ภูชี้ฟ้า

ท่องเที่ยว

ภูมิประเทศโดยทั่วไป
พื้นที่วนอุทยานเป็นยอดเขาสูงในเทือกเขาดอยผาหม่น ติดชายแดนไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200 เมตร ถึง 1,628 เมตร จุดสูงสุดคือ บริเวณจุดชมวิว มีความลาดชันเฉลี่ยทั่วพื้นที่ประมาณ 40 เปอร์เซนต์

ภูมิอากาศ
อากาศบนภูเขาจะค่อนข้างเย็นแต่ฤดูกาลจะเป็นแบบมรสุมเมืองร้อน โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงฤดูฝน และลมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูหนาว แบ่งเป็น 3 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึง ตุลาคม และฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์

วนอุทยานภูชี้ฟ้า อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่อิงฝั่งขวาและป่าแม่งาว ท้องที่บ้านร่มฟ้าทอง หมู่ที่ 9 และบ้านร่มฟ้าไทย หมู่ที่ 10 ตำบลปอ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย อยู่ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หรือพื้นที่ป่าโซน C ตามแผนที่ ZONING เนื้อที่ที่สำรวจและเห็นควรจัดตั้งเป็นวนอุทยาน ประมาณ 2,500 ไร่ โดยกรมป่าไม้ได้มีคำสั่งจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2541

สัตว์ป่า
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่พบเห็นได้แก่ เก้ง กระจง หมูป่า อีเห็น ชะมด เสือไฟ เสือ ปลา แมวป่า หมูหริ่ง บ่าง เม่น พังพอน ค้างคาว กระต่ายป่า เพียงพอน กระรอกบิน กระรอก กระแต

นกที่พบเห็นได้แก่ นกเขา เหยี่ยว นกกระสา นกอินทรี นกฮูก นกปรอด นกแขวก นกเค้าแมว นกแสก นกกระปูด นกเอี้ยง นกกางเขน นกขมิ้น นกกระทาดง นกกวัก นกกิ้งโครง นกขุนทอง นกแซว นกนางแอ่น นกยูง นกตะขาบ นกหัวขวาน นกดุเหว่า ไก่ป่า ไก่ฟ้า

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ที่พบเห็นได้แก่ เต่า กบ เขียด คางคก ปาด อึ่งอ่าง

สัตว์เลื้อยคลาน ที่พบเห็นได้แก่ งูชนิดต่าง ๆ ตะกวด ลิ่น ตุ๊กแกป่า กิ้งก่าบิน กิ้งก่า จิ้งเหลน แย้ ตะขาบ แมลงป่อง กิ้งกือ

ปลาที่พบเห็นได้แก่ ปลาแก้ม ปลาข้างลาย ปลาก้าง ปลาขาว ปลาซิว

 

จากอำเภอเมืองเชียงรายไปอำเภอเทิง ผ่านสามแยกโรงเรียนภูซางวิทยาคม บ้านสบบงและสามแยกบ้านม่วงชุมแล้วเดินทางต่อไป ก็จะถึงภูชี้ฟ้า

ไปตามทางหลวงจังหวัดสาย 1093 ผ่านน้ำตกภูซาง ด่านบ้านฮวก ศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงดอยผาหม่น

เส้นทางสายนี้เป็นทางลาดยาง 104 กิโลเมตรและทางดินลูกรัง 40 กิโลเมตร ผ่านจุดท่องเที่ยวสำคัญ 3 แห่งได้แก่
น้ำตกภูซาง (อุทยานแห่งชาติภูซาง) และด่านบ้านฮวก หมู่บ้านชายแดนไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงดอยผาหม่น ทดลองและส่งเสริมปลูกไม้ดอกเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่

ป่าและพันธุ์ไม้
เป็นป่าดิบเขา ยกเว้นบนยอดภูชี้ฟ้าเป็น ทุ่งหญ้าประมาณ 300 ไร่ ชนิดพันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ เสี้ยวดอกขาว ก่อเดือย ก่อก้างด้าง ก่อแดง ก่อน้ำ ก่อแป้น ก่อสีเสียด อบเชย กำยาน หว้า เหมือด สารภี จำปาป่า จำปีป่า พันธุ์ไม้พื้นล่าง ได้แก่ เอื้องดิน หญ้าคา หญ้าแฝก หญ้าหางหนู หญ้าสามคน หญ้าไม้กวาด หญ้าเลา มอส เฟิร์นชนิดต่าง ๆจากภูชี้ฟ้าสามารถเดินทางไปยังดอยผาตั้ง อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย โดยอยู่ห่างออกไปตามเส้นทางหลวงจังหวัดสาย 1093 เป็นระยะทาง 25 กิโลเมตร และจากดอยผาตั้งยังสามารถเดินทางต่อไปยังอำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน และอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายได้อีกด้วย

การเดินทาง
ภูชี้ฟ้าอยู่ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ประมาณ 144 กิโลเมตร การเดินทางจากอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ไปยังภูชี้ฟ้าได้ตามแนวเส้นทางดังนี้

 

การเดินทางครั้งโบราณ

การเดินทางในกรีซ เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากสาเหตุ 2 ประการ ประการแรก ระบบการแลกเปลี่ยนด้วยเงินตราและการยอมรับระบบเงินตราของกรีก ระหว่างนครรัฐต่างๆ จึงทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ประการที่สอง ภาษากรีกเป็นภาษากลางที่สามารถสื่อความหมายได้ทั่วไปในเขตทะเลเมดิเตอร์ เรเนียน จึงทำให้ง่ายต่อการติดต่อในขณะเดินทาง สำหรับวัตถุประสงค์ในการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจในทางราชการ มีความสำคัญน้อย เพราะกรีซมีการปกครองแบบนครรัฐที่แยกจากกันเป็นอิสระ การเดินทางจึงเน้นทางด้านความสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือการเดินทางเพื่อพิธีกรรมทางศาสนา การกีฬา เช่น การแข่งขัน โอลิมปิค และการเยี่ยมชมเมืองเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเอเธนส์ (Athens) นอกจากชาวกรีกเดินทางในอาณาจักรของตนเองแล้ว ยังมีชนชาติอื่นๆ เช่น ชาวโรมัน ก็เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่กรีซ (Mill, 1990 : 5)

ถึงแม้ว่าอียิปต์จะถูกเปลี่ยนผ่านภายใต้การปกครอง ทั้งจากชาว อียิปต์เองและชาว เปอร์เซีย กรีก โรมันในระยะเวลาต่อมาแต่อาณาจักรอียิปต์ยังคงเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมที่ ยิ่งใหญ่ ความเจริญดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดการเดินทางการเพื่อการท่องเที่ยวด้วยเช่น กัน

นอกจากนั้นในสมัยโรมันกษัตริย์บางพระองค์ก็มีความนิยมออกเดินทาง เช่น กษัตริย์ฮาเดียนซึ่งเดินทางไปตามชายแดนอังกฤษ สเปน ตั้งแต่ ค.ศ. 120 และเดินทางไปยังทวีปอาฟริกา โดยใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้น 12 ปี พร้อมๆ กับการยกทัพ โดยพระองค์จะยกกองทัพขนาดใหญ่ไปด้วย พร้อมกับพัฒนาเมืองต่างๆ ที่เดินทางไป เช่น ก่อสร้างถนน สะพาน
การเดินทางซึ่งรุ่งเรืองมาตั้งแต่ 2,000 ปีก่อนค.ศ. และเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในยุคกรีกและโรมันเรืองอำนาจประมาณ 500 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 200 ต้องหยุดชะงักลง เมื่อกรุงโรม เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันตก ถูกพวกชนเผ่าวิซิโกธ (Visigoths) ซึ่งเป็นเผ่าหนึ่งของชาติเยอรมันในปัจจุบัน ยึดครองในปี ค.ศ. 476 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ก็แตกแยกออกเป็นส่วนๆ ชนชาติอื่นๆ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมันตะวันตก แยกตัวออกเป็นอิสระ อำนาจของโรมันส่วนกลางอ่อนแอ ปราบปรามไม่ได้จึงทำให้เกิดการสงครามแย่งชิงอำนาจ และเกิดโจรผู้ร้าย การเดินทางจึงไม่มีความปลอดภัยและหยุดชะงักลงระยะหนึ่ง

โรมัน ฟอรัม (Roman Forum) สถานที่ซึ่งเดิมเคยเป็นเพียงตลาดนัดธรรมดาแล้วเปลี่ยนมาเป็นศูนย์รวมแห่ง วิถีชีวิตประจำวันของชาวโรมัน (T Walker Wallbank ,1982 :114) สถานที่นี้ประชาชนมาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น พบปะ สังสรรค์ ซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า ฟังนักพูดที่มีชื่อเสียง เทวสถานซึ่งเป็นที่สถิตของรูปปั้นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าต่าง ๆ ที่ชาวโรมันนับถือ สถาที่ทรงเทพเจ้า (oracle) ซึ่งเป็นการสื่อสารระหว่างคนกับเทพเจ้าผ่านผู้ทรง เพื่อขอให้ทำนายทายทักเหตุการณ์ในอนาคต สืบหาคนหรือสิ่งของมีค่าที่หายไป ขอให้ช่วยตัดสินใจในทางเลือกที่ถูกต้องจากทางเลือกต่างๆ หรือถามถึงสาเหตุแห่งภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการลงโทษของเทพเจ้าเพื่อที่จะทราบคำตอบและจะได้ทำ พิธีกรรมหรือปฏิบัติให้ถูกต้องและเป็นที่พอใจของเทพเจ้า สถานที่อาบน้ำแบบโรมัน (Roman bath) ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น อาบน้ำร้อนหรือน้ำเย็น นวดตัว อบไอน้ำ ออกกำลังกาย เล่นเกม อ่านหนังสือ แม้กระทั่งพบปะสังสรรค์ ชาวโรมันทั้งมั่งมีและยากจนนิยมอาบน้ำหมู่ สถานที่อาบน้ำเหล่านี้เปิดเป็นสาธารณประโยชน์โดยคิดค่าใช้จ่ายไม่แพง (Nathaniel Harris , 2003 : 105) ในกรุงโรมมีสถานที่อาบน้ำสาธารณะถึง 800 แห่ง ถ้าจะเปรียบให้มองเห็นภาพสถานที่อาบน้ำแบบโรมันและกิจกรรมต่างๆ อาจเปรียบได้กับสโมสรส่งเสริมสุขภาพ (athletic club) ในปัจจุบัน(T Walker Wallbank , 1982 : 98)
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวนอกกรุงโรม รวมถึงพื้นที่ห่างไกลก็มี พีระมิดและเทวสถานในอียิปต์ สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (Hanging Garden of Babilon) เมืองอเล็กซานเดรีย ศูนย์กลางแห่งศิลปะและวิทยาการของกรีกที่อียิปต์ โคลอสซัสแห่งเกาะโรดส์ (Colossus of Rhodes) ซึ่งเป็นรูปปั้นของสุริยเทพเฮลิออส (Helios) เกาะแก่งต่างๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และนครรัฐกรีก ซึ่งเป็นต้นแบบวัฒนธรรมที่ชาวโณมันนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม เป็นต้น

 

การเตรียมการเดินทาง part2

ท่องเที่ยวคุณขนิษฐาเล่าถึงบรรยากาศของหมู่บ้านต่างๆ ในภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองนครศรีธรรมราช ที่สวยงามด้วยความชุ่มชื้นของป่า ความยิ่งใหญ่อลังการของขุนเขา และความน่าศึกษาในชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน “ทุกอย่างนำมาเป็นอาหารและใช้ประโยชน์ได้หมด ทั้งผัก ผลไม้ สมุนไพร” เธอแจงต่อ “เก็บกินได้ตามฤดูกาล นำมาสร้างผลผลิตเสริม ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ ย้อมผ้า ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้สมุนไพร” เหมือนกับเธอดึงความสุขที่คิดถึงช่วงทำงาน “หนัก” ในอดีตออกมาตรงหน้า

มี คำกล่าวว่าการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต้องหันมาใส่ใจกับเรื่องวัฒนธรรมและวิถี ความเป็นอยู่ของคนในท้องที่นั้นๆ เป็นหลัก ใช่เพียงจะมองเรื่องของวัฒนธรรมเป็นเพียงรูปแบบที่ไปรับใช้การท่องเที่ยว ดึงดูดคนให้เข้ามาพบเห็นและรู้จักแต่เพียงอย่างเดียว มากกว่าที่จะรักษาไว้ให้ความสัมพันธ์กับชีวิต เช่นนั้นเอง การส่งเสริมประชาสัมพันธ์เรื่องราวต่างๆ ออกไปสู่ผู้คนภายนอกจึงต้องผ่านการกลั่นกรอง เข้าไปสัมผัสกับชุมชนหรือท้องถิ่นนั้นๆ ด้วยหัวจิตหัวใจที่จริงแท้ เหมือนกับที่วัฒนธรรมและผู้คนเหล่านั้นตั้งต้นดำรงอยู่

“การท่องเที่ยวต้องเข้าไปสนับสนุน ไม่ใช่เข้าไปทดแทนภาคเกษตร” คุณภราเดชได้บอกกับผมไว้อย่างนั้น เมื่อเราคุยกันถึงผลกระทบซึ่งอาจตามมาหลังจากชุมชนทั่วไปเริ่มที่จะหันมาหา การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ “เส้นแบ่งสำคัญคืออย่ามองว่าทุกอย่างที่เราจะพัฒนาเป็นเพียงสินค้าทางการ ท่องเที่ยว ให้ใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการรักษาวัฒนธรรมเอาไว้”

ใช่ ว่าการมุ่งสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศจะราบรื่น เหมือนการโยนเรือกระดาษแล้วปล่อยให้ไหลไปตามสายน้ำ แต่เมื่อหันมามองตัวเราแล้วเปรียบเทียบกับต่างชาติ ถึงแม้กลุ่มเกษตรกรที่หันมาหาการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์จะมีชีวิตที่เรียบ ง่ายและปักหลักอยู่กับธรรมชาติเหมือนบ้านเรา แต่สิ่งที่แตกต่างกันค่อนข้างมากคือการได้รับการยอมรับทางสังคม “บ้านเราแย่อยู่หน่อยตรงที่เขาแร้นแค้นมาก ต่างจากคนในกรุง การยอมรับนี่ล่ะงานยากเลย” คุณภราเดชเล่าถึงหลายๆ วิธีการที่การทำงานของคนในองค์กรอย่าง ททท. จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่สั่งสมและตกทอดอยู่ล้วนมีค่าและน่าภาคภูมิใจ ไม่น้อยไปกว่าใครอื่น

“อย่างโครงการบัญชีผู้รู้แห่งชุมชนนี่ก็สำคัญ มาก เก็บข้อมูลกันละเอียด” เขาว่าถึงโครงการสำรวจและให้คุณค่ากับ “ปราชญ์เดินดิน” ที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านของแต่ละชุมชน “ทำออกมาเป็นหนังสือเลยครับ ใครพกไปเที่ยวก็แวะไปหา แวะไปพูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่ประจำบ้าน ได้ทั้งความรู้ ได้สัมพันธภาพและการยอมรับไปในตัว” เขาเล่าถึงส่วนหนึ่งในอดีตอย่างภูมิใจ

เช่น นี้เอง ไม่เพียงแต่คนที่เข้าไปสำรวจและสนับสนุน แต่ ททท. เองยังเต็มไปด้วยผู้คนที่พร้อมจะตามไปสัมผัสและถ่ายทอดเรื่องราวของการท่อง เที่ยวอย่างยั่งยืนออกมาสู่คนทั่วไปในหลายทิศทางหลายครั้งที่เราพบว่าอนุสาร อ.ส.ท. อันเป็นเสมือนนักเล่าแห่งการเดินทางอันยาวนานของ ททท. ได้นำเสนอเรื่องราวสารคดีอันสอดรับกับทิศทางที่ต้องร่วมกัน “เล่า” และชักชวนให้ผู้คนทั่วไปได้ “เห็น” ถึงความเป็นอยู่และความคิดความเชื่อจริงๆ ของคนที่นั่น เห็นอย่างเข้าใจ ไม่ใช่เข้าไปเห็นและกลับออกมาอย่างว่างโหวง

หลายเรื่องราวสารคดีมี เนื้อหาและบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอุ่นอายความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของชาว บ้านและชุมชนที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปสัมผัสได้ด้วยตนเอง เพียงแต่ต้องนำ “หัวใจ” เข้าไปด้วย ช่วงหนึ่งนักเขียนสารคดีสาวอย่าง “ฤโสพา” มักพาตัวเองไปจ่อมจมอยู่กับฉากและชีวิตของชุมชนโฮมสเตย์ต่างๆ ทั่วเมืองไทย บางบทก็เสมือนดึงให้คนอ่านคล้ายได้เข้าไปนั่งร่วมชานบ้านเดียวกับผู้เขียน

“ค่ำ คืนหนึ่งที่บ้านหนองขาว ลานหน้าบ้านไอ้บุญทอง ซึ่งแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตานั่งล้อมวงกันบนเสื่อ สำรับคับค้อนอาหารการกินที่เจ้าบ้านจัดเตรียมไว้สำหรับแขกผู้มาเยือนถูกแจก จ่ายกันไปทั่วหน้า บ้างเดินไปตามซุ้มเถียงนาหลังน้อยๆ หลายหลังที่เรียงรายอยู่ เพื่อตักอาหารที่จัดวางไว้เพิ่มเติมภายในบ้านซึ่งเป็นเรือนไทยสองชั้น ที่ห้องชั้นล่าง ผู้คนมากมายทั้งชายหญิง ผู้แก่ผู้เฒ่า เด็กน้อย กำลังสาละวนกับการแต่งตัวกันยกใหญ่…หญิงสาวคนหนึ่งช่วยแต่งหน้าทาปากให้ ชายหนุ่ม ซึ่งนุ่งโจงกระเบน ใส่เสื้อแขนสั้นลายผ้าขาวม้าพื้นบ้าน“…อีกไม่นาน เมื่อถึงเวลาทุกคนในบ้านจะพลิกผันตัวเองเป็นใครอีกคนอย่างแนบเนียน ขณะที่คนมากมายตรงลานกว้างหน้าบ้านเฝ้าคอยมองดูอย่างใจจดใจจ่ออีกไม่ นาน…เมื่อละครเริ่มขึ้น”

เธอเขียนถึงฉาก เวลา และชีวิตปัจจุบันที่ชุมชนเริ่มหันมาหาการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์และพร้อมที่ จะเล่าเรื่องราวความเป็นอยู่ของพวกเขาสู่คนที่เข้ามาเยี่ยมเยือนไว้อย่างแสน มีชีวิตชีวา ในสารคดีเรื่อง “ละครแห่งชีวิตที่บ้านหนองขาว” ฉบับตุลาคม 2545

หรือ บางอย่างในบทที่เธอเลือกไปเยือนผู้คนและชุมชนทางภาคอีสาน เมื่อฉบับมกราคม 2546 “วงรอบแห่งธรรมชาติและวัฒนธรรม จากหนองหล่มบ้านผู้ไทย ไปดงหลวงบ้านโส้” ที่พื้นที่แถบนั้นอาจไม่ได้มีความงดงามทางธรรมชาติเหมือนโฮมสเตย์ทางภาค อื่นๆ แต่ก็มากมายไปด้วยเรื่องราวความเป็นอยู่และชีวิตวัฒนธรรมที่น่าค้นหา

“จริงๆ แล้วบ้านเรามันก็มีการท่องเที่ยวแบบนั้นอยู่นานแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ถูกมองแบบการจัดการ” มุมมองจากหลักการบริหารของ ททท. นั้น สอดคล้องกับการท่องเที่ยวของคนในกลุ่มเล็ก อย่างวิธีการท่องเที่ยวของนิสิตนักศึกษาในการออกค่ายที่ต้องการเรียนรู้ ชีวิตและรับทราบปัญหาของชนบท นำมาพัฒนาสังคมตามอุดมคติหรือการเที่ยวของกลุ่มที่เน้นการเข้าถึงธรรมชาติ อย่างป่าเขา ชุมชนห่างไกล หรือเกาะเล็กๆ กลางผืนทะเล ซึ่งต้องไปพักอาศัยกับชาวบ้านเป็นหลัก เห็นถึงความคิด ความเชื่อ ตลอดจนประเพณีอันดีงามของบ้านเรือนต่างท้องถิ่นที่พวกเขาเข้าไปพัก

“ฉัน กำลังนั่งอยู่ตรงนอกชานของกระท่อมไม้ไผ่น้อยๆ บนเนินดินสูงที่ลาดลงสู่แม่น้ำโขงในหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านหนอง หล่ม…กระท่อมไม้ไผ่ชายน้ำหลังนี้ ไม่ใช่บ้านพักที่จัดไว้ให้นักท่องเที่ยวพัก แต่เป็นอีก 5 หลังที่อยู่ถัดไป ฉันเองในฐานะนักท่องเที่ยว ก็พักกระท่อมไม้ไผ่ 1 ใน 5 หลังนี้…“…เรื่องราวของความเชื่อพื้นบ้านจากป่า ฉันก็ได้พบที่นี่ อย่างรูของบึ้ง สัตว์ชนิดหนึ่งคล้ายแมงมุม แต่ตัวโตกว่า ชาวบ้านเขาก็เชื่อว่า หากรูบึ้งรูไหนที่ปากรูหันไปทางทิศตะวันออก สามารถขอหวยได้ เขาจะเขียนตัวเลขใส่กระดาษแล้วนำไปใส่ไว้ในรูบึ้งที่ปากรู หันไปทางทิศตะวันออกนั้น 1 คืน พอเช้าขึ้นมาก็มาดูว่าบึ้งคาบกระดาษที่เขียนเลขใดออกมาอยู่ข้างนอก ก็เอาไปแทงหวยต้นไม้ที่ฉันอยากเห็นดอกของมัน แต่ไม่ได้เห็นคือไส้ตัน ฉันจะเล่าให้คุณฟังว่ามันมีความน่าสนใจเพียงไร…”

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

“การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นทางออกหรือทางรอดเพียงทางเดียวที่จะนำพาให้ การท่องเที่ยวเกิดความยั่งยืนได้” หลายฝ่ายใน ททท. มีการขานรับความคิดนี้ในวงกว้าง มีการจัดตั้งมูลนิธิพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว (พ.ส.ท.) กลางปี พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อดำเนินกิจกรรมอันเนื่องด้วยการพิทักษ์สิ่งแวด ล้อมและทรัพยากรการท่องเที่ยว เกิดสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สอท.) องค์กรเอกชนที่ก่อตั้งโดยกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว มีหน้าโฆษณากลุ่มบริษัทท่องเที่ยวที่ให้บริการแนวนี้แยกออกมาโดยเฉพาะ 1 หน้าในอนุสาร อ.ส.ท.

ขณะเดียวกันการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวก็ขยายไปสู่ลุ่มน้ำโขง ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2536 ขณะที่รัฐบาลในสมัยนั้นเปิดนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ในส่วนของททท. ก็ได้เตรียมการร่วมเฉลิมฉลองการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว และนับจากตรงนี้เป็นต้นไปที่ทำให้เกิดโครงการในลักษณะเปิดประตูสู่อินโดจีน และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นอีกหลาย รายการด้วยกัน เช่น นโยบายสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ และหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ เป็นต้น

คุณเสรี วังส์ไพจิตร (ผู้ว่าการ ททท. พ.ศ. 2537 – 2542) ให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ ททท. ในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับสิงหาคม 2537 ว่า “เราจะต้องไม่คำนึงถึงจำนวนนักท่องเที่ยวมากจนลืมความสำคัญของทรัพยากรด้าน การท่องเที่ยว ถ้าต้องการการพัฒนาระยะยาว ก็ต้องให้ความสำคัญต่อคุณภาพของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”

เป้าหมายนี้นำมาสู่นโยบายและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิง อนุรักษ์ (Ecotourism) (ปี พ.ศ. 2538 – 2539) โดยให้คำจำกัดความของ Ecotourism หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ว่า หมายถึงการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ชื่นชม และเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพ สภาพธรรมชาติ สภาพสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น บนพื้นฐานของความรู้และความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศ จากแนวความคิดดังกล่าวไปสู่การท่องเที่ยวอย่าง“ยั่งยืน” ดูจะเป็นเป้าหมายรวมของการแก้ไขปัญหาในเรื่องการท่องเที่ยวที่ดูดีที่สุด ทั้งในเรื่องแนวคิดและหลักการ ซึ่งทาง ททท. เองก็ได้เรียนรับปรับใช้ และได้ส่งเสริมให้แต่ละชุมชนเจ้าของพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวก้าวเดินไปร่วม กัน การหันกลับมามองถึงปัจจัยพื้นฐานว่าตัวเรามีอะไรที่มีค่ามากที่สุด คำตอบที่เห็นได้ชัดนอกจากธรรมชาติอันหลากหลายที่โอบล้อมอยู่ ก็หนีไม่พ้นเรื่องราวของความเป็นอยู่เฉพาะ ซึ่งจะกล่าวกันอย่างกว้างก็คือประเพณี ความเป็นอยู่ และศิลปวัฒนธรรมที่หล่อหลอมจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเฉพาะตน “โลกมันเปลี่ยน เราเองก็ต้องเดินตาม เมื่อเห็นว่ามันเหมาะควรกับบ้านเรา และเป็นทางพัฒนาที่เกิดประโยชน์ เราเองก็พร้อมจะเรียนรู้”

กระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลกเมื่อครั้งมีการประชุมสุดยอดสิ่ง แวดล้อมโลก หรือ “Earth Summit” เมื่อปี พ.ศ. 2535 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล มีส่วนผลักดันให้ทั่วโลกเกิดกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่เฉพาะในเรื่องของการดูแลโลก แต่ยังหมายย่อยถึงเรื่องของการท่องเที่ยวอันเป็นทิศทางที่แทบทุกประเทศมุ่ง เน้นที่จะพัฒนา

กระแสการพัฒนาการท่องเที่ยวจึงมุ่งเน้นไปที่ 3 ข้อหลัก คือ

  1. กระแสความต้องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

  2. กระแสความต้องการในด้านการศึกษาเรียนรู้

  3. กระแสความต้องการพัฒนาคน

จากกระแสพัฒนาดังกล่าว มีผลต่อการปรับตัวของระบบการท่องเที่ยวบ้านเรา “เราเริ่มหันมาหา Ecotourism กันเป็นหลัก เรียกว่าตอนนั้นในบ้านเราเกิดเป็นกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บางคนก็นิยามว่าเป็นท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หลากหลายคำ” ซึ่งนิยามทั้งหมดทั้งมวลล้วนหมายถึงการที่เราจะเริ่มหันมาใส่ใจกับคนทั้ง ประเทศ ไม่มีการแยกนักท่องเที่ยวกับเจ้าของพื้นที่ออกเป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง

เดินทางไปทำบุญ

กฐิน   เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้
โดยคำว่ากฐิน หรือการกรานกฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด   ดังนั้นกฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะ ซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้ว กฐินยังมีในฝ่ายมหายานบางนิกายอีกด้วย แต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัยเถรวาท
การเดินทางมาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน  ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น จัดเป็นสังฆทาน  คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุ รูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้ แก่ภิกษุรูปใด รูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ (ญัตติทุติยกรรมวาจา) และกาลทาน ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่ง ๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดย ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย

ท่องเที่ยวประเพณีการทอดกฐิน มีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ โดยการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี ในปัจจุบันถวายผ้ากฐินในแง่การสนับสนุนผ้าไตรจีวรเพื่อใช้ใน สังฆกรรมสำคัญ ของคณะสงฆ์ได้ถูกลดความสำคัญลงไป แต่กลับให้ความสำคัญกับบริวารของกฐินทานแทน เช่น เงิน หรือวัตถุสิ่งของ เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งจัดเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน

กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้ ระยะเวลานั้นมีเพียง 1 เดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันเพ็ญเดือน 12) ระยะเวลานี้เรียกว่า กฐินกาล คือระยะเวลา ทอดกฐิน หรือ เทศกาลทอดกฐิน    ชาวพุทธในประเทศไทยให้ความสำคัญกับงานทอดกฐินที่จัดในวัดต่าง ๆ มาก โดยถือว่าเป็นงานบุญสำคัญที่สุดงานหนึ่งในรอบปี บางวัดที่มีผู้ศรัทธามาก อาจมีผู้จองเป็นเจ้าภาพทอดกฐินล่วงหน้ายาวเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของชาวพุทธในประเทศไทยที่ได้ร่วมใจกันสืบทอด ประเพณีนี้มาจนปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมาของกฐิน
เริ่มต้นจากการได้มีภิกษุชาวเมืองปาไฐยรัฐ 30 รูป ได้เดินทางเพื่อมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แต่ยังไม่ทันถึงเมืองสาวัตถี ก็ถึงวันเข้าพรรษาเสียก่อน พระสงฆ์ทั้ง 30 รูป จึงต้องจำพรรษา ณ เมืองสาเกตุในระหว่างทาง พอออกพรรษาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ออกเดินทางมาเข้าเฝ้าพระศาสดาด้วยความยากลำบากเพราะฝนยัง ตกชุกอยู่ เมื่อเดินทางถึงวัดพระเชตวัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามถึงความเป็นอยู่และการเดินทาง เมื่อทราบความลำบากนั้นจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนไตรมาสสามารถ รับผ้ากฐินได้ และภิกษุผู้ได้กรานกฐินได้อานิสงส์ 5 ประการ ภายในเวลาอานิสงส์กฐิน (นับจากวันที่รับกฐินจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4) คือ
1.    ไปไหนไม่ต้องบอกลา
2.    ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับสามผืน
3.    ฉันคณะโภชน์ได้ (ล้อมวงกันฉันภัตตาหารได้)
4.    เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้โดยที่ยังมิได้วิกัปป์ และอธิษฐาน โดยไม่ต้องอาบัติ
5.    จีวรลาภอันเกิดขึ้น จักได้แก่ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว

ความพิเศษของกฐินที่แตกต่างจากทานอย่างอื่น
1. จำกัดประเภททาน คือ ต้องถวายเป็นสังฆทานเท่านั้น จะถวายเฉพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอย่างอื่นไม่ได้
2. จำกัดเวลา คือ ต้องถวายภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่วันออกพรรษาเป็นต้นไป
3. จำกัดงาน คือ พระภิกษุที่กรานกฐินต้องตัด เย็บ ย้อม และครองให้เสร็จภายในวันที่กรานกฐิน
4. จำกัดไทยธรรม คือ ผ้าที่ถวายต้องถูกต้องตามลักษณะที่สงฆ์กำหนดไว้
5. จำกัดผู้รับ คือ พระภิกษุผู้รับกฐิน ต้องเป็นผู้ที่จำพรรษาในวัดนั้นโดยไม่ขาดพรรษา และจำนวนไม่น้อยกว่า 5 รูป
6. จำกัดคราว คือ วัด ๆ หนึ่งรับกฐินได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น
7. เป็นพระบรมพุทธานุญาต ทานอย่างอื่นทายกทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต เช่น มหาอุบาสิกาวิสาขาทูลขออนุญาตผ้าอาบน้ำฝน แต่ผ้ากฐินนี้พระองค์ทรงอนุญาตเอง นับเป็นพระประสงค์โดยตรง

ชนิด ของกฐินในประเทศไทย
ตามพระวินัยแล้ว ไม่ได้จำแนกการทอดกฐิน (การถวายผ้ากฐินแก่พระสงฆ์) ออกเป็นชนิด ๆ ไว้แต่อย่างใด คงกล่าวแต่เพียงในส่วนการทำหรือรับผ้ามากรานกฐินของพระสงฆ์เท่านั้น แต่หากพิจารณาจากประเพณีที่นิยมปฏิบัติในปัจจุบัน คงพอจำแนกชนิดของการทอดกฐินได้คือ
จุลกฐิน คือ คำเรียกการทอดกฐินที่ต้องทำด้วยความรีบด่วน โดยต้องอาศัยความสามัคคีของผู้ศรัทธาจำนวนมาก เพื่อผลิตผ้าไตรจีวรให้สำเร็จด้วยมือภายในวันเดียว กล่าวคือ ต้องเริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ตัดเย็บ ย้อม และถวายให้พระสงฆ์กรานกฐินให้เสร็จภายในเวลาเช้าวันหนึ่งจนถึงย่ำรุ่งของอีก วันหนึ่ง ดังนั้นโบราณจึงนับถือกันว่าการทำจุลกฐินมีอานิสงส์มาก เพราะต้องใช้ความอุตสาหพยายามมากกว่ากฐินแบบธรรมดา (มหากฐิน) ภายในระยะเวลาอันจำกัด โดยจุลกฐินนี้ปัจจุบันมักจัดเป็นงานใหญ่ มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก     ประเพณีการทอดจุลกฐินนี้เป็นประเพณีที่พบเฉพาะในประเทศไทยและลาว ปัจจุบันประเพณีการทำจุลกฐินนิยมทำกันเฉพาะชุมชนทางภาคเหนือและอีสานเท่า นั้น โดยอีสานจะเรียกกฐินชนิดนี้ว่า “กฐินแล่น” (จุลกฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก)
สาเหตุประการหนึ่งที่มีการทำจุลกฐิน เนื่องมาจากกำหนดการกรานกฐินนั้นมีระยะเวลาจำกัด และพระสงฆ์ไม่สามารถขวนขวายดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผ้ากฐินเองได้ เพราะจะทำให้กฐินเดาะ (สังฆกรรมเสีย) จึงอาจมีบางวัดที่ใกล้กำหนดหมดฤดูกฐินแต่ยังไม่มีผู้นำผ้ากฐินมาถวาย  ทำให้ในสมัยก่อนเมื่อใกล้เดือน ๑๒ (หมดฤดูกฐิน) มักจะมีผู้ศรัทธาตระเวนไปตามวัดต่าง ๆ เมื่อเจอวัดที่ยังไม่ได้รับถวายผ้ากฐิน จึงต้องเร่งรีบขวนขวายจัดการทำผ้ากฐินให้เสร็จทันฤดูกฐินหมด ซึ่งบางครั้งอาจเหลือเวลาแค่วันเดียว จึงต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งชุมชน ในการร่วมกันจัดทำผ้าไตรจีวรให้สำเร็จก่อนหมดฤดูกฐิน (เพราะสมัยก่อนไม่มีผ้าไตรจีวรสำเร็จรูปสำหรับขาย) การร่วมมือกันจัดทำจุลกฐินดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสร้างความ สามัคคีของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี  บางครั้งหากผู้ที่อยากจะทำบุญ ทราบว่าเหลือวัดที่ตกค้างยังไม่ได้รับกฐิน จริงๆ  จะเกิด กฐินโจรขึ้นซึ่งจะคล้ายกับจุลกฐินแต่พิธีการไม่ยุ่งยากเท่า?คือ จู่ๆก็ไป?สันนิษฐานว่ามักทำกันแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว?ที่เรียกว่ากฐินโจร ไม่บอกกล่าวให้ทางวัดรู้ล่วงหน้า
มหากฐิน เป็นศัพท์ที่เรียกเพื่อหมายความถึงการทอดกฐินที่มีบริวารกฐินมาก ไม่ต้องทำโดยเร่งรีบเหมือนจุลกฐิน มหากฐินคือกฐินที่ทอดถวายตามวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบัน ที่จะมีการรวบรวมจตุปัจจัยไทยธรรมและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นเครื่องประกอบในงานกฐินถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป (มหากฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก) โดยมหากฐินนั้นอาจเป็นกฐินที่มีเจ้าภาพเพียงคนเดียวหรือกฐินสามัคคีก็ได้
กฐินหลวง เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง หรือทรงโปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จไปพระราชทานแทน กฐินหลวงนี้จัดเครื่องพระราชทานด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และบางครั้งมีการจัดพิธีแห่เครื่องกฐินพระราชทานอย่างใหญ่ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือกระบวนพยุหยาตราสถลมารถ แล้วแต่พระราชประสงค์ (ในปัจจุบันคงการเสด็จพระราชดำเนินทรงถวายผ้าพระกฐินอย่างพิธีใหญ่นั้น คงเหลือเพียงโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคเท่านั้น)

กฐินหลวงในปัจจุบันมีเพียง 16 วัดเท่านั้น เช่น วัดพระเชตุพนวิมล มังคลาราม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เป็นต้น
กฐินต้น เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานยังวัดราษฎร์เป็นการส่วนพระองค์

กฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ หน่วยงาน สมาคม หรือเอกชน ให้ไปทอดยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร (ในปัจจุบันกรมการศาสนารับผิดชอบจัดผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินถวาย)

กฐินราษฎร์ คือกฐินที่ราษฏรหรือประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธาจัดถวายผ้ากฐิน และเครื่องกฐินไปถวายยังวัดราษฎร์ต่าง ๆ โดยอาจแบ่งออกเป็นจุลกฐิน และมหากฐิน (กฐินสามัคคี) ในปัจจุบันกฐินราษฎร์ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า กฐิน สามัคคี ผู้เป็นประธานหรือเจ้าภาพในการทอดกฐินจะให้ความสำคัญกับการรวบรวม (เรี่ยไร) เงินและสิ่งของเพื่อเข้าประกอบเป็นบริวารกฐินมากกว่า เพราะวัดสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้ และเนื่องจากการถวายผ้ากฐินเป็นกาลทาน จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นงานสำคัญประจำปีของวัดต่าง ๆ โดยทั่วไปในประเทศไทย

ชมรถไฟของไทย

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เซอร์แอนดรู คลาก และบริษัทปันชาร์ด แมกทักการ์ด โลเธอร์ ดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างทางรถไฟจาก กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ และมีทางแยกตั้งแต่เมืองสระบุรี – เมืองนครราชสีมาสายหนึ่ง จากเมืองอุตรดิตถ์ – ตำบลท่าเดื่อริมฝั่งแม่น้ำโขงสายหนึ่ง และจากเมืองเชียงใหม่ไปยังเชียงราย เชียงแสนหลวงอีกสายหนึ่ง โดยทำการสำรวจให้แล้วเสร็จเป็นตอน ๆ รวม 8 ตอน ในราคาค่าจ้างโดยเฉลี่ยไม่เกินไมล์ละ 100 ปอนด์ ทั้งสองฝ่ายลงนามในสัญญา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2430
เมื่อได้สำรวจแนวทางต่าง ๆ แล้ว รัฐบาลพิจารณาเห็นว่าจุดแรกที่สมควรจะสร้างทางรถไฟเชื่อมกับเมืองหลวงของไทย ก่อนอื่น คือ นครราชสีมา ดังนั้นในเดือนตุลาคม 2433 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งกรมรถไฟขึ้น สังกัดอยู่ในกระทรวงโยธาธิการมีพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นเสนาบดี และนาย เค. เบ็ทเก ( K. Bethge ) ชาวเยอรมัน เป็นเจ้ากรมรถไฟ

จากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้ก ระทรวงโยธาธิการว่าจ้าง มิสเตอร์ จี. มูเร แคมป์เบลล์ สร้างทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯถึงนครราชสีมา เป็นสายแรก เป็นทางขนาดกว้าง 1.435 เมตร และได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีกระทำพระฤกษ์ เริ่มการสร้างทางรถไฟ ณ บริเวณย่านสถานีกรุงเทพ เมื่อวันที่ 09 มีนาคม พ.ศ.2434  โดยมีการดำเนินการก่อสร้างเป็นระยะ ดังนี้

9 มีนาคม 2434         เริ่มสร้าง สายรถไฟ กรุงเทพ นครราชสีมา ทางรถไฟขนาด กว้าง 1,435 เมตร ตามมาตรฐานยุโรป
1 พฤศจิกายน 2440   เริ่มสร้าง สายรถไฟ จากชุมทางบ้านภาชี ถึงแก่งคอย ระยะทาง  53 กิโลเมตร เปิดเดินรถไฟ
3 มีนาคม 2440         เริ่มสร้าง สายรถไฟ จากแก่งคอย ถึงมวกเหล็ก
25 พฤษภาคม 2442   เริ่มสร้าง สายรถไฟ จากมวกเหล็ก ถึงปากช่อง

การเดินทางไปมอหลักหิน สำหรับเข้าไปดูหรือไหว้ศาล สามารถเดินทางได้ สองทาง คือ
เส้นทางที่หนึ่ง เข้าทางปางอโศก เมื่อขับรถยนต์ ข้ามทางรถไฟ ไป ประมาณ  50 เมตร ท่านจะพบ ถนนลาดยาง ให้เลี้ยวซ้ายมือไป ระยะ ทางประมาณ 2 กม. จะมองเห็นป้าย  เขียนว่ามอหลักหิน
หรือถ้าท่านขับรถยนต์ผ่านจุดนี้มุ่งหน้าปากช่อง เมื่อเลยปั้มน้ำมัน ปตท. ระยะทาง ประมาณ 200 เมตร ใกล้ปากทางเข้า มีบ้านอยู่หนึ่งหลังเลี้ยวซ้ายเข้าไปเป็นถนนคอนกรีต จะมีทางเลี้ยวซ้ายเข้าไป ทางค่อนข้างแคบ เมื่อเข้าไปแล้ว ข้ามทางรถไฟ ระยะทางประมาณ  100 เมตร ให้เลี้ยว
ขวาไประยะทางประมาณ 200 เมตร จะเห็นป้ายมอหลักหินเหนือถนน   ซึ่งหากใครไปเที่ยวฟาร์มโชคชัย หรือเดินทางผ่านมาบริเวณนี้ก็ อย่าลืมแวะมาสักการะ บูชา กราบไหว้รำลึกถึง คุณาประการต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ครับ

แต่เมื่อการก่อสร้างมาถึง บริเวณสถานีรถไฟกลางดง  ช่วงหลัก กม.ที่ 160.03 การสร้างรางรถไฟบริเวณนี้ เป็นป่าดงดิบ มีไข้ป่า ประกอบกับความเชื่อต่าง ๆ เมื่อผ่านดงพญาไฟ คนงานวิศกรต้องสังเวยชีวิตไปมากมาย  เมื่อไปตัดต้นไม้ต้นใหญ่ๆ จึงต้องทำพิธี อัญเชิญตราแผ่นดิน ไปประทับตามต้นไม้ที่จะโค่น  และจากปัญหาตรงนี้เอง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เสด็จไปทอดพระเนตร  และลงเดินเท้า ที่ปลายรางรถไฟที่สร้างไปถึงที่นั่น เมื่อวันที่ื 21 ธันวาคม 2441 ซึ่งก็ได้แก่ บริเวณ “มอหลักหิน” นี่เอง

ประวัติการก่อตั้งการรถไฟแห่งประเทศไทย

ก่อนที่การรถไฟหลวงจะถือกำเนิดขึ้นนั้นในปีพุทธศักราช 2398 รัฐบาลสหราชอาณาจักรอังกฤษให้ เซอร์ จอห์น เบาริง (Ser John Bowring) พร้อมด้วย มิสเตอร์ แฮรี่ สมิท ปาร์ค (Mr. Harry Smith Parkes) เดินทางเข้ามาเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาทางราชไมตรีฉบับที่รัฐบาลอังกฤษ ทำไว้กับรัฐบาลไทยเมื่อ วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2369

ซึ่งในกาลนั้น มิสเตอร์ แฮรี่ สมิท ปาร์ค ได้นำสนธิสัญญาฉบับใหม่ออกไปประทับตราแผ่นดินอังกฤษ แล้วนำกลับมาแลกเปลี่ยนสนธิสัญญากับฝ่ายไทย กับอัญเชิญพระราชสาส์น และเครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระนางวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษเข้า มาเพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

อาทิ รถไฟจำลองย่อส่วนจากของจริงประกอบด้วย รถจักรไอน้ำ และรถพ่วงครบขบวน เดินบนรางด้วยแรงไอน้ำทำนองเดียวกับรถใหญ่ที่ใช้อยู่ในเกาะอังกฤษ(ขณะนี้ รถไฟเล็กได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ) ราชบรรณาการในครั้งนั้นสมเด็จพระนางวิคตอเรีย ทรงมีพระราชประสงค์จะให้เป็นเครื่องดลพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ให้ทรงคิดสถาปนากิจการรถไฟขึ้นในราชอาณาจักรไทย แต่เนื่องจากในขณะนั้นภาวะเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในฐานะไม่มั่นคง และมีจำนวนพลเมืองน้อย กิจการจึงต้องระงับไว้

บินไปพม่า

ท่องเที่ยว
ในช่วงของตอนบ่ายวันที่ 19 สิงหาคม ได้ไปที่เคาน์เตอร์ N ของสายการบิน
Myanmar Airway International (M.A.I) คุณโหน่ง (ผู้ชาย) ได้เดิน
ตรงดิ่งมาหาพร้อมทั้งได้นำใบเข้าเมืองทั้งของไทยและพม่าเขียนมาให้เรียบร้อย
คุณโหน่งเป็นไกด์มาจากบริษัท (Spirit of the world) ซึงบริษัทที่เรา
ติดต่อในตอนแรกช่วงเวลาที่เรามานั้นมีเราเพียงคนเดียวเขาจึงได้พามารวม
กับบริษัทของคุณโหน่ง รวมทั้งเราก็เป็น 10 คนพอดี เริ่มต้นการเดินทางครับ
หลังจากกลับฮ่องกง เห็นว่าตัวเองเดินขึ้นไปไหว้พระใหญ่โปลิน
ที่ฮ่องกงได้ จึงเห็นว่าตอนนี้ยังพอไปได้นี่นา จึงคิดที่จะไปพม่า
ซึ่งไม่เคยไปมาก่อนเลย อยากจะไหว้พระเจดีย์ชเวดากอง ให้เห็น
กับตาว่าสวยมากแค่ไหน จึงได้เปิดเวป เห็นบริษัีททัวส์ เยอะแยะ
ไปหมด แต่ที่น่าสนใจคือที่บริษัท Bond street เห็นน่าสนใจ
ราคาก็ไม่แพงราคา 14,900 รวมทุกอย่าง เว้นอย่างเดียวคือทิป
ที่จะให้กับคนแบกเสลี่ยงขึ้นเขาไปเที่ยวพระอินทร์แขวน กับค่าไกด์
ชาวพม่้าเท่านั้นเอง แต่เราไปคนเดียวนอนคนเดียวจึงต้องเสียค่าแพง
ขึ้นมาอีก 3,500 รวมแล้วก็คงมากกว่าคนอื่นแน่นอน เพราะไม่มีใคร
มาด้วยโดยให้เหตุผลว่าตอนนี้เป็นฝนตกเกรงว่าจะเที่ยวไม่สนุก แต่เรา
กลับไม่คิดเช่นนั้น ยิ่งมีฝนตกก็ยิ่งสนุกทำให้เพิ่มรสชาติขึ้นมาอีกนะซิ

พอผ่าน ตม. และตรวจร่างกายเพื่อขึ้นเครื่องก็มาถึง
เกษียรสมุทรโดยมี พระวิษณุ เป็นองค์ประธาน ในการที่จะได้มาถึงน้ำอมฤต

น้ำอมฤตนี้ เป็นสิ่งที่อมตะ มั่งคง ยืนยงสถาพร เช่นเดียวกับ
สุวรรณภูมิ อันเป็นแผ่นดินทอง ความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง
มั่นคง เป็นอมตะ ความหมายก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีที่สิ้นสุด

เข้ามาถึงรอขึ้นเครื่อง หากท่านได้เคยไปชมนานาสาระ
เรื่องเกี่ยวกับเครื่องบิน ดูลัีกษณะเครื่องซึ่งกระจกด้านหน้า
ที่อยู่ติดกับลำตัวเครื่อง บานสุดท้ายจะเห็นลักษณะด้านบนเป็น
เหมือนกับถูกมุมตัดออก และปลายปีกด้านเป็นหัวลูกศร นี่แหละ
คือเครื่องของบริษัทบัส ลำเล็กเช่นนี้ก็จะเป็น A320 หรือ A319

ขึ้นมาบนเครื่อง พนักงานบนเครื่องรับรองของ
สารการบิน เมียนม่า แอรเวย์สวัสดีทักทายผู้โดยสาร
ด้วยการมอบผ้าร้อน ให้กับผู้โดยสารก่อนเครื่องเดินทาง

ทั้งสองภาพเป็นเครื่องบินจากประเทศไทยกำลังมุ่งตรงไปยังประเทศพม่า
จากนั้นพนักงานบนเครื่องก็ได้มอบน้ำใจจาก (M.A.I)
คืออาหารและเครื่องดื่ม ที่มองเห็นด้านหน้าคือคุณโหน่ง ไกด์ของเรา

อาหารก็ใช้ได้โดยเฉพาะแซนวิสอร่อย
แทนการหิวได้ มีขนมและผลไม้ ทั้งกาแฟและเครื่องดื่ม

เครื่องแจ้งให้ทราบว่ากำลังจะลงประเทศพม่าแล้ว ฝนกำลังตกน่าดู

มาถึงประเทศพม่าแล้ว ได้พบกับไกด์ของพม่า
ก็คงจะไปเที่ยวตอนนี้เลย แม้ฝนจะตกอย่างไรก็ต้องไป
คุณอ่อง(ไกด์)บอกว่าเดี๋ยวไปเที่ยวไม่ครบ มีร่มไม่้ต้องห่วง

เที่ยวตลาดน้ำ

กินเที่ยว

ชุมชนบ้านต้นตาล เป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์มานานกว่า 200 ปี เป็นตลาดน้ำขนาดใหญ่มาก ทำโคมไฟเป็นดาวรุ่งชักโคมไฟสำหรับหนุ่มสาว สองคนคือ ท้าวมโหสถและนางเขียวค่อม ที่กำลังจะแต่งงานกัน แต่ต้องสร้างถนนให้มาจดกันก่อนดาวรุ่งขึ้นและให้ตรงกันด้วย ทั้งคู่ก็สร้างถนนมา แต่ยังไม่ได้จดกัน ก็มีคนชักโคมไฟที่ดงกระทงยามขึ้น ทั้งคู่เลยไม่ได้แต่งงานกัน ดังนั้นจึงเรียกว่า “ดงกระทงยาม” มาจนถึงทุกวันนี้  ปัจจุบัน อบต.ดงกระทงยาม มีทั้งหมด 11 หมู่บ้าน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปชมวิถีชีวิตและกิจกรรมต่างๆของชุมชน เป็นชุมชนที่อพยพมาจาก อำเภอเชียงแสน เชียงราย เมื่อ พ.ศ.2347 ซึ่งในขณะนั้นเมืองเชียงแสนอยู่ในครอบครองของพม่า     กองทัพจากกรุงเทพฯ นำโดยรัชกาลที่ 1 พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ส่งทหาร 3 เหล่าทัพจาก เชียงใหม่ ลำปาง และเชียงราย ไปรบเพื่อเอาเมืองเชียงแสนคืน    เมื่อล้อมเมืองเชียงแสนสำเร็จ มีชัยชนะเหนือทหารพม่า กองทัพได้ไล่พม่าออกจากเมืองและทำการเผาเมืองเชียงแสนเสีย เพื่อไม่ให้พม่าแฝงตัวเข้ามาปะปน ซ่องสุม และกลับมาใช้ เมืองเป็นที่ตั้งอีกครั้ง   คนไทยเชื้อสายจีนชื่อ นายเต็กเอี๋ยว แซ่ตั้ง มีภรรยาเป็นชาวบ้านท้ายดงชื่อ นางนิ่มนวล มีบุตรธิดา 4 คน เป็นหญิง 2 คน ชาย 2 คน นายเต็กเอี๋ยว ประกอบอาชีพการทำตะกร้อสำหรับใช้ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยว ตะแกรงสำหรับใช้ตักของทอดหรือต้ม และได้สอนให้คนในหมู่บ้านดงกระทงยามทำ ซึ่งตอนแรกๆก็ทำใช้เอง จึงได้ทำการอพยพชาวเชียงแสนทั้งหมดออกมา ให้มาตั้งรกรากใหม่เป็นชุมชนที่อยู่ในเขตภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดราชบุรี และสระบุรี สำหรับบ้านต้นตาลนั้น มีผู้อพยพมาอยู่ประมาณ 23,000 คน แบ่งเป็น 5 ส่วน ประกอบด้วย เชียงใหม่ ลำปาง เชียงราย ลำพูน และน่าน บางส่วนไปเวียงจันทร์และส่วนหนึ่งเดินทางมาบางกอก เพื่อปลูกบ้านแปลงเมืองใหม่ โดยอาศัยอยู่ริมแม่น้ำป่าสักทั้ง 2 ฝั่ง ปัจจุบันคนเชียงแสนที่เกิดในสระบุรี มีจำนวนหลักแสนคน และมีจำนวนมากที่สุดที่ อ.เสาไห้