปจังหวัดปราจีนบุรี ถนนหมายเลข 33)   จากนั้นขับตรงไปตามถนนหมายเลข  3049  ประมาณ  14  กิโลเมตร  แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข  3050  อีก  3  กิโลเมตร  จะถึงน้ำตกสาริกา  ซึ่งเป็นทางลาดยางตลอดสาย  นอกจากนี้ยังมีรถโดยสารประจำทางสายนครนายก – น้ำตกสาริกา  สำหรับบริการนักท่องเที่ยวบริเวณตัวเมืองจังหวัดนครนายกอีกด้วย จากลานจอดรถบริเวณด้านหน้าทางเข้าสู่น้ำตกสาริกา  นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเดินได้  2  เส้นทาง  ได้แก่  เส้นทางศึกษาธรรมชาติปลัดจ่าง    และเส้นด้านหน้าซึ่งเป็นถนนคอนกรีต  โดยต้องผ่านที่ส่วนบุคคล  หรือนักท่องเที่ยวสามารถเลือกขึ้นรถไฟ  ซึ่งทางอุทยานแห่งชาติจัดไว้ให้  โดยคิดค่าบริการ   2  บาท/คน ปัจจุบันรถไฟอยู่ในระหว่างซ่อมบำรุงทางองค์การบริหารส่วนตำบลสาริกา จึงจัดรถยนต์ (บิ๊กอัพ) บริการนักท่องเที่ยวไปกลับฟรี

สิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างมั่นคงและถาวร  ได้แก่  ห้องสุขา  โทรศัพท์สาธารณะ  ลานจอดรถ  ร้านอาหาร  ถังขยะ  ม้านั่ง  ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  และป้อมเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ  ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในระดับสูง  ในทางวิชาการแล้ว บริเวณดังกล่าวจัดเป็นแหล่งนันทนาการประเภทพื้นที่ธรรมชาติกึ่งพัฒนา
สำหรับกิจกรรมที่พบส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรธรรมชาติประเภทน้ำตกโดยทั่วไป  เช่น  การเล่นน้ำตก  นั่งพักผ่อน  รับประทานอาหาร และถ่ายรูป เป็นต้น สำหรับร้านค้าบริการนั้น ภายในน้ำตกจะมีร้านสวัสดิการบริการเพียงร้านเดียวเท่านั้น ดังนั้นนักท่องเที่ยวจะต้องเตรียมอาหารจากร้านค้าด้านนอกเข้ามา (ที่สำคัญตอนกลับกรุณานำขยะออกไปด้วยนะครับ) นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถใช้ เส้นทางเดินเท้าปลัดจ่าง เพื่อศึกษาธรรมชาติสองข้างทางได้ซึ่งมีระยะทาง ประมาณ  500  เมตร  จากด้านล่างของน้ำตกสาริกา  จนกระทั่งถึงลานจอดรถ