เที่ยววัดหลวงพ่อคูณ

ท่องเที่ยว

หลวงพ่อคูณได้อุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ พัทธสีมาวัดถนนหักใหญ่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2487  (หนังสือบางแห่งว่า ปี 2486) ตรงกับวันศุกร์ เดือน 6 ปีวอก โดยพระครูวิจารย์ดีกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอด่านขุนทด เป็นพระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ คือพระอาจารย์สุข วัดโคกรักษ์ หลวงพ่อคูณได้รับฉายาว่า ปริสุทโธ
หลังจากที่หลวงพ่อคูณอุปสมบทเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อแดง วัดบ้านหนองโพธิ์ ต.สำนักตะคร้อ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา  (บางตำรากล่าวว่าเมื่อบรรพชาแล้วได้เล่าเรียนกับหลวงพ่อคง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดถนนหักใหญ่ก่อน แล้ว หลวงพ่อคงจึงนำไปฝากกับหลวงพ่อแดง)

เวลาล่วงเลยนานพอสมควร กระทั่งหลวงพ่อคงเห็นว่า ลูกศิษย์ของตนมีความรอบรู้ชำนาญการปฏิบัติธรรมดีแล้ว จึงแนะนำให้ออกธุดงค์จาริกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ฝึกปฏิบัติธรรมเบื้องสูงต่อไป แรก ๆ หลวงพ่อคูณก็ธุดงค์ จาริกอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นจึงจาริกออกไปไกล ๆ กระทั่งถึงประเทศลาว และประเทศเขมร มุ่งเข้าสู่ป่าลึก เพื่อทำความเพียรให้เกิดสติปัญญา เพื่อการหลุดพ้น จากกิเลส ตัณหา และอุปทานทั้งปวง หลวงพ่อคูณ เป็นพระชาวบ้านที่เข้าถึงมวลชนทุกระดับชั้น ตั้งแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน นักการเมืองไปจนถึงชาวบ้าน ด้วยท่านมีเมตตามหานิยม มีวิธีการสั่งสอนที่ตรงไปตรงมาง่ายแก่การเข้าใจ
วัดบ้านไร่เดิมเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ ที่มีมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2436 ในช่วงรัชกาลที่ 5 โดยมีพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกได้มีการก่อสร้างศาสนอาคารต่างๆ ขึ้น  และมีพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ) เป็นเจ้าอาวาสปัจจุบัน
หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ   เป็นชาวบ้านไร่  ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมาโดยกำเนิด ได้ถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2466 (บางตำราว่าวันที่ 4 ตุลาคม) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีกุน ในครอบครัวของชาวไร่ชาวนา   สมัยที่หลวงพ่อคูณอยู่ในวัยเยาว์ 6-7 ขวบ ได้เข้าเรียนหนังสือ กับพระอาจารย์เชื่อม วิรโธ  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้น กับ พระอาจารย์ฉาย และพระอาจารย์หลี โดยเรียนทั้งภาษาไทย และภาษาขอม ที่วัดบ้านไร่นี่เอง และถือว่าเป็นสถานการศึกษาแห่งเดียวในหมู่บ้าน มิได้มีโรงเรียนทำการสอนเช่นในสมัยปัจจุบัน นอกจากเรียนภาษาไทยและขอมแล้ว พระอาจารย์ทั้ง 3 ยังมีเมตตาอบรมสั่งสอนวิชา คาถาอาคม เพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ให้แก่หลวงพ่อคูณด้วย นับว่าหลวงพ่อคูณรู้วิชาไสยศาสตร์มาแต่เยาว์วัย

หลังจากที่พิจารณาเห็นสมควรแก่การปฏิบัติแล้ว หลวงพ่อคูณจึงออกเดินทางจากประเทศเขมรสู่ประเทศไทย เดินข้ามเขตด้านจังหวัดสุรินทร์ สู่จังหวัดนครราชสีมา กลับบ้านเกิดที่บ้านไร่  และได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ในเวลาต่อมา  จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุทาง พระพุทธศาสนา ในช่วงที่หลวงพ่อคูณเป็นเจ้าอาวาส วัดบ้านไร่ได้มีการพัฒนามากที่สุด โดยเริ่มสร้างอุโบสถ พ.ศ.2496  โดยชาวบ้านได้ช่วยกันเข้าป่าตัดไม้ ซึ่งในสมัยก่อนมีอยู่มาก การตัดไม้ในสมัยนั้น ไม่ค่อยสะดวกนัก เพราะไม่มีเครื่องจักร ไม่มีถนน กว่าจะได้ไม้ที่เลื่อยแปรสภาพสำเร็จแล้ว ต้องเผชิญกับการขนย้ายที่ยากลำบาก โดยอาศัยโคเทียมเกวียนบ้าง ใช้แรงงานคนลากจูง บนทางที่แสนทุรกันดาร เนื่องจากถนนทางเกวียนนั้นเป็นดินทรายเสียส่วนใหญ่ เมื่อต้องรับน้ำหนักมากก็มักทำให้ล้อเกวียนจมลงในทราย การชักจูงไม้แต่ละเที่ยวจึงต้องใช้เวลาถึง 3-4 วัน

ภาพซ้าย ภาพจำลองการก่อสร้างพระอุโบสถ      ภาพขวา พระอุโบสถเมื่อสร้างเสร็จแล้ว

แต่กระนั้นหลวงพ่อก็สามารถนำชาวบ้านช่วยกันสร้างพระอุโบสถจนสำเร็จ (ปัจจุบันได้รื้อลงแล้ว และก่อสร้างหลังใหม่แทน) นอกจากสร้างพระอุโบสถแล้ว หลวงพ่อยังสร้างโรงเรียน กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งขุดสระน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค ยังความสะดวกสบาย และความเจริญในบ้านไร่ยิ่งนัก แม้ปัจจุบันจะไม่ได้เห็นสิ่งดังกล่าว เนื่องจากหลวงพ่อได้เปลี่ยนสิ่งก่อสร้างดังกล่าวทั้งหมด มาเป็นปูนเป็นอิฐให้สวยงามและทนทานยิ่งขึ้น

นอกจากการก่อสร้างอุโบสถแล้ว หลวงพ่อคูณยังสร้างกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำไว้เพื่ออุปโภคและบริโภค และที่สำคัญยังสร้างโรงเรียนไว้เพื่อเด็กบ้านไร่อีกด้วย นอกเหนือจากนั้น ด้วยมีผู้ศรัทธาจากทั่วประเทศได้ร่วมถวายวัตถุปัจจัยเป็นเงินมหาศาล หลวงพ่อยังได้นำเงินบริจาคต่างๆ ที่ได้มา ก่อตั้งเป็นมูลนิธิหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เพื่อกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น สร้างโรงพยาบาล โรงเรียน หอสมุด เป็นต้น
ปัจจุบัน วัดบ้านไร่  ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของจังหวัดนครราชสีมา มีพุทธศาสนาสนิกชนเป็นจำนวนมาก เดินทางมาที่วัดบ้านไร่แห่งนี้ เพื่อสักการะหลวงพ่อคูณ และหวังจะให้หลวงพ่อคูณเคาะหัวเพื่อเป็นศิริมงคลซักครั้ง
สำหรับท่านที่จะมาเที่ยววัดบ้านไร่ เนื่องจากวัดนั้นมีขนาดพื้นที่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นสิ่งปลูกสร้างใหม่ และกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ทาง KHAOYAIZONE  จึงได้ขอเป็นไกด์นำเที่ยวในครั้งนี้ โดยเริ่มต้นจาก
1.      พระอุโบสถ ที่เป็นทั้งโบสถ์และศาลาการเปรียญในศาสนสถานเดียวกัน สวยงาม ทั้งในเรื่องของวัสดุ ลวดลายแกะสลัก และประโยชน์ต่อการใช้สอย และเป็นที่จำพรรษาของหลวงพ่อคูณด้วย โดยพระอุโบสถนั้นแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นบนเป็นโบสถ์ และชั้นล่างเป็นศาลาการเปรียญ ซึ่งชั้นล่างนี้จะเป็นสถานที่ที่ลูกศิษย์ลูกหา และนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะสักการะหลวงพ่อคูณ สามารถเข้าสักการะได้ที่นี่

เที่ยวปากช่อง

เดินทางโดยรถไฟ

สำหรับผู้ที่ไม่เร่งรีบ และต้องการชมบรรยากาศสองข้างทาง(เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมง) มีรถไฟออกจากสถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ไปนครราชสีมาทุกวัน

ซึ่งเส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางสายประวัติศาสตร์ เป็นเส้นทางรถไฟสายแรกของประเทศไทย รถไฟจะเคลื่อนผ่านเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ทุ่งทานตะวัน  ผาเสด็จ อำเภอปากช่อง อ่างเก็บน้ำลำตะคอง และมุ่งสู่จังหวัดนครราชสีมา ที่มีบรรยากาศสองข้างทางสวยงามมาก การเดินทางไปอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว
เริ่มต้นจากเส้นถนนพหลโยธิน ผ่านรังสิต วังน้อย หนองแค หินกอง ถึงสระบุรี เลี้ยวขวาเข้าถนนมิตรภาพ ผ่านทับกวาง แก่งคอย มวกเหล็ก กลางดง จะถึง ปากทางเข้าอำเภอปากช่อง เลี้ยวซ้ายจะเข้าอำเภอปากช่อง ถ้าตรงไปอีกหน่อยจะมีทางต่างระดับเลี้ยวซ้ายแล้ววนขวาไปถนนธนะรัชต์ มุ่งตรงสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เดินทางโดยรถตู้   มีให้เลือกผู้ประกอบการ  2 เจ้า ได้แก่

1.    จำนงค์รถตู้ (รถตู้ป้าจำนงค์)   ค่ารถ 160 บาท/คน ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง รถออกทุกวัน

กรุงเทพ – ปากช่อง (สำหรับขาไป)  ขึ้นรถข้างสวนสันติภาพ ซ. 3 (เทวดาพลาซ่า) อนุสาวรีย์ชัยฯ รถออกทุก 1 ชั่วโมง ( 06.00-20.00 น.)

แผนที่สวนสันติภาพ อนุสาวรีย์ชัยฯ

ปากช่อง – กรุงเทพฯ (สำหรับขากลับ)  ท่ารถอยู่ที่อาคารดิโฮมทาวน์ ตรงข้ามตลาดไนท์ สี่แยกไฟแดงใหญ่ปากช่อง รถออกทุก 1 ชั่วโมง เวลา (05.00-19.00 น.)

นอกจากวิธีการเดินทางแบบธรรมดาแบบข้างต้น จำนงค์รถตู้ยังมีบริการพิเศษรับส่งจากกรุงเทพฯ ถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ต้องการ ยินดีให้เหมารถได้ จองที่นั่งได้ รายละเอียดติดต่อโทร. ป้านงค์ 089-900-3097 ท่ากรุงเทพ 089-844-8254 ปากช่อง 089-616-1952

2.    เทวาดา รถตู้
กรุงเทพ – ปากช่อง (สำหรับขาไป)   ท่ารถกรุงเทพ ขึ้นจากอนุสาวรีย์ชัยฯ รถจอดที่ หน้าภัตตาคารพงหลี ราชวิถี ซอย 11 รถออกทุกชั่วโมงตั้งแต่เวลา 06:00น.-20:00น. คนละ 180 บาท  ลงหน้าตลาดเท-วา-ดา พลาซ่า ปากช่อง

ภัตราคารพงหลี อนุสาวรีย์ชัยฯ

ปากช่อง – กรุงเทพฯ (สำหรับขากลับ)  ท่ารถปากช่อง รถจอดที่ เท-วา-ดา พลาซ่า รถออกทุกชั่วโมงตั่งแต่ เวลา 05:00น.-19:00 น.

รายละเอียดติดต่อโทร 081-669-9858 ท่ากรุงเทพ 081-999-3707 ท่าปากช่อง 081-999-3606 และ 044-313-399

เดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง  จากกรุงเทพฯ

ซื้อตั๋วรถได้ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2   จุดขายตั๋วอยู่ชั้น 2    มีรถโดยสารธรรมดา และ รถปรับอากาศชั้น 1 และชั้น 2 โดยสายที่จะไปนครราชสีมา จะเรียกว่า สาย 21 (กรุงเทพฯ – นครราชสีมา) วิ่งให้บริการจาก กรุงเทพฯ มายังจังหวัดนครราชสีมา ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีบริษัทเอกชน ที่ได้รับสัมปทานเปิดบริการเดินรถโดยสารสาย 21 จำนวน 3 รายคือ

บริษัท ราชสีมาทัวร์ จำกัด  โทร. (กรุงเทพฯ) 02-936-1615, โทร. (นครราชสีมา) 044-245443

บริษัท แอร์โคราชพัฒนา จำกัด  โทร. (กรุงเทพฯ) 02-936-2252 , โทร. (นครราชสีมา) 044-252999

บริษัท สุรนารีแอร์ จำกัด

ส่วนใหญ่รถจะออกทุก 20นาที ใช้เวลาวิ่ง 2.15 ชม.

หมายเหตุ  รถโดยสารจะมีวิ่งสองเส้นทาง คือ วิ่งเข้าตัวอำเภอปากช่องจะเริ่มตั้งแต่เวลา 4.00 – 20.00 น. ขอลงที่อำเภอปากช่องได้ และจะมีรถด่วนพิเศษ ที่ไม่วิ่งเข้าตัวอำเภอปากช่อง มุ่งตรงไปจังหวัดนครราชสีมาเลย จุดนี้นักท่องเที่ยวจะต้องสอบถามทางพนักงานของรถให้ดี มิฉะนั้นอาจจะต้องลงระหว่างทาง หรือลงบริเวณห้างเทสโก้ โลตัส ปากช่อง แล้วขึ้นรถสองแถวเพื่อที่จะเข้าตัวเมืองเทศบาลเมืองปากช่อง

ขากลับ เนื่องจากอำเภอปากช่องอยู่กึ่งกลางระหว่างจังหวัดนครราชสีมากับกรุงเทพมหา นคร ขากลับจำเป็นจะต้องรอรถโดยสารที่วิ่งต้นสายมาจากจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉลี่ยแล้วรถโดยสารจะมาเที่ยวละประมาณ 45 นาที  ซึ่งสามารถซื้อตั๋วรถได้ที่ท่ารถ ซึ่งมีทั้งหมด 3 จุด ได้แก่
1.    ท่ารถหน้าร้านสะดวกซื้อแฮนดิมาร์ท
2.    ท่ารถข้างโรงแรมปากช่อง เจริญมิตรคอร์ท
3.    ท่ารถ บขส. หลังร้านข้าวต้มกากีนั๊ง

ล่องแก่งสุดหรรษา

แม่น้ำ

ปฐมบทแห่งการล่องแก่ง สำหรับผู้ที่ไม่เคยล่องแก่งมาก่อน เนื่องจากสายน้ำของแม่น้ำนครนายก อยู่ในระดับ 1-3  ความยากง่ายขึ้นอยู่กับฤดูกาล และสามารถล่องแก่งได้ตลอดทั้งปี

แม่น้ำนครนายก เป็น สายน้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไหลลงมากลายเป็นน้ำตกนางรอง ไหลมาบรรจบกับ แม่น้ำนครนายก ซึ่งไหลมาจากน้ำตกเหวนรก ภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กระแสน้ำไหลแรงในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ตุลาคมจุดเริ่มต้นของการล่องแก่งแม่น้ำนครนายกอยู่ที่บริเวณสะพานท่าด่าน โดยระยะเวลาในการล่องแก่งแม่น้ำนครนายกจะใช้เวลาประมาณ  2 ชั่วโมง

จุดเด่นของแม่น้ำสายนี้ คือ ตัวแก่งหินสามชั้น กระแสน้ำจะมีลักษณะไหลลดหลั่นกันลงมาคล้ายขั้นบันได เป็นแก่งที่สร้าง ความตื่นเต้น เร้าใจ ได้พอสมควร แก่งหินสามชั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการพายเรือแคนูหรือเรือคยัค นอกจากแก่งหินสามชั้นแล้ว ยังมีแก่งโขดคุ้งและเกาะแก่ง หลังจากผ่านแก่งต่าง ๆ แล้ว ความรุนแรงของกระแสน้ำจะลดลง

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของการล่องแก่งแม่น้ำนครนายก คือลำน้ำที่คดเคี้ยวตลอดเส้นทางการล่องทำให้เราได้มีโอกาส ฝึกการพายบังคับเรือยางหรือแคนู – คยัคให้เลี้ยวซ้ายขวาได้อย่างสนุกสนาน จนสิ้นสุดการล่องแก่ง ที่บริเวณวังยาว

กิจกรรมล่องแก่งเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว เชิงกีฬาและผจญภัยที่มีความสนุกสนาน ตื่นเต้น ท้าทาย  แต่ละสายน้ำมีลักษณะความยากง่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิประเทศของสายน้ำ  สำหรับผู้ที่จะไปล่องแก่งควรหาข้อมูลของสถานที่ที่จะไปก่อนล่วงหน้า เพื่อการเตรียมพร้อมมากที่สุด และควรเรียนรู้พื้นฐานของการล่องแก่ง เพื่อความปลอดภัย และสนุกสนานได้อย่างเต็มที่

ก่อนจะถึงตัวแก่งสามชั้นระยะทางไม่กี่เมตรจะถึงโค้งหักศอกก่อน นักล่องแก่งควรระมัดระวังตัว ตั้งใจพายให้ดีเมื่อถึงโค้งหักศอกนี้ เพราะต่อไปจะเป็นแก่งสามชั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นชั้นหินสามชั้น เทลาดเอียง ลงมาเป็นขั้นบันได ระยะทางยาวประมาณ 50 เมตร กระแสน้ำจะไหลวนลงมากระทบกับโขดหินน้อยใหญ่ที่จมอยู่ใต้น้ำ จนเกิดเป็นลูกคลื่นม้วนตัวเข้าหาหินสูงประมาณหนึ่งเมตร เป็นจุดท้าทายของนักพายเรือคยัคและแคนู ซึ่งจะมาประลองกำลังความสามารถกันที่บริเวณแก่งสามชั้นแห่งนี้ แก่งสามชั้นสร้างความตื่นเต้นเร้าใจในการล่องแก่งนี้ได้พอสมควรการล่องแก่ง นางรองนครนายก จะไปสิ้นสุดการล่องที่บริเวณ บ้านวังยาว

แก่งต่าง ๆ ที่จะล่องผ่าน
- แก่งโขดคุ้ง มีลักษณะเป็นโขดหินโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำในช่วงฤดูร้อน แต่จะจมลงไปในน้ำยามฤดูฝน
- เกาะแก่ง มี ลักษณะเช่นเดียวกันกับแก่งโขดคุ้งถ้าในช่วงฤดูร้อนจะมองเห็นเกาะแก่งนี้ แต่ถ้าอยู่ในช่วงฤดูฝน กระแสน้ำจะท่วมเกาะแก่งนี้จนไม่สามารถมองเห็นได้
- แก่งหินสามชั้น ถือว่าเป็นไฮไลท์ของการล่องแก่งนางรองนครนายก

พาเที่ยว ปราสาทโนนกู่

เดินป่า

ความน่าสนใจ :
เป็นศาสนสถานแบบศิลปะเขมร ที่ตั้งอยู่ในเมืองโคราฆปุระ ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่ได้รับอิทธิพลของขอมโบราณที่แผ่อิทธิพลเข้ามาถึง มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นโบราณสถานขนาดเล็กก่อด้วยอิฐและหินทรายควบคู่กัน  ประกอบด้วยปรางค์หลังเดี่ยวบนฐานสูง ด้านหน้ามีวิหารหันเข้าหาปราสาทประธานอยู่ 2 หลัง  มีบรรณาลัยสององค์ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว  มีซุ้มประตูเข้าออกทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก่อด้วยอิฐปนหินทราย  และ ที่ลานระหว่างวิหารทั้งสองนั้นพบโคนนทิหมอบในอาการเคารพปราสาทประธานอันเป็น ที่สถิตของพระศิวะมหาเทพ ตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดูในราวพุทธศตวรรษที่ 16  บริเวณนี้สภาพปัจจุบันเหลือเพียงซากฐานอาคาร เมื่อ พ.ศ.2502 กรมศิลปากรโดย นายมานิต วัลลิโภดม ได้ทำการขุดแต่งพบวัตถุโบราณหลายชิ้น เช่น ปรางค์จำลอง เทวรูปทวารบาล เป็นต้น ปัจจุบันวัตถุโบราณเหล่านี้ได้นำไปจัดแสดงที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย

การเดินทาง :
โดยรถยนต์ส่วนตัว จากอำเภอปากช่องใช้ทางหลวงหมายเลข 2 (นครราชสีมา-สระบุรี)  จนถึงกิโลเมตร ที่ 221-222 รวมระยะทางห่างจากตัวเมืองประมาณ 32 กิโลเมตร ก็จะถึงแยกเข้าอำเภอสูงเนินเลี้ยวเขาไปประมาณ 3 กม.จะพบทางเลี้ยวขวาข้างวัดญาณโศภิตวนาราม(วัดป่าสูงเนิน) เข้าไปอีกประมาณ 3 กม.จะพบปราสาทโนนกู่อยู่ทางด้านซ้ายมือ
โดยรถประจำทาง :   ต้องเหมารถมอเตอร์ไซด์หรือรถสองแถวจากอำเภอสูงเนินเข้าไป

เที่ยวตรัง กินติ่มซำ

กินเที่ยว

เมื่อครั้งอดีตที่การค้าขายเจริญรุ่งเรือง เป็นยุคทองของการค้า จีน เป็นอีกประเทศที่เข้ามาผูกสัมพันธ์ไมตรีด้านการค้า เรียกว่าเป็นขาประจำ บ้างก็มาเพื่อการค้าระยะสั้น ๆ บ้างก็มาแล้วตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองไทยไปเสียเลย จึงไม่แปลกที่วัฒนธรรมต่าง ๆ ของจีน จะถูกนำมาผสมผสานกลายเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นของหลาย ๆ พื้นที่ ไม่เว้นประเพณีการรับประทานอาหาร จนอาหารบางชนิดกลายเป็นอาหารท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อ หนึ่งในนั้นก็คือ ‘ติ่มซำ’

ติ่มซำ’ เป็นคำภาษากวางตุ้ง อันเป็นเมืองซึ่งริเริ่มทำอาหารประเภทนี้ หรือในภาษาจีนกลางเรียกว่า ‘เตี่ยนซิน’ แปลว่า อาหารว่าง หากเป็นชาวภูเก็ตบ้านเราก็จะเรียกว่า ‘เสี่ยวโบ๋ย’ ติ่มซำเป็นอาหารคำเล็ก ๆ ที่กินได้เรื่อย ๆ ซึ่งคนทำจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำจนได้เป็นติ่มซำรูปแบบต่าง ๆ ออกมาให้เลือกมากมาย

อีกหนึ่งจังหวัดในภาคใต้ ที่นิยมรับประทานติ่มซำเป็นอาหารเช้าควบคู่กับหมูย่างรสเด็ดขึ้นชื่อของ จังหวัด นั่นคือ จังหวัดตรัง จังหวัดที่มี ‘ต้นศรีตรัง’ พันธุ์ไม้มงคลพระราชทาน เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด ต้นศรีตรังนั้นมีดอกสีม่วงอ่อน ที่เมื่อถึงฤดูผลิดอกออกใบ ดอกจะเต็มต้นแทนที่ใบไม้สีเขียว ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมา ต้องตกอยู่ในมนต์เสน่ห์ดั่งซากุระเมืองไทยเลยทีเดียว นอกจากความงดงามของดอกไม้ที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติของจังหวัด ตรังแล้ว วันนี้ทีมงานจะพาท่านผู้อ่าน ไป ‘นั่งกินติ่มซำ จิบน้ำชา กาแฟ’ พร้อมชมดอกศรีตรังที่บ้านสะพรั่งทั้งเมืองกันค่ะ

ร้านเรือนไทยติ่มซำ ซึ่งถือเป็นร้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง และคุณภาพอาหารก็ยังครองใจคนตรัง พิสูจน์ได้จากจำนวนลูกค้าที่แน่นขนัดในยามเช้าเรื่อยไปจนถึงยามสาย อย่าตกใจถ้าคุณต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีกับผู้คนจำนวนมาก ก่อนที่จะได้ลิ้มลองความอร่อยของอาหารเช้าชาวตรัง ณ ที่แห่งนี้

แต่ระหว่างรอโต๊ะว่างนั้นเรามีตำนานของติ่มซำมาฝากผู้อ่านหลายตำนานด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น……

ตำนานที่ว่ามีผู้ใช้แรงงานในสมัยก่อนคนหนึ่งได้คิดที่จะทำอาหารไว้กิน เล่น โดยนำแป้งมานวดแล้วก็ปั้นให้พอดีคำ เพราะว่าเป็นของแปลกใหม่ ทำให้ในสมัยนั้นขนมชนิดนี้จึงได้รับความนิยมมากในหมู่ชาวบ้าน ชื่อเสียงดังจนฮ่องเต้ทรงเรียกกรรมกรผู้นั้นไปทำให้เสวย แล้วก็ทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก จึงให้กรรมกรคนนั้นเข้ามาเป็นพ่อครัวประจำวังหลวงเลยทีเดียว และตั้งแต่นั้นมาก็ได้รับความนิยมไปทั่ว มีการดัดแปลงใส่ไส้ต่าง ๆ เพิ่มลงไป

หรืออีกตำนานที่ว่าเมื่อก่อนมีคาราวานพ่อค้าเดินทางผ่านมาเส้นทางสายไหม และมักจะหยุดพักผ่อนตามร้านน้ำชาที่มีอยู่ทั่วไปบนถนนสายนี้ พอหยุดพักทีนอกจากดื่มน้ำชา แล้วก็ยังสั่งอาหารว่างเพื่อกินคู่กับน้ำชาอีกด้วย ทำให้บรรดาพ่อค้าร้านน้ำชาต้องคิดหาอาหารกินเล่นต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อรองรับ และนี่ก็ทำให้เป็นที่มาของติ่มซำที่กลายเป็นอาหารที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน

จากตำนานและที่มาดังกล่าวจึงส่งผลให้ทางตอนใต้ของประเทศไทยเรา มีร้านอาหารเช้าประเภทติ่มซำจำนวนมาก เนื่องมาจากการทำการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงการอพยพของชาวต่างชาติที่เข้ามายังประเทศไทยตั้งแต่สมัยก่อนนั่นเอง และร้านติ่มซำที่เราได้ยืนรอคิวอยู่เบื้องหน้านี้ก็เป็นผลพวงมาจากตำนานดัง กล่าว

“เชิญครับ” เสียงแว่วมาจากชายหนุ่มด้านข้างของเราดังขึ้น… ในที่สุดเราก็ได้โต๊ะว่างแล้วค่ะ

‘ร้านเรือนไทยติ่มซำ’ แห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณถนนเพลินพิทักษ์ ในตัวเมืองจังหวัดตรัง ภายในร้านถูกตกแต่งให้โล่ง สะอาดตา สบายใจ แบบจีนสมัยใหม่ ต้อนรับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มาเป็นครอบครัว ไปจนถึงมาเป็นคณะ คุณธีระศักดิ์ จึงจงจิตต์ เจ้าของร้านเรือนไทยติ่มซำ บอกเล่าให้เราฟังว่า “ร้านผมเปิดมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบร้านตามยุคตามสมัย แต่สิ่งหนึ่งที่ทางร้านให้ความใส่ใจนั่นคือ รสชาติและรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของติ่มซำ คือ อาหารที่จัดใส่ในจานขนาดเล็ก เมื่อลูกค้าเลือก ก็จะนำไปนึ่งในเข่งไม้ไผ่ พร้อมเสิร์ฟ ซึ่งในร้านก็จะมีติ่มซำให้เลือกหลายหลากชนิด อาทิ ติ่มซำกุ้งสับห่อสาหร่าย ติ่มซำกุ้งสับหน้าเห็ด หน้าไส้กรอก ติ่มซำหมูสับหน้าไข่เยี่ยวม้า ขนมจีบกุ้ง ขนมจีบหมู ฯลฯ และของทอดที่มีให้เลือกมากมาย เช่น เผือกทอด เกี้ยนไข่เค็มทอด จ้อต่าง ๆ รวมถึงหมูย่างเมืองตรัง ที่ถูกสั่งมาทานควบคู่กันเสมอ”

หันซ้ายหันขวา มองไปรอบ ๆ ร้าน ก็จริงอย่างที่คุณธีระศักดิ์ว่า ทุกโต๊ะล้วนมีทั้งติ่มซำนานาชนิด ชาร้อน ชาเย็น กาแฟ รวมถึง หมูย่างเมืองตรัง ของอร่อยที่กินได้กับทุกเมนูเหมาะกับทุกเพศทุกวัยแต่ละโต๊ะ มีไม่ต่ำกว่า 2 จานเลยก็ว่าได้

ร้านนี้เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 11 โมง เรียกว่า เป็นอาหารเช้าจริง ๆ เพราะเมื่อถึงเวลาเปิดร้าน ทั้งขาประจำและขาจรก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ได้นัดหมาย เพื่อมาลิ้มลองติ่มซำเจ้าอร่อยของจังหวัดตรัง ทำให้ร้านดูครึกครื้นไปพร้อมกับดวงตะวันที่ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า

เที่ยว ม่อนแจ่ม

พอดีช่วงวันหยุดมีโอกาสได้ขึ้นไปเชียงใหม่ หลังจากวนเวียนไปมาในเมืองได้สักสองวันแล้ว ผมเกิดไอเดียไปเที่ยวนอกเมืองเชียงใหม่ออกมา เอาแบบไปเช้า กลับบ่าย ๆ ไม่เหนื่อยมาก สุดท้ายมาลงที่ม่อนแจ่มครับ เราเริ่มออกเดินทางช่วงสาย ๆ ให้มาถึงม่อนแจ่มใกล้ ๆ เที่ยงพอดี พอมาถึงเลยแวะหาของกินก่อนขึ้นไปข้างบนครับ สุดท้ายมาลงตัวที่นี่ครับ “บ้านม่อนม่วน”

ช่วงปลายฝนต้นหนาวแบบนี้ ดูเหมือนว่านักเดินทางหลาย ๆ คน คงเริ่มคิดกันแล้วว่าจะออกเดินทางไปท่องเที่ยวกันที่ไหนดี ก็แหม…อากาศเย็นสบาย แถมธรรมชาติก็ชุ่มฉ่ำเขียวขจีเพราะเพิ่งฟื้นตัวจากฤดูฝนมาหมาด ๆ อะ ๆ แต่จริง ๆ แล้วยามที่ฝนโปรยปรายพอให้หัวใจอิ่มเอม คุณก็สามารถเดินทางไปเที่ยวหน้าฝนได้เหมือนกันนะ เพราะฉะนั้น วันนี้กระปุกท่องเที่ยวเลยหยิบเอาสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ ที่ไปเที่ยวได้ทุกฤดู โดยเฉพาะฤดูฝนและฤดูหนาว สำหรับคนที่อยากดื่มด่ำกับธรรมชาติมาฝากกัน นั่นก็คือ ม่อนแจ่ม สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอตของเชียงใหม่
เพราะ ม่อนแจ่ม ตั้งอยู่บนสันเขาสูง 1,350 เมตร จากระดับน้ำทะเล บริเวณหมู่บ้านม้งหนองหอย อำเภอแม่ริม จึงทำให้มีอากาศเย็นสบายตลอดปี มีหมอกยามเช้า และช่วงที่เหมาะสำหรับท่องเที่ยว คือ เดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ เพราะมีทะเลหมอกกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาให้สัมผัส อีกทั้งยังสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตกได้ในมุมที่งดงาม แถมยามค่ำคืนจะเห็นแสงไฟระยิบระยับจากบ้านเรือนด้านล่าง เปรียบได้ราวกับดาวบนดินที่สวยงาม

รวมถึงอาหารของที่นี่ก็อร่อย เพราะปรุงอาหารโดยใช้ผลิตผลท้องถิ่นที่ปลูกเอง ผักสด ๆ กรอบ ๆ และจุดเด่นของร้านไม่เพียงแค่ความเอร็ดอร่อยเท่านั้น เพราะทิวทัศน์บนไหล่เขาที่เรียงรายด้วยแปลงผักอินทรีย์ และแปลงผักขั้นบันไดของชาวเขาเผ่าม้ง ลดหลั่นเป็นแถวยาวจนสุดสายตา ก็ถือเป็นอีกไฮไลท์ที่น่าประทับใจ แหม…รับประทานอาหารเคล้าวิวสวย ๆ นี่มันช่างแสนสุขใจ ^^ นอกจากนี้ คอกาแฟก็ไม่ต้องกังวลเลย เพราะมีมุมจิบกาแฟดอยคำไว้คอยให้บริการ

และสิ่งที่ไม่ควรพลาด คือ การแวะชมแปลงผักไฮโดรโปนิกส์ ของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย ไปดูสิว่าการปลูกพืชแบบไม่ใช้ดินต้องทำอย่างไรบ้าง ใกล้ๆ กันยังมีต้นโอ้คลีฟแดง ผักตระกูลสลัด สตรอเบอร์รี่ แปลงสมุนไพรขนาดใหญ่ แปลงสาธิตไม้ผล และแปลงวิจัยผักเมืองหนาวให้ชมอย่างไม่รู้เบื่อ

เที่ยวเหนือ

ภาคเหนือ ประกอบด้วย 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัด กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ นครสวรรค์ ตาก น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ และ อุทัยธานี มีพื้นที่รวม 169,644.3 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 106 ล้านไร่

จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดีของกรมศิลปากรและเอกสารอื่น ๆ พอสรุปได้ว่า ในอดีตภาคเหนือแบ่งออกเป็น 2 อาณาจักร กับ 1 แคว้น คือ

1. อาณาจักรโยนก เป็นอาณาจักรที่เกิดก่อนอาณาจักรล้านนา ช่วงเวลาที่ก่อตั้งอาณาจักรไม่ปรากฏแน่ชัด แต่มาสิ้นสุด ในพุทธศตวรรษที่ 17 โดยมีพระเจ้าสิงหนวัติเป็นผู้ก่อตั้ง มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองเชียงแสน (อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) มีกษัตริย์สืบต่อมาหลายพระองค์ และได้เสียเอกราชให้ขอม ในสมัยพระเจ้าพังคราช ต่อมาพระเจ้า พรหมกอบกู้เอกสารคืนมาได้ และได้สร้างเมืองขึ้นใหม่บริเวณที่แม่น้ำฝางและแม่น้ำกกบรรจบกัน เรียกว่า เมืองไชยปราการ และประทับอยู่จนสิ้นพระชนน์ อาณาจักรโยนกจึงเสื่อมและสิ้นลง

2. อาณาจักรล้านนา หรือ ลานนา พระเจ้าเม็งราย โอรสของพระเจ้าลาวเม็ง กษัตริย์เมืองหิรัญนครเงินยางเป็นผู้ก่อตั้ง ดังข้อความจารึกไว้ที่ฐานอนุสาวรีย์ของท่านที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายว่า “พ่อขุนเม็งราย ประสูติ พ.ศ.1782 ทิวงคต เมื่อ พ.ศ. 1860 ทรงสร้างเมืองเชียงรายขึ้นเป็นเมืองแรก เมื่อ พ.ศ. 1805 ทรงรวบรวมอาณาจักรล้านนาให้เป็นปึกแผ่น และทรงสร้างความสามัคคีระหว่างชนชาติไทย”

เมื่อ ทรงครองราชย์ ในปี พ.ศ. 1802 ได้รวมหัวเมืองใกล้เคียงไว้ด้วยกัน ยกเว้นเมืองพะเยา ซึ่งพญางำเมืองครองอยู่ และดินแดนของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช โดยกษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ ได้ทรงกระทำสัตยปฏิญาณว่าจะเป็นมิตรไมตรีต่อกัน

พระองค์ ทรงสร้างเมืองเชียงราย เมืองฝาง และยึดครองแคว้นหริภุณชัย เมืองลำปาง และได้สร้างเมืองเวียงกุมกาม (อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่) จากนั้นจึงทรงสร้างเมืองใหม่ให้เป็นศูนย์กลางการปกครองแคว้นล้านนาที่ทรงรวบ รวมมา ได้บริเวณริมแม่น้ำปิงไปจนถึงดอยสุเทพ ซึ่งเป็นที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ และขนานนามว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่” เสร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. 1839 (ก่อนกรุงศรีอยุธยา 54 ปี กรุงศรีอยุธยาสร้างเมื่อ พ.ศ.1893) แล้วประทับอยู่ตลอดพระชนม์ชีพ

3. แคว้นหริภุณชัย หรือ ลำพูน ซึ่งอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำปิงและแม่น้ำวัง ทางด้านตะวันตกของเทือกเขาผีปันน้ำ

ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือเป็นทิวเขาทอดยาวจากเหนือลงมาใต้ ทิวเขาที่สำคัญได้แก่ ทิวเขาถนนธงชัย เป็นทิว เขาที่ใหญ่และยาวที่สุดของภาคเหนือ มียอดเขาสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศคือ ยอดเขาดอยอินทนนท์ อยู่ในจังหวัด เชียงใหม่ สูงจากระดับน้ำทะเล 2,565 เมตร ทิวเขาแดนลาวกั้นเขตแดนไทยกับพม่า มียอดเขาสูงเป็นอันดับสองของ ประเทศคือ ยอดดอยผ้าห่มปก อยู่ในอำเภอแม่อาย มีความสูง 2,297.84 เมตร และยอดดอยหลวงเชียงดาว สูง 2,222 เมตร เป็นอันดับ 3 อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่เช่นกัน และยังมีทิวเขาขุนตาล ทิวเขาผีปันน้ำตะวันตก ทิวเขานี้อยู่ระหว่างแม่น้ำ วังกับแม่น้ำยม ทิวเขาผีปันน้ำตะวันออก อยู่ระหว่างแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน ทิวเขาหลวงพระบาง กั้นเขตแดนระหว่างไทย กับลาว ทิวเขาเหล่านี้ประกอบไปด้วยภูเขาใหญ่น้อยมากมาย เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยขุนตาล ภูชี้ฟ้า ภูผาตั้ง และยังเป็นที่อยู่ อาศัยของชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้แก่ กะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ เย้า อีก้อ และลีซอ

ส่วน พื้นที่ราบบริเวณหุบเขาและแถบลุ่มแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ลุ่มน้ำกก และน้ำอิง มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การ เพาะปลูกข้าว และพืชไร่ รวมทั้งไม้ผลหลากหลายชนิด

แม่น้ำ
แม่น้ำสายสำคัญในภาคเหนือ แบ่งออกเป็น 3 พวก ได้แก่

พวก ที่ไหลจากเหนือลงใต้ ได้แก่ แม่น้ำปิง แม่น้ำแจ่ม แม่น้ำตื่น แม่น้ำงัด แม่น้ำกวง แม่น้ำทา แม่น้ำวัง แม่น้ำจาง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน และแม่น้ำปาด

พวกที่ไหลจากใต้ขึ้นเหนือ ได้แก่ แม่น้ำอิง แม่น้ำลาว แม่น้ำกก แม่น้ำจัน และแม่น้ำลี้

พวกที่ไหลไปลงทางด้านพม่า ได้แก่ แม่น้ำเมย แม่น้ำยวม และแม่น้ำปาย ซึ่งไหลบรรจบกับแม่น้ำสาละวิน

ลักษณะ นิสัยของชาวเหนือสังเกตได้จากภาษาพูด ซึ่งเป็นภาษาไทยท้องถิ่นที่มีความไพเราะอ่อนหวาน แสดงถึงความ สุภาพอ่อนโยนในจิตใจ ความโอบอ้อมอารี และความเป็นมิตร

งาน หัตถกรรมมากมายที่สร้างสรรค์เป็นข้าวของเครื่องใช้ และของที่ระลึกที่ได้รับความนิยมจนกลายเป็นสินค้าส่งออกที่นำรายได้เข้า ประเทศนั้น ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถบ่งบอกความ เป็นชาวไทยภาคเหนือได้เป็นอย่างดี

พาไปเที่ยวบ่อน้ำพุร้อน

น้ำพุร้อน

บ่อพ่อ – เป็นบ่อปูนซีเมนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาบ่อน้ำร้อนทั้งสามบ่อ มีลักษณะเป็นบ่อวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางของบ่อ ขนาด 2.80 เมตรสูงจากผิวดิน 0.80 เมตร ลักษณะของน้ำร้อน น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าชคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ (CO2) ที่ผุดขึ้นมาจากก้นบ่อสู่ผิวน้ำค่อนข้างน้อย ไม่มีกลิ่นกำมะถัน (H2S)ไม่มีสาหร่าย (algae) น้ำร้อนจะไหลล้นออกนอกบ่อตลอดเวลา ทำให้บริเวณบางส่วนของปากบ่อและผนังบ่อน้ำด้านนอกมีการสะสมตัวของแร่แคลไซต์ (calcite) ซึ่งเป็นแร่ที่มีขนาดผลึกละเอียดมาก แร่ชนิดนี้เป็นแร่อัลเทอร์เรชั่น (alteration minerals) ที่สำคัญชนิดหนึ่ง อุณหภูมิของน้ำร้อนวัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) วัดได้ประมาณ 8 อัตราการไหลของน้ำร้อน (flow rate) ที่บ่อพ่อวัดได้ประมาณ 3.5 ลิตร/วินาที หรือประมาณ 12.6 ลูกบาศก์เมตร/ชั่วโมง แสดงลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อพ่อ) รายล้อมด้วยสวนหย่อมและพุ่มไม้แหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้เกิดในลักษณะภูมิประเทศซึ่งเป็นที่ราบหุบเขา ( valley ) ริมคลองหาดส้มแป้น มีระดับความสูงประมาณ 50 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง มีลักษณะธรณีวิทยาที่สำคัญ ได้แก่ หินแม่ (country rock) ประกอบด้วยหินแกรนิตยุคครีเทเชียส ซึ่งได้แก่ หมวดหินแกรนิต คลอง บางริ้น (kgr-br) ที่เป็นหินไบโอไทต์-มัสโคไวต์แกรนิต เนื้อดอก เนื้อหยาบปานกลางลักษณะธรณีวิทยาโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่ รอยเลื่อน และรอยแยกหรือรอยแตก ซึ่งเป็นช่องทางให้น้ำร้อนจากใต้ดินไหลซึมขึ้นมาสู่ผิวโลกมีสองแนวตัดกัน ได้แก่ แนวรอยเลื่อนเกือบตะวันออก-ตะวันตก ตามลำน้ำของคลอง หาดส้มแป้น และในแนวเกือบเหนือใต้ปัจจุบันแหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้ซึ่งเป็นแหล่งที่สำคัญ ที่สุดของจังหวัดระนอง เนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนและมีศักยภาพสูง ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของจังหวัด มีการจัดสร้างตกแต่ง สวนหย่อมต่าง ๆ ไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ตลอดจนการก่อสร้างบ่อน้ำร้อนครอบคลุมแหล่งน้ำพุนี้เป็นบ่อ จำนวน 3 บ่อ ประกอบด้วย บ่อพ่อ บ่อแม่ และบ่อลูกสาว

เป็นบ่อปูนซีเมนต์เช่นเดียวกับบ่อพ่อ แต่มีขนาดเล็กกว่าโดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางของบ่อขนาด 1.50 เมตร และสูงจากผิวดิน 0.85 เมตรลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อแม่) น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ผุดขึ้นมาเป็นจังหวะ ๆ และมีปริมาณมากกว่าบ่อพ่อไม่มีกลิ่นกำมะถัน ไม่มีสาหร่าย อุณหภูมิของน้ำร้อน วัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่างวัดได้ประมาณ 8 มีแร่อัลเทอร์เรชั่นเคลือบเล็กน้อยที่ด้านในของผนังบ่อ ระดับของน้ำร้อนอยู่ต่ำจากปากบ่อลงไป 0.48 เมตร ไม่สามารถวัดอัตราการไหลของน้ำร้อนได้

บ่อลูกสาว – เป็นบ่อปูนซีเมนต์เช่นเดียวกันมีเส้นผ่าศูนย์ กลางของบ่อขนาด 2.00 เมตร และสูงจาก ผิวดิน 0.90 เมตร ลักษณะของบ่อน้ำพุร้อน (บ่อลูกสาว) น้ำร้อนในบ่อมีลักษณะใสมีฟองก๊าชคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ผุดขึ้นมายังผิวน้ำ มากกว่าสองบ่อแรกไม่มีกลิ่น กำมะถัน ไม่มีสาหร่าย อุณหภูมิของน้ำร้อน วัดได้ 65 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่างวัดได้ประมาณ 8 มีแร่อัลเทอร์เรชั่นเคลือบเล็กน้อยที่ด้านในของผนังบ่อ เช่นเดียวกับบ่อแม่ ระดับน้ำร้อนอยู่ต่ำจากปากบ่อลงไป 0.1 เมตร ไม่สามารถวัดอัตราการไหลของน้ำร้อนได้

เที่ยวพังงา ชมสัตว์หายาก

เดินป่า

บนพื้นที่ 1,573 ไร่ ของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช แห่งนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของการเพาะเลี้ยง และสัตว์ป่าของกลางด้านบน และส่วนจัดแสดงด้านล่างที่ไว้สำหรับเป็นที่ศึกษาธรรมชาติ
สภาพภูมิทัศน์โดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบใกล้เมืองที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้เป็น ปอดสำหรับคนในเมือง  ระยะห่างเพียง 10 กิโลเมตร เท่านั้น ที่จะใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ใกล้บ้านที่น่าสนใจ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับครอบครัวที่จะนำบุตรหลานไปเที่ยวชม  และสำหรับคู่รักใหม่ที่จะไปชวนชี้ชมนกชมไม้ให้เกิดความสนิทแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งของที่นี่ เพราะมีบรรยากาศที่สดชื่น ร่มรื่น มีสัตว์ต่าง ๆ ให้ดูและศึกษาพฤติกรรมมากกว่า 50 ชนิด เช่น นกยูงคู่สวย เก้ง ไก่ฟ้าชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงสัตว์ป่าที่โดนทำร้ายหรือที่ประชาชนไม่ต้องการเลี้ยงอีกจำนวนมาก  เรานำท่านมาเปลี่ยนบรรยากาศจากทะเลมาสู่พื้นที่สงบร่มเย็นในผืนป่าที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองจังหวัดพังงามากนัก…
เราออกเดินทางจากจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ช่วงเช้า มุ่งหน้าไปบนถนนเพชรเกษม หมายเลข 4 อยู่ระหว่างเส้นทางไปอ่าวพังงา บริเวณกิโลเมตรที่ 33 เยื้องกับองค์การโทรศัพท์จังหวัดพังงา เมื่อกลับรถแล้วก็เลี้ยวซ้ายเข้าไปยัง ‘สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา’ หรือที่ชาวพังงาเรียกกันติดปากว่า สวนนก นั่นเองค่ะฟังจากชื่อแล้วหลายคนอาจคิดว่าที่แห่งนี้จะต้องมีแต่นกหลากหลายพันธุ์ แต่ที่จริงแล้วเป็นมากกว่านั้น… นายวันชัย  สุพรรณอาสน์ หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา เล่าให้ฟังถึงประวัติความเป็นมาว่า… “เดิมเป็นพื้นที่ป่าที่มีการบุกรุกทำลายและสำนักงานป่าไม้เขตนครศรีธรรมราช ได้มีการปลูกบำรุงป่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ‘ป่านากก’ ในปี พ.ศ. 2537 จังหวัดพังงา โดย นายปรีชา  รักษ์คิด ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาในสมัยนั้น ได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวจัดตั้งเป็นสวนนกและสถานที่เพาะพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อการศึกษาและการท่องเที่ยว ต่อมาในปี 2538 กรมป่าไม้ โดยส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าในขณะนั้นได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงได้จัดตั้งสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงาขึ้น” จึงเป็นเหตุทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เรียกกันว่า ‘สวนนก’ นั่นเอง…นอกจากนี้ทางสถานีฯ ยังได้ทำการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่าคุ้มครอง ประเภทสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและประเภทสัตว์ปีก กว่า 50 ชนิด ซึ่งผลงานเด่นชิ้นโบว์แดงของที่นี่ก็คือ สามารถเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าที่หายากใกล้สูญพันธุ์ หนึ่งใน 15 ชนิดของสัตว์ป่าสงวนที่เดียวในประเทศไทย นั่นก็คือ ‘เลียงผา’ สัตว์จำพวกเดียวกับ แพะและแกะ สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ ก็เพราะในระยะหลังเลียงผามีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว จากการล่าอย่างหนักเพื่อเอาเขา กระดูก และน้ำมันมาใช้ทำยาสมานกระดูก และพื้นที่หากินของเลียงผาก็ลดลงอย่างรวดเร็ว จากการทำการเกษตรตามลาดเขา และบนพื้นที่ที่ไม่ชันจนเกินไป…
ได้ยินแบบนี้แล้ว พวกเราควรช่วยกันอนุรักษ์สัตว์ป่าไม่ให้สูญพันธุ์และยังคงอยู่ชั่วลูกชั่วหลานต่อไป…

สุดท้ายนี้ก็ขอเชิญชวนให้ท่านมาสัมผัสกับบรรยากาศและความน่ารักของสัตว์ป่า เหล่านี้ด้วยตัวท่านเอง เพราะสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา แห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยว และแหล่งเรียนรู้ใกล้ตัวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่ท่านไม่ควรมองข้ามไป  ซึ่งประชาชนสามารถเข้าชมฟรี ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น เปิดทุกวันตั้งแต่ 08.30 – 16.30 น.  โทร 0 7648 1058 เพียงแต่ขอความร่วมมือในการรักษาความสะอาดและมีความเมตตาไม่ทำร้ายสัตว์เท่า นั้นเอง…

พาเที่ยวแม่น้ำสะแกกรัง

แม่น้ำ

วันนนี้ผมจะพาไปเที่ยวที่ลำน้ำสะแกกรังไหลผ่านตัวจังหวัดอุทัยธานี มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในสมัยก่อน เมื่อพ่อค้าล่องเรือผ่านมา จะรู้ได้ว่าถึงบ้านสะแกกรังแล้ว โดยเฉพาะในเดือนยี่ถึงเดือนสามจะสังเกตได้ชัดเจน ต้นสะแกจะออกดอกเล็ก ๆ ช่อยาวสีเขียวอมเหลืองห้อยลงมาริมน้ำ บริเวณสองฝั่งแม่น้ำจะมีเรือนแพอยู่เรียงราย ฝั่งแม่น้ำด้านตะวันตกมีอาคารบ้านเรือนอยู่หนาแน่น เป็นตลาดใหญ่ของที่มาขายที่ตลาดนั้น ทั้งข้าวสารซึ่งวางขายอยู่ในกระบุง อาหารคาวหวาน ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกเองทำเอง และนำมาขาย ส่วนฝั่งแม่น้ำด้านตะวันออกเป็นเกาะเทโพ มีสวนผลไม้ และป่าไผ่ตามธรรมชาติ เรือนแพที่อยู่สองฝั่งแม่น้ำเป็นเรือนไม้สร้างคร่อมบนแพลูกบวบไม้ไผ่ ชาวแพบอกว่าอยู่แพแล้วสบาย หน้าร้อนลมเย็น หน้าหนาวตอนเช้าแดดอุ่น

ชาวเรือนแพเหล่านี้ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพทำการประมงในช่วงเช้าหลังจากที่ได้ปลามาจะนำมาชำแหละ เสียบไม้เป็นแผง ผึ่งให้แห้ง ย่างรมควันทำเป็นปลาแห้ง และนำไปขายในตลาด ตามเรือนแพริมน้ำเหล่านี้ยังมีกระชังเลี้ยงปลาสวาย ปลาแรด และปลาเทโพบ้างเล็กน้อย ปกติปลาแรดที่เลี้ยงในกระชังจะไม่คาวเหมือนปลาแรดที่เลี้ยงในบ่อดินอยู่แล้ว แต่ปลาแรดในกระชังของที่นี่นับว่าขึ้นชื่อมาก เพราะเนื้อแน่นนุ่มและหวาน บางคนกล่าวว่า เป็นเพราะน้ำที่นี่มีการไหลเวียนดีและอาจมีแร่ธาตุบางอย่างอยู่ ปลาแรดจึงมีเนื้อนุ่ม

วัดอุโบสถารามเดิมชื่อวัดโบสถ์มโนรมย์ ชาวบ้านเรียกว่าวัดโบสถ์ เป็นวัดเก่าแก่อยู่ริมลำน้ำสะแกกรังในเขตเทศบาลเมือง จากตลาดสดเทศบาล มีสะพานข้ามแม่น้ำไปยังวัดอุโบสถาราม ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ

สิ่งที่น่าสนใจในวัดได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์ และวิหาร เป็นภาพเขียนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในโบสถ์เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติเริ่มตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพานฝีมือ ประณีตมาก ส่วนในวิหารเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดเทพยดาบนสวรรค์และภาพปลงสังขาร ด้านบนฝาผนังเป็นพระสงฆ์สาวกชุมนุมสลับกับพัดยศเหมือนจะไหว้พระประธานใน วิหาร ฝาผนังด้านนอกหน้าวิหารมีภาพถวายพระเพลิงศพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภาพชีวิต ชาวบ้านที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เข้าใจว่าเป็นฝีมือชั้นหลัง

นอกจากนี้ภายในวัดอุโบสถาราม ยังมีสิ่งของที่น่าชมอีกมาก เช่น เสมาหินสีแดงหน้าโบสถ์ ตู้พระธรรมและตู้ใส่ของเขียนลายกนกเถาลายดอกไม้ บาตรฝาประดับมุกที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 เป็นฝีมือช่างสิบหมู่ และหงส์ยอดเสา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่น่าชมหลายหลัง ได้แก่ มณฑปแปดเหลี่ยม ที่มีลักษณะผสมแบบตะวันตก มีลายปูนปั้นคล้ายไม้เลื้อยที่กรอบหน้าต่าง และมีพระพุทธรูปปูนสลักนูนสูงอยู่ที่ด้านนอกของอาคาร เจดีย์หกเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสองทรงรัตนโกสินทร์ หอประชุมอุทัยพุทธสภา ซึ่งเป็นหอสวดมนต์ เป็นศาลาทรงไทย หน้าบันประดับลวดลายปูนปั้น และแพโบสถ์น้ำซึ่งใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา เช่น งานบวช งานศพ เป็นต้น

สภาพความเป็นอยู่ที่สามารถพบเห็นตามสองฝั่งลำน้ำสะแกกรัง จึงเหมาะสำหรับนั่งเรือชมทิวทัศน์ โดยจะนั่งเรือไปถึง อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาทก็ได้ โดยจะวนเฉพาะรอบตัวเกาะเทโพ หรือนักท่องเที่ยวสามารถว่าจ้างเรือจากบริเวณท่าเรือตลาดสดเทศบาลเมือง อุทัยธานี เรือจะล่องไปมโนรมย์ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้าล่องเรือในช่วงเย็น คือประมาณ 16.00-18.00 น. จะได้เห็นพระอาทิตย์ตกซึ่งสวยงามมาก และในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม จะเห็นยอดักปลาเต็มไปหมด บางครั้งอาจได้เห็นชาวบ้านพายเรือมาเก็บผักตบชวา เพื่อนำใบไปรองเข่งปลา หรือจะนำไปเลี้ยงหมูก็ได้

วัดจันทาราม (ท่าซุง)     เริ่ม แรกเดิมทีเมื่อ “พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร) ได้มาบูรณะวัดท่าซุงนับตั้งแต่ ปี พ.ศ ๒๕๑๑ นั้น วัดอยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมมาก และมีพื้นที่เพียง ๖ ไร่เศษ ทั้งๆ ที่แต่เดิมเคยมีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณริมแม่น้ำสะแกกรังถึงกว่า ๓๗๐ ไร่ ต่อมาท่านได้เป็นผู้นำคณะศิษยานุศิษย์ในยุคแรกนั้นค่อยๆ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด จนเจริญรุ่งเรืองมีเนื้อที่กว่า ๒๘๙ ไร่ มีอาคาร วิหาร มณฑปต่างๆ มากมายดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จวบจนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มรณะภาพ ใน วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และในปัจจุบันท่านเจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือ ท่านพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ พร้อมคณะสงฆ์วัดท่าซุง ได้ดำเนินการบูรณะซ่อม สร้าง และขยายวัดท่าซุงจนในปัจจุบันมีพื้นที่กว่า ๕๐๐ ไร่