เที่ยวไทยกันไหม

เทศกาล ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับการยอมรับจากเมืองเป็นครั้งแรกนี้เรียกว่ารวบ รวมในจำนวนมากในฐานะที่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ที่นอกเหนือไปจากการส่งเสริมการ ขายของการท่องเที่ยว เมืองนี้ยังนับว่าเป็นตาที่เปิด ความ รู้เกี่ยวกับประเทศของเราที่มีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในพนักงานของผู้ มีอำนาจคือการทำงานในความหลากหลายของวิธีการที่ได้รับการทำ บางพื้นที่ บางคนได้ขลุกกับนักแสดง เรื่องนี้เป็นนิยายของชีวิตในเรื่อง ททท. แตกต่างกันหลาย

เทศกาลท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จะจัดขึ้นเป็นเวลาหลายปีโทร และทุกปีที่พวกเขาได้รับความสนใจของเมือง กันอย่างแพร่หลายเช่นและเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการจัดงานของการประชุมในครั้งต่อไปและ
ในปี 2523 สภาแห่งรัฐประกาศปีเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศไทยในประเทศ ในขณะที่ผู้มีอำนาจได้ริเริ่มเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกเป็นเทศกาลท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่สวนอัมพร รายละเอียดในรูปแบบเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาค เพื่อจำลองหมู่บ้านต่าง ๆ ในพื้นที่เช่นเดียวกับร้านขายของที่ระลึก การแพร่กระจายของท้องถิ่นส่วนผสมในภูมิภาค,

ตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน to 5 ธันวาคม 2523 ผู้มีแสงและเสียงที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว งานที่ดี นี้เป็นหนึ่งในก้าวชาติด้วยเทคโนโลยี – ไฟเป็นส่วนประกอบของเสียงที่ดีเยี่ยม การจัดการและการแสดงแสงสี – โรงละครได้กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมไปเยี่ยมชมในสัปดาห์ต่อ หลายเรื่องเช่นเดียวกับแสง – 417 ปีอยุธยาและสุโขทัยอรุณแห่งความสุข ฯลฯ

การตระหนักถึงการร้องขอ กลายเป็นเด่นชัดมากขึ้น เป็น อำนาจของการเล่าเรื่องของเภสัชกรฆ Rico ฟ้าผ่า (ผู้ปกครองของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 2542-2545) เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการพัฒนาของการท่องเที่ยวใน “ทศวรรษของการพัฒนาท่องเที่ยว” ระยะเวลา 25 ปี หนังสือ เล่มเล็ก ast ของ “พร้อมกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว. พื้นที่ท่องเที่ยว. ก็มากขึ้นเช่น … ” และขีดความเห็นปัญหาของ เภสัชกรเขียนในหนังสือเล่มเล็ก A.s.t. มี อำนาจในกุมภาพันธ์ 2526 ว่า “การทำลายทรัพยากรธรรมชาติในศิลปะและอื่น ๆ ทุกครั้ง … ไม่ว่าเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็น. ไม่มีจะไม่สามารถที่จะชดใช้แทน. จนแล้ว. ไม่เพียง แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นความหมาย. อยู่รอดแม้จะไร้ค่า “และต่อมามีนาคม 2526 คอลัมน์” ธรรมชาติและวัฒนธรรม “ที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มเล็ก Ast ที่โฆษกสำหรับการกลับมาของประเทศไทยที่จะมีบทบาท ของนักท่องเที่ยวในบ้านของพวกเขา

บทความที่ตีพิมพ์ในคุณลักษณะหนังสือเล่มเล็กแทรก Ast ยุคเริ่มที่จะคิดในแง่ของการอนุรักษ์ วิธีปฏิบัติในการเข้าเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว ตามควร แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและป่าเริ่มลดลง ขู่บุกของสารคดีคือ “พรุ่งนี้ก่อนทุ่งใหญ่นเรศวรไม่มี” อดีตบรรณาธิการของดวงดาวสุวรรณรังสี ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในมกราคม 2527 ปัญหาของยุคได้เป็นอย่างดีสะท้อนให้เห็นถึง และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสารคดีตีพิมพ์ในช่วงถัดไปหลายอย่างเช่น “ถอนรากถอนโคนแแ TGW RGW ดำสูญพันธุ์จากโลก” โดยอุทัย Trisucnts วิทยาศาสตร์นกถึงเดือนตุลาคม 2535 กล่าวว่าป่าที่ราบที่หมู่บ้านบางกางเกงทอมตำบล กระบี่ ถิ่นที่อยู่ของนกแแ TGW RGW ดำ – หนึ่งใน 15 ชนิดของสัตว์ป่าที่มีชีวิตรอดในเล็ก ๆ น้อย ๆ

ในปี 2523 สภาแห่งรัฐประกาศปีเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศไทยในประเทศ ในขณะที่ผู้มีอำนาจได้ริเริ่มเทศกาลที่ยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกเป็นเทศกาลท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่สวนอัมพร รายละเอียดในรูปแบบเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในภูมิภาค เพื่อจำลองหมู่บ้านต่าง ๆ ในพื้นที่เช่นเดียวกับร้านขายของที่ระลึก การแพร่กระจายของท้องถิ่นส่วนผสมในภูมิภาค,

เทศกาล ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รับการยอมรับจากเมืองเป็นครั้งแรกนี้เรียกว่ารวบ รวมในจำนวนมากในฐานะที่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ที่นอกเหนือไปจากการส่งเสริมการ ขายของการท่องเที่ยว เมืองนี้ยังนับว่าเป็นตาที่เปิด ความ รู้เกี่ยวกับประเทศของเราที่มีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในพนักงานของผู้ มีอำนาจคือการทำงานในความหลากหลายของวิธีการที่ได้รับการทำ บางพื้นที่ บางคนได้ขลุกกับนักแสดง เรื่องนี้เป็นนิยายของชีวิตในเรื่อง ททท. แตกต่างกันหลาย

เทศกาลท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่จะจัดขึ้นเป็นเวลาหลายปีโทร และทุกปีที่พวกเขาได้รับความสนใจของเมือง กันอย่างแพร่หลายเช่นและเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับการจัดงานของการประชุมในครั้งต่อไปและ

ตั้งแต่ 28 พฤศจิกายน to 5 ธันวาคม 2523 ผู้มีแสงและเสียงที่สะพานข้ามแม่น้ำแคว งานที่ดี นี้เป็นหนึ่งในก้าวชาติด้วยเทคโนโลยี – ไฟเป็นส่วนประกอบของเสียงที่ดีเยี่ยม การจัดการและการแสดงแสงสี – โรงละครได้กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมไปเยี่ยมชมในสัปดาห์ต่อ หลายเรื่องเช่นเดียวกับแสง – 417 ปีอยุธยาและสุโขทัยอรุณแห่งความสุข ฯลฯ

การตระหนักถึงการร้องขอ กลายเป็นเด่นชัดมากขึ้น เป็น อำนาจของการเล่าเรื่องของเภสัชกรฆ Rico ฟ้าผ่า (ผู้ปกครองของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 2542-2545) เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการพัฒนาของการท่องเที่ยวใน “ทศวรรษของการพัฒนาท่องเที่ยว” ระยะเวลา 25 ปี หนังสือ เล่มเล็ก ast ของ “พร้อมกับจำนวนที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยว. พื้นที่ท่องเที่ยว. ก็มากขึ้นเช่น … ” และขีดความเห็นปัญหาของ เภสัชกรเขียนในหนังสือเล่มเล็ก A.s.t. มี อำนาจในกุมภาพันธ์ 2526 ว่า “การทำลายทรัพยากรธรรมชาติในศิลปะและอื่น ๆ ทุกครั้ง … ไม่ว่าเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็น. ไม่มีจะไม่สามารถที่จะชดใช้แทน. จนแล้ว. ไม่เพียง แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นความหมาย. อยู่รอดแม้จะไร้ค่า “และต่อมามีนาคม 2526 คอลัมน์” ธรรมชาติและวัฒนธรรม “ที่เกิดขึ้นในหนังสือเล่มเล็ก Ast ที่โฆษกสำหรับการกลับมาของประเทศไทยที่จะมีบทบาท ของนักท่องเที่ยวในบ้านของพวกเขา

บทความที่ตีพิมพ์ในคุณลักษณะหนังสือเล่มเล็กแทรก Ast ยุคเริ่มที่จะคิดในแง่ของการอนุรักษ์ วิธีปฏิบัติในการเข้าเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยว ตามควร แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและป่าเริ่มลดลง ขู่บุกของสารคดีคือ “พรุ่งนี้ก่อนทุ่งใหญ่นเรศวรไม่มี” อดีตบรรณาธิการของดวงดาวสุวรรณรังสี ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในมกราคม 2527 ปัญหาของยุคได้เป็นอย่างดีสะท้อนให้เห็นถึง และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสารคดีตีพิมพ์ในช่วงถัดไปหลายอย่างเช่น “ถอนรากถอนโคนแแ TGW RGW ดำสูญพันธุ์จากโลก” โดยอุทัย Trisucnts วิทยาศาสตร์นกถึงเดือนตุลาคม 2535 กล่าวว่าป่าที่ราบที่หมู่บ้านบางกางเกงทอมตำบล กระบี่ ถิ่นที่อยู่ของนกแแ TGW RGW ดำ – หนึ่งใน 15 ชนิดของสัตว์ป่าที่มีชีวิตรอดในเล็ก ๆ น้อย ๆ

การเดินทางครั้งโบราณ ตอนที่4

อาณาจักรโรมัน ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 700 ปีก่อน ค.ศ. ได้ขยายอาณาจักรของตนเอง ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่โรม ในประเทศอิตาลีในปัจจุบันออกไปอย่างกว้างขวาง ประมาณ 200 ปีก่อน ค.ศ. อาณาจักรโรมันได้ปกครองดินแดนส่วนบนของทวีปอัฟริกาและสเปน และหลังจากนั้นก็ขยายอาณาเขตเข้าไปในทวีปยุโรปและดินแดนของประเทศอื่นๆ บริเวณรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ยังได้ดินแดนบางส่วนของอาณาจักรเมโสโปเตเมีย ในประเทศอิรักปัจจุบัน อาณาจักรได้ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ประมาณ ค.ศ. 14 – 117 (Kagn, Ozment and Turner, 1979 : 171-173)

ความเข้มแข็งทาง ด้านการเมือง การทหาร มีส่วนทำให้อาณาจักรโรมัน เกิดการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจและการค้าอย่างรวดเร็ว มีการสร้างถนนเชื่อมระหว่างกรุงโรมกับหัวเมืองต่างๆ จนมีคำกล่าวว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” โรมันเป็นชาติแรกของยุโรปที่สร้างถนนอย่างเป็นระบบด้วยระบบวิศวกรรมโยธา ทำการสร้างก่อสร้างถนนและสะพานจนกล่าวกันว่า ดีที่สุดในสมัยนั้น ถนนที่ปูด้วยแผ่นหิน (Stone slab) และกว้างพอที่รถเทียมม้าวิ่งได้อย่างสะดวก เครือข่ายถนนหนทางของอาณาจักรโรมัน เชื่อมต่อระหว่างกรุงโรมกับดินแดนที่เป็นอาณานิคม ถนนสายแรกคือ สายแอพเพียน (Appiaan Way) เชื่อมต่อระหว่างกรุงโรมกับเมืองคาปัว (Capua) มีความยาว 208 กิโลเมตร สร้างขึ้นในปี 300 ก่อนคริสต์ศักราช ส่วนถนนที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเมืองต่างๆ ที่ยึดครองได้ เช่น ถนนที่เชื่อมซีเรีย กับอ่าวอกาบา ซึ่งสร้างขึ้นหลักจากจักรพรรดิทราจันยึดครองดินแดนด้านตะวันออกได้ในปี คริสต์ศักราช 105 (Encycopedia Americana, Vol 23, p.p. 562-563) ระบบถนนของโรมันแผ่ขยายรวมแล้วมีความยาวถึง 84,800 กิโลเมตร เชื่อมเครือข่ายระหว่างกรุงโรมกับยุโรปตะวันตก เอเชียไมเนอร์ และอาฟริกาเหนือ และการที่ถนนโรมันมีคุณภาพดี นักเดินทางจึงสามารถเดินทางได้ไกลถึง 161 กิโลเมตรใน 1 วัน โดยการสับเปลี่ยนม้าตามจุดหยุดพักที่ตั้งเรียงรายห่างกันระยะ 8 – 10 กิโลเมตร
การเดินทางของชาวโรมันที่สามารถกระทำได้รวดเร็วเนื่องจาก ชาวโรมันมีการประดิษฐ์คิดค้นข้อเชื่อม (Swivel) ในเพลาหน้า (Front axel) สำหรับพาหนะ 4 ล้อ ที่สามารถบังคับล้อหน้าให้เลี้ยวซ้ายขวาได้อย่างอิสระ ทำให้เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ยานพาหนะ 4 ล้อ โดยค้นพบหลักฐานจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองปอมเป (Pompeii)

นอก จากนี้ ก็ยังมีการเดินเรือค้าขายกับประเทศต่างๆ แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย อาณาจักรโรมัน ทำให้เกิดชนชั้นกลาง ซึ่งร่ำรวยจากการค้าขาย ชนชั้นกลางมีเสรีภาพมากขึ้น จึงสามารถกระทำกิจกรรมต่างๆ ค่อนข้างอิสระ รวมทั้งการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ จนกระทั่งมีการกล่าวว่า การท่องเที่ยวแบบมวลชน (Mass Tourism) ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในอาณาจักรโรมัน (Pond, 1993 : 3) ในสมัยโรมัน รัฐได้กำหนดวันหยุดนักขัตฤกษ์ระหว่างปีไว้หลายวัน ชาวโรมันจึงมีโอกาสอย่างมากในการเดินทางไปเฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆ ได้อย่างดี เนื่องจากการเดินทางที่สะดวกสบายและจุดแวะพักระหว่างเมืองได้กลายเป็นแหล่ง ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ที่พัก ที่สำคัญ สถานที่พักมีหลากหลายระดับ เช่น วิลลา (Villa) ทาเวิร์น (tavern) สำหรับผู้มีฐานะดี สำหรับผู้มีฐานะกลางได้แก่ โรงเตี๊ยม (inn) ฮอสปิทิอุม (Hospitium) ซึ่งเป็นพี่พักและการบันเทิงด้วย นอกจากนั้นยังมีหลักฐานการแยกแยะกลุ่มนักท่องเที่ยวด้วย คือ พื้นที่แถบอ่าวเนเปิ้ล (Naple Bay) เป็นแหล่งท่องเที่ยวชายหาดของชาวโรมันที่เกษียณอายุ ส่วนคูเม (Cemae) เป็นแหล่งท่องเที่ยวกลุ่มนิยมแฟชั่น ปูเตโอลิ (Puteoli) สำหรับกลุ่มจารีตนิยม (consevetive) ขณะที่ ไบแอค (Biact) เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับประชาชนกลุ่มล่าง

การเดินทางท่องเที่ยว ชาวโรมันใช้เงินตราในการแลกเปลี่ยน และการพัฒนาการคมนาคม ทั้งทางบกและทางน้ำ ตลอดจนการใช้ภาษาลาตินและภาษากรีก เป็นสื่อกลางในการติดต่อ จึงทำให้การเดินทางมีความสะดวกขึ้น ชาวโรมันนิยมเดินทางไปยังกรีซ เพื่อเยี่ยมชมบ้านเมืองในกรีซจำนวนมากกว่าชาติอื่นๆ นอกจากนี้ ยังมีหนังสือนำเที่ยวกรีซ (Guide to Greece) อธิบายเกี่ยวกับอนุสาวรีย์ รูปแกะสลักและเทพนิยายประกอบเรื่องดังกล่าวแล้ว (Mill, 1990 : 5) นอกจากชาวโรมัน นิยมเดินทางไปท่องเที่ยวในกรีซแล้วยังเดินทางท่องเที่ยวไปยังอียิปต์ เพื่อเยี่ยมชมปิรามิด (Pyramids) และสฟิงค์ (Sphinx) ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในสมัยโบราณ (ชยาภรณ์ ชื่นรุ่งโรจน์, 2537 : 3 – 5) โดยมีบุคคลสำคัญคือ จักรพรรดิฮาเดรียน ซึ่งเสด็จออกเดินทางเพื่อตรวจตราและท่องเที่ยวในอาณาจักรในเขตรอบนอก โดยเริ่มออกเดินทางใน คริสต์ศักราช 120 โดยเสด็จไปชายแดนอังกฤษและสเปน ทวีปอาฟริกาและเดินทางไปทางด้านตะวันออกของอาณาจักร รวมระยะเวลาในการเดินทางทั้งสิ้น 12 ปี (Encyclopedia Americana ,Vol 27 :21)
ส่วนสถานที่สำหรับผู้มาท่องเที่ยวด้วยวัตถุประสงค์หลากหลายก็มีในกรุงโรม เช่น โคลอสเซียม (Coloseum) ซึ่งเป็นสถานที่ต่อสู้สำหรับการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างหฤโหดที่จบลงด้วยความ ตาย ระหว่างคนกับคน คนกับสัตว์ ซึ่งคนคือนักสู้เดนตาย (Gladiator) ได้แก่ เชลยศึก นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ที่ถูกพิจารณาแล้วว่ามีความผิด ผู้นับถือศาสนาคริสต์ในยุคที่ยังไม่ได้รับการยอมรับว่าถูกกฎหมาย รวมถึงผู้สมัครใจเป็นนักสู้เดนตายเองเพื่อหวังเงินตราหรือสิ่งตอบแทน บางอย่าง ส่วนสัตว์ป่าที่ดุร้าย เช่น สิงโต เสือดำ ที่นำเข้ามาจากดินแดนอาฟริกา การต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตเช่นนี้ถือว่าเป็นกีฬายอดนิยมอย่างหนึ่งของชาว โรมันตั้งแต่จักรพรรดิลงมาจนถึงประชาชนทั่วไป สถานที่แห่งนี้จุผู้ชมได้ 50,000 คน
เซอร์คัส แมกซิมัส (Circus Maximus) สถานที่สำหรับการแข่งขันรถเทียมม้าศึก (Charlot – racing) ซึ่งความนิยมของชาวโรมันที่มีต่อการแข่งขันเช่นนี้อาจเปรียบได้กับความนิยม ที่มีต่อรถยนต์สูตร 1 (Formula 1) ในปัจจุบันก็ว่าได้ สถานที่นี้จุผู้ชมได้มากถึง 150,000 คน และการแข่งขันมีทุกวัน วันละมากกว่า 24 เที่ยว (T Walker Wallbank ,1981 : 98)

โพลีบิอุส (Polybius 203 – 120 B.C.) นักประวัติศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นในกรีซ แต่เข้ามารับราชการในอาณาจักรโรมัน ได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับชัยชนะของโรมันที่มีต่อดินแดนรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (Kagn, Ozment and Turner, 1979 : 132-134) นอกจากนี้ยังได้เดินทางสำรวจแคว้นโกลในประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน ชายฝั่งทวีปอาฟริกาและสเปน โพลีบิอุส มีความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์และทำแผนที่ได้อย่างแม่นยำ วิชาการทำแผนที่ได้รับความสนใจและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งชาวโรมัน สามารถทำแผนที่เกี่ยวกับส่วนอื่นๆ ของโลกรวมทั้ง อินเดีย จีน และประเทศอื่นๆ ในเอเชีย การค้าระหว่างชาวโรมันกับดินแดนต่าง ๆ ส่งผลให้พ่อค้าชาวโรมันเดินทางไปค้าขาย นำสินค้าจากดินแดนต่างๆ เข้ามาในอาณาจักร เช่น เหล็กจากอังกฤษ เครื่องแก้วจากกอลล์ ม้าจากแคปปาโดเกีย เครื่องเทศจากอินเดีย นอกจากนั้นยังได้มีการขจัดพ่อค้าคนกลาง คือ ชาว พาร์เธียนและชาวอาหรับในการค้าขายระหว่างอาณาจักรโรมันกับอินเดีย พร้อมทั้งการเดินทางมามาทางตะวันออกเพื่อการค้าขายระหว่างอาณาจักรโรมันและ จีน โดยใช้เส้นทางสายไหม (Silk Route) นอกจากนี้ยังได้ค้าขายกับเมืองอื่น ซึ่งเดินทางผ่านทั้งทางบกและทางเรือ ในสมัยราชวงศ์ฮั่น (202 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 200) (Stavrianos, 1988 : 75 -76) โดยสินค้าที่ชาวโรมันต้องการคือ ผ้าไหม เพราะเชื่อว่าไหมผลิตมาจากใบไม้ (T Walker Wallbank ,1982 : 37 )
ความเจริญก้าวหน้าทางด้านการเดินทางของอาณาจักรโรมัน เกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น ความเข้มแข็งทางด้านการเมืองและการทหาร ทำให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทาง การเจริญเติบโตด้านการค้า ทำให้ชนชั้นกลางร่ำรวย มีเงินใน
ขณะเดียวกันความเป็นศูนย์กลางของโลกของกรุงโรมในขณะนั้น ทำให้บุคคลต่างๆ เดินทางเข้ามาในกรุงโรม เช่น พระนางคลีโอพัตรา ได้เสด็จมาที่กรุงโรมหลังการอสัญกรรมของจูเลียส ซีซาร์ ในปี 46 ก่อนคริศต์ศักราช และก็เป็นเรื่องเล่าขานถึงความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับมาร์ค แอนโทนี นายทหารคนสนิทของจูเลียส ซีซาร์

ฮีรอดมหาราช กษัตริย์แห่งแคว้นจูเดีย (Judea) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอิสราเอลในปัจจุบันมีศูนย์กลางอยู่ที่เยรูซาเลม ได้เดินทางติดตามมาร์ค แอนโทนีเพื่อเข้ารับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ ตลอดจนเดินทางเข้ามาเยี่ยมพระราชโอรสที่ศึกษาอยู่ที่กรุงโรม

การเดินทางครั้งโบราณ

การเดินทางในกรีซ เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากสาเหตุ 2 ประการ ประการแรก ระบบการแลกเปลี่ยนด้วยเงินตราและการยอมรับระบบเงินตราของกรีก ระหว่างนครรัฐต่างๆ จึงทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ประการที่สอง ภาษากรีกเป็นภาษากลางที่สามารถสื่อความหมายได้ทั่วไปในเขตทะเลเมดิเตอร์ เรเนียน จึงทำให้ง่ายต่อการติดต่อในขณะเดินทาง สำหรับวัตถุประสงค์ในการเดินทางเพื่อติดต่อธุรกิจในทางราชการ มีความสำคัญน้อย เพราะกรีซมีการปกครองแบบนครรัฐที่แยกจากกันเป็นอิสระ การเดินทางจึงเน้นทางด้านความสนุกสนานเพลิดเพลิน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือการเดินทางเพื่อพิธีกรรมทางศาสนา การกีฬา เช่น การแข่งขัน โอลิมปิค และการเยี่ยมชมเมืองเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเอเธนส์ (Athens) นอกจากชาวกรีกเดินทางในอาณาจักรของตนเองแล้ว ยังมีชนชาติอื่นๆ เช่น ชาวโรมัน ก็เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่กรีซ (Mill, 1990 : 5)

ถึงแม้ว่าอียิปต์จะถูกเปลี่ยนผ่านภายใต้การปกครอง ทั้งจากชาว อียิปต์เองและชาว เปอร์เซีย กรีก โรมันในระยะเวลาต่อมาแต่อาณาจักรอียิปต์ยังคงเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมที่ ยิ่งใหญ่ ความเจริญดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดการเดินทางการเพื่อการท่องเที่ยวด้วยเช่น กัน

นอกจากนั้นในสมัยโรมันกษัตริย์บางพระองค์ก็มีความนิยมออกเดินทาง เช่น กษัตริย์ฮาเดียนซึ่งเดินทางไปตามชายแดนอังกฤษ สเปน ตั้งแต่ ค.ศ. 120 และเดินทางไปยังทวีปอาฟริกา โดยใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้น 12 ปี พร้อมๆ กับการยกทัพ โดยพระองค์จะยกกองทัพขนาดใหญ่ไปด้วย พร้อมกับพัฒนาเมืองต่างๆ ที่เดินทางไป เช่น ก่อสร้างถนน สะพาน
การเดินทางซึ่งรุ่งเรืองมาตั้งแต่ 2,000 ปีก่อนค.ศ. และเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในยุคกรีกและโรมันเรืองอำนาจประมาณ 500 ปีก่อน ค.ศ. – ค.ศ. 200 ต้องหยุดชะงักลง เมื่อกรุงโรม เมืองหลวงของอาณาจักรโรมันตะวันตก ถูกพวกชนเผ่าวิซิโกธ (Visigoths) ซึ่งเป็นเผ่าหนึ่งของชาติเยอรมันในปัจจุบัน ยึดครองในปี ค.ศ. 476 อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ก็แตกแยกออกเป็นส่วนๆ ชนชาติอื่นๆ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรโรมันตะวันตก แยกตัวออกเป็นอิสระ อำนาจของโรมันส่วนกลางอ่อนแอ ปราบปรามไม่ได้จึงทำให้เกิดการสงครามแย่งชิงอำนาจ และเกิดโจรผู้ร้าย การเดินทางจึงไม่มีความปลอดภัยและหยุดชะงักลงระยะหนึ่ง

โรมัน ฟอรัม (Roman Forum) สถานที่ซึ่งเดิมเคยเป็นเพียงตลาดนัดธรรมดาแล้วเปลี่ยนมาเป็นศูนย์รวมแห่ง วิถีชีวิตประจำวันของชาวโรมัน (T Walker Wallbank ,1982 :114) สถานที่นี้ประชาชนมาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น พบปะ สังสรรค์ ซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้า ฟังนักพูดที่มีชื่อเสียง เทวสถานซึ่งเป็นที่สถิตของรูปปั้นสัญลักษณ์ของเทพเจ้าต่าง ๆ ที่ชาวโรมันนับถือ สถาที่ทรงเทพเจ้า (oracle) ซึ่งเป็นการสื่อสารระหว่างคนกับเทพเจ้าผ่านผู้ทรง เพื่อขอให้ทำนายทายทักเหตุการณ์ในอนาคต สืบหาคนหรือสิ่งของมีค่าที่หายไป ขอให้ช่วยตัดสินใจในทางเลือกที่ถูกต้องจากทางเลือกต่างๆ หรือถามถึงสาเหตุแห่งภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการลงโทษของเทพเจ้าเพื่อที่จะทราบคำตอบและจะได้ทำ พิธีกรรมหรือปฏิบัติให้ถูกต้องและเป็นที่พอใจของเทพเจ้า สถานที่อาบน้ำแบบโรมัน (Roman bath) ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น อาบน้ำร้อนหรือน้ำเย็น นวดตัว อบไอน้ำ ออกกำลังกาย เล่นเกม อ่านหนังสือ แม้กระทั่งพบปะสังสรรค์ ชาวโรมันทั้งมั่งมีและยากจนนิยมอาบน้ำหมู่ สถานที่อาบน้ำเหล่านี้เปิดเป็นสาธารณประโยชน์โดยคิดค่าใช้จ่ายไม่แพง (Nathaniel Harris , 2003 : 105) ในกรุงโรมมีสถานที่อาบน้ำสาธารณะถึง 800 แห่ง ถ้าจะเปรียบให้มองเห็นภาพสถานที่อาบน้ำแบบโรมันและกิจกรรมต่างๆ อาจเปรียบได้กับสโมสรส่งเสริมสุขภาพ (athletic club) ในปัจจุบัน(T Walker Wallbank , 1982 : 98)
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวนอกกรุงโรม รวมถึงพื้นที่ห่างไกลก็มี พีระมิดและเทวสถานในอียิปต์ สวนลอยแห่งกรุงบาบิโลน (Hanging Garden of Babilon) เมืองอเล็กซานเดรีย ศูนย์กลางแห่งศิลปะและวิทยาการของกรีกที่อียิปต์ โคลอสซัสแห่งเกาะโรดส์ (Colossus of Rhodes) ซึ่งเป็นรูปปั้นของสุริยเทพเฮลิออส (Helios) เกาะแก่งต่างๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และนครรัฐกรีก ซึ่งเป็นต้นแบบวัฒนธรรมที่ชาวโณมันนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม เป็นต้น

 

การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

“การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นทางออกหรือทางรอดเพียงทางเดียวที่จะนำพาให้ การท่องเที่ยวเกิดความยั่งยืนได้” หลายฝ่ายใน ททท. มีการขานรับความคิดนี้ในวงกว้าง มีการจัดตั้งมูลนิธิพิทักษ์สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว (พ.ส.ท.) กลางปี พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อดำเนินกิจกรรมอันเนื่องด้วยการพิทักษ์สิ่งแวด ล้อมและทรัพยากรการท่องเที่ยว เกิดสมาคมไทยท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (สอท.) องค์กรเอกชนที่ก่อตั้งโดยกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว มีหน้าโฆษณากลุ่มบริษัทท่องเที่ยวที่ให้บริการแนวนี้แยกออกมาโดยเฉพาะ 1 หน้าในอนุสาร อ.ส.ท.

ขณะเดียวกันการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวก็ขยายไปสู่ลุ่มน้ำโขง ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2536 ขณะที่รัฐบาลในสมัยนั้นเปิดนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ในส่วนของททท. ก็ได้เตรียมการร่วมเฉลิมฉลองการเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาว และนับจากตรงนี้เป็นต้นไปที่ทำให้เกิดโครงการในลักษณะเปิดประตูสู่อินโดจีน และทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขึ้นอีกหลาย รายการด้วยกัน เช่น นโยบายสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ และหกเหลี่ยมเศรษฐกิจ เป็นต้น

คุณเสรี วังส์ไพจิตร (ผู้ว่าการ ททท. พ.ศ. 2537 – 2542) ให้สัมภาษณ์เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ ททท. ในอนุสาร อ.ส.ท. ฉบับสิงหาคม 2537 ว่า “เราจะต้องไม่คำนึงถึงจำนวนนักท่องเที่ยวมากจนลืมความสำคัญของทรัพยากรด้าน การท่องเที่ยว ถ้าต้องการการพัฒนาระยะยาว ก็ต้องให้ความสำคัญต่อคุณภาพของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”

เป้าหมายนี้นำมาสู่นโยบายและแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิง อนุรักษ์ (Ecotourism) (ปี พ.ศ. 2538 – 2539) โดยให้คำจำกัดความของ Ecotourism หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ว่า หมายถึงการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ชื่นชม และเพลิดเพลินไปกับทัศนียภาพ สภาพธรรมชาติ สภาพสังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น บนพื้นฐานของความรู้และความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศ จากแนวความคิดดังกล่าวไปสู่การท่องเที่ยวอย่าง“ยั่งยืน” ดูจะเป็นเป้าหมายรวมของการแก้ไขปัญหาในเรื่องการท่องเที่ยวที่ดูดีที่สุด ทั้งในเรื่องแนวคิดและหลักการ ซึ่งทาง ททท. เองก็ได้เรียนรับปรับใช้ และได้ส่งเสริมให้แต่ละชุมชนเจ้าของพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวก้าวเดินไปร่วม กัน การหันกลับมามองถึงปัจจัยพื้นฐานว่าตัวเรามีอะไรที่มีค่ามากที่สุด คำตอบที่เห็นได้ชัดนอกจากธรรมชาติอันหลากหลายที่โอบล้อมอยู่ ก็หนีไม่พ้นเรื่องราวของความเป็นอยู่เฉพาะ ซึ่งจะกล่าวกันอย่างกว้างก็คือประเพณี ความเป็นอยู่ และศิลปวัฒนธรรมที่หล่อหลอมจนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นเฉพาะตน “โลกมันเปลี่ยน เราเองก็ต้องเดินตาม เมื่อเห็นว่ามันเหมาะควรกับบ้านเรา และเป็นทางพัฒนาที่เกิดประโยชน์ เราเองก็พร้อมจะเรียนรู้”

กระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลกเมื่อครั้งมีการประชุมสุดยอดสิ่ง แวดล้อมโลก หรือ “Earth Summit” เมื่อปี พ.ศ. 2535 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล มีส่วนผลักดันให้ทั่วโลกเกิดกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่เฉพาะในเรื่องของการดูแลโลก แต่ยังหมายย่อยถึงเรื่องของการท่องเที่ยวอันเป็นทิศทางที่แทบทุกประเทศมุ่ง เน้นที่จะพัฒนา

กระแสการพัฒนาการท่องเที่ยวจึงมุ่งเน้นไปที่ 3 ข้อหลัก คือ

  1. กระแสความต้องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

  2. กระแสความต้องการในด้านการศึกษาเรียนรู้

  3. กระแสความต้องการพัฒนาคน

จากกระแสพัฒนาดังกล่าว มีผลต่อการปรับตัวของระบบการท่องเที่ยวบ้านเรา “เราเริ่มหันมาหา Ecotourism กันเป็นหลัก เรียกว่าตอนนั้นในบ้านเราเกิดเป็นกระแสท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บางคนก็นิยามว่าเป็นท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หลากหลายคำ” ซึ่งนิยามทั้งหมดทั้งมวลล้วนหมายถึงการที่เราจะเริ่มหันมาใส่ใจกับคนทั้ง ประเทศ ไม่มีการแยกนักท่องเที่ยวกับเจ้าของพื้นที่ออกเป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง

เที่ยวอุทยานภาคเหนือ

วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน
วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อยู่ในท้องที่ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยนางนอน มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2529

ภูมิประเทศ
เป็นภูเขาขนาดใหญ่หลายลูกติดต่อกันสลับซับซ้อน สูงโดยเฉลี่ยประมาณ 779 เมตร โดยลาดชันมาทางทิศตะวันออก

สัตว์ป่า
สัตว์ป่าที่พบได้แก่ ช้าง เสือดาว กวาง อีเก้ง หมูป่า อีเห็น กระรอก นกกระยาง นกกะปูด พังพอน กระต่ายป่า ค้างคาว นกกระจิบจุดดำ เป็นต้น

ป่าและพันธุ์ไม้
เป็นป่าเบญจพรรณที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ สัก เต็ง รัง เหียง พลวง ประดู่ มะค่า ตะเคียน ยอป่า และมีไม้ไผ่ขึ้นตลอดทางตามแนวลำห้วยและลำธาร

การเดินทาง
วนอุทยานฯอยู่ห่างจากถนนจังหวัดเชียงราย-อำเภอแม่สาย (ถนนพหลโยธิน) 2.2 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างอำเภอแม่จัน-อำเภอแม่สาย ถนนลาดยางตลอดสายจนถึงวนอุทยานฯ การเดินทางไปวนอุทยานสะดวกสบายมากเนื่องจากอยู่ห่างจากจังหวัดเชียงราย 60 กิโลเมตร ห่างจากอำเภอแม่จัน 14 กิโลเมตร และห่างจากอำเภอแม่สาย 8 กิโลเมตร
วนอุทยานน้ำตกตาดควัน
วนอุทยานน้ำตกตาดควัน อยู่ในท้องที่หมู่ที่ 6 ตำบลตาดควัน อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยหลวง ป่าน้ำยาวและป่าน้ำซ้อ มีเนื้อที่ประมาณ 2,100 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545

ภูมิประเทศ
ภูเขาวางตัวในแนวทิศเหนือ-ใต้ สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 440-674 เมตร มีความลาดชันเฉลี่ยทั่วพื้นที่ 30 % มีลำห้วยตาดควันไหลผ่านตอนกลางของพื้นที่ ลำห้วยแม่ต๋ำไหลผ่านด้านทิศใต้ โดยลำห้วยตาดควันและลำห้วยแม่ต๋ำจะไหลมารวมกันเป็นลำน้ำแม่ต๋ำทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ลำห้วยตาดควันและลำห้วยแม่ต๋ำเป็นห้วยขนาดใหญ่และมีน้ำไหลตลอดปี

สัตว์ป่า
สัตว์ป่าที่พบมีจำนวนน้อยและเป็นสัตว์ขนาดเล็กจำพวกนก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ฟันแทะ งูและปลาชนิดต่างๆ

ป่าและพันธุ์ไม้
เป็นป่าดิบแล้ง สภาพป่ายังอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้เด่นที่พบได้แก่ ยางแดง ตะแบกแดง มะค่าโมง ประดู่ เติม ยมหิน แดงน้ำ ลำพูป่า เป็นต้น ไม้พื้นล่างเป็นพวกไผ่ซาง ไผ่ไร่ ไผ่หก กล้วยป่า หญ้าคา สาบเสือ เอื้องหมายนา เฟิร์น บอน

การเดินทาง
เดินทางจากอำเภอเมืองเชียงราย ถึงบ้านหัวดอย ระยะทาง กิโลเมตร ไปอำเภอพญาเม็งรายตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1152 ระยะทาง 40 กิโลเมตร เดินทางไปทางทิศใต้ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1174 ถึงบ้านป่าม่วง ระยะทาง 14 กิโลเมตร ไปบ้านหมื่น 2.5 กิโลเมตร เป็นถนนกรมโยธาธิการ สายบ้านป่าม่วง-บ้านสันเวียง เลี้ยวขวาไปบ้านแม่ต๋ำน้ำตกตามถนนกรมโยธาธิการ สายบ้านป่าหมื่น-บ้านสันเวียง ระยะทาง 4 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่อถึงวนฯอีก 8 กิโลเมตร ถนนเป็นดินลูกรัง รวมระยะทางทั้งหมด 74.5 กิโลเมตร

เดินทางไปทำบุญ

กฐิน   เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎกเถรวาท เป็นชื่อเรียกผ้าไตรจีวรที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว สามารถรับมานุ่งห่มได้
โดยคำว่ากฐิน หรือการกรานกฐิน จัดเป็นสังฆกรรมประเภทหนึ่งตามพระวินัยบัญญัติเถรวาทที่มีกำหนดเวลา คือพระสงฆ์สามารถกระทำสังฆกรรมนี้ได้นับแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือสร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ และอนุเคราะห์ภิกษุผู้ทรงคุณที่มีจีวรชำรุด   ดังนั้นกฐินจึงจัดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสังฆกรรมของพระสงฆ์โดยจำเพาะ ซึ่งนอกจากในพระวินัยฝ่ายเถรวาทแล้ว กฐินยังมีในฝ่ายมหายานบางนิกายอีกด้วย แต่จะมีข้อกำหนดแตกต่างจากพระวินัยเถรวาท
การเดินทางมาของผ้าไตรจีวรอันจะนำมากรานกฐินตามพระวินัยบัญญัติของเถรวาทนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการรับผ้าจากผู้ศรัทธาเพื่อนำมากรานกฐิน  ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้เกิดทานพิธีการถวายผ้ากฐิน หรือการทอดกฐินของพุทธศาสนิกชนขึ้น และด้วยการที่การถวายผ้ากฐินนั้น จัดเป็นสังฆทาน  คือถวายแก่คณะสงฆ์โดยไม่เจาะจงภิกษุ รูปใดรูปหนึ่ง เพื่อให้คณะสงฆ์นำผ้าไปอปโลกน์ ยกให้ แก่ภิกษุรูปใด รูปหนึ่งตามที่คณะสงฆ์ลงมติ (ญัตติทุติยกรรมวาจา) และกาลทาน ที่มีกำหนดเขตเวลาถวายแน่นอน คณะสงฆ์วัดหนึ่ง ๆ สามารถรับได้ครั้งเดียวในรอบปี จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นบุญประเพณีนิยมที่สำคัญของพุทธศาสนิกชนโดย ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย

ท่องเที่ยวประเพณีการทอดกฐิน มีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์ โดยการถวายผ้าพระกฐินของพระมหากษัตริย์จัดเป็นพระราชพิธีที่สำคัญประจำปี ในปัจจุบันถวายผ้ากฐินในแง่การสนับสนุนผ้าไตรจีวรเพื่อใช้ใน สังฆกรรมสำคัญ ของคณะสงฆ์ได้ถูกลดความสำคัญลงไป แต่กลับให้ความสำคัญกับบริวารของกฐินทานแทน เช่น เงิน หรือวัตถุสิ่งของ เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาพัฒนาถาวรวัตถุและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ซึ่งจัดเป็นสังฆทานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน

กฐินมีกำหนดระยะเวลาถวาย จะถวายตลอดไปเหมือนผ้าชนิดอื่นมิได้ ระยะเวลานั้นมีเพียง 1 เดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันเพ็ญเดือน 12) ระยะเวลานี้เรียกว่า กฐินกาล คือระยะเวลา ทอดกฐิน หรือ เทศกาลทอดกฐิน    ชาวพุทธในประเทศไทยให้ความสำคัญกับงานทอดกฐินที่จัดในวัดต่าง ๆ มาก โดยถือว่าเป็นงานบุญสำคัญที่สุดงานหนึ่งในรอบปี บางวัดที่มีผู้ศรัทธามาก อาจมีผู้จองเป็นเจ้าภาพทอดกฐินล่วงหน้ายาวเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของชาวพุทธในประเทศไทยที่ได้ร่วมใจกันสืบทอด ประเพณีนี้มาจนปัจจุบัน

ประวัติความเป็นมาของกฐิน
เริ่มต้นจากการได้มีภิกษุชาวเมืองปาไฐยรัฐ 30 รูป ได้เดินทางเพื่อมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี แต่ยังไม่ทันถึงเมืองสาวัตถี ก็ถึงวันเข้าพรรษาเสียก่อน พระสงฆ์ทั้ง 30 รูป จึงต้องจำพรรษา ณ เมืองสาเกตุในระหว่างทาง พอออกพรรษาแล้ว ภิกษุเหล่านั้นจึงได้ออกเดินทางมาเข้าเฝ้าพระศาสดาด้วยความยากลำบากเพราะฝนยัง ตกชุกอยู่ เมื่อเดินทางถึงวัดพระเชตวัน พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามถึงความเป็นอยู่และการเดินทาง เมื่อทราบความลำบากนั้นจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนไตรมาสสามารถ รับผ้ากฐินได้ และภิกษุผู้ได้กรานกฐินได้อานิสงส์ 5 ประการ ภายในเวลาอานิสงส์กฐิน (นับจากวันที่รับกฐินจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4) คือ
1.    ไปไหนไม่ต้องบอกลา
2.    ไม่ต้องถือไตรจีวรไปครบสำรับสามผืน
3.    ฉันคณะโภชน์ได้ (ล้อมวงกันฉันภัตตาหารได้)
4.    เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้โดยที่ยังมิได้วิกัปป์ และอธิษฐาน โดยไม่ต้องอาบัติ
5.    จีวรลาภอันเกิดขึ้น จักได้แก่ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว

ความพิเศษของกฐินที่แตกต่างจากทานอย่างอื่น
1. จำกัดประเภททาน คือ ต้องถวายเป็นสังฆทานเท่านั้น จะถวายเฉพาะเจาะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทานอย่างอื่นไม่ได้
2. จำกัดเวลา คือ ต้องถวายภายในระยะเวลา 1 เดือน นับแต่วันออกพรรษาเป็นต้นไป
3. จำกัดงาน คือ พระภิกษุที่กรานกฐินต้องตัด เย็บ ย้อม และครองให้เสร็จภายในวันที่กรานกฐิน
4. จำกัดไทยธรรม คือ ผ้าที่ถวายต้องถูกต้องตามลักษณะที่สงฆ์กำหนดไว้
5. จำกัดผู้รับ คือ พระภิกษุผู้รับกฐิน ต้องเป็นผู้ที่จำพรรษาในวัดนั้นโดยไม่ขาดพรรษา และจำนวนไม่น้อยกว่า 5 รูป
6. จำกัดคราว คือ วัด ๆ หนึ่งรับกฐินได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น
7. เป็นพระบรมพุทธานุญาต ทานอย่างอื่นทายกทูลขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต เช่น มหาอุบาสิกาวิสาขาทูลขออนุญาตผ้าอาบน้ำฝน แต่ผ้ากฐินนี้พระองค์ทรงอนุญาตเอง นับเป็นพระประสงค์โดยตรง

ชนิด ของกฐินในประเทศไทย
ตามพระวินัยแล้ว ไม่ได้จำแนกการทอดกฐิน (การถวายผ้ากฐินแก่พระสงฆ์) ออกเป็นชนิด ๆ ไว้แต่อย่างใด คงกล่าวแต่เพียงในส่วนการทำหรือรับผ้ามากรานกฐินของพระสงฆ์เท่านั้น แต่หากพิจารณาจากประเพณีที่นิยมปฏิบัติในปัจจุบัน คงพอจำแนกชนิดของการทอดกฐินได้คือ
จุลกฐิน คือ คำเรียกการทอดกฐินที่ต้องทำด้วยความรีบด่วน โดยต้องอาศัยความสามัคคีของผู้ศรัทธาจำนวนมาก เพื่อผลิตผ้าไตรจีวรให้สำเร็จด้วยมือภายในวันเดียว กล่าวคือ ต้องเริ่มตั้งแต่เก็บฝ้าย ตัดเย็บ ย้อม และถวายให้พระสงฆ์กรานกฐินให้เสร็จภายในเวลาเช้าวันหนึ่งจนถึงย่ำรุ่งของอีก วันหนึ่ง ดังนั้นโบราณจึงนับถือกันว่าการทำจุลกฐินมีอานิสงส์มาก เพราะต้องใช้ความอุตสาหพยายามมากกว่ากฐินแบบธรรมดา (มหากฐิน) ภายในระยะเวลาอันจำกัด โดยจุลกฐินนี้ปัจจุบันมักจัดเป็นงานใหญ่ มีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก     ประเพณีการทอดจุลกฐินนี้เป็นประเพณีที่พบเฉพาะในประเทศไทยและลาว ปัจจุบันประเพณีการทำจุลกฐินนิยมทำกันเฉพาะชุมชนทางภาคเหนือและอีสานเท่า นั้น โดยอีสานจะเรียกกฐินชนิดนี้ว่า “กฐินแล่น” (จุลกฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก)
สาเหตุประการหนึ่งที่มีการทำจุลกฐิน เนื่องมาจากกำหนดการกรานกฐินนั้นมีระยะเวลาจำกัด และพระสงฆ์ไม่สามารถขวนขวายดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผ้ากฐินเองได้ เพราะจะทำให้กฐินเดาะ (สังฆกรรมเสีย) จึงอาจมีบางวัดที่ใกล้กำหนดหมดฤดูกฐินแต่ยังไม่มีผู้นำผ้ากฐินมาถวาย  ทำให้ในสมัยก่อนเมื่อใกล้เดือน ๑๒ (หมดฤดูกฐิน) มักจะมีผู้ศรัทธาตระเวนไปตามวัดต่าง ๆ เมื่อเจอวัดที่ยังไม่ได้รับถวายผ้ากฐิน จึงต้องเร่งรีบขวนขวายจัดการทำผ้ากฐินให้เสร็จทันฤดูกฐินหมด ซึ่งบางครั้งอาจเหลือเวลาแค่วันเดียว จึงต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งชุมชน ในการร่วมกันจัดทำผ้าไตรจีวรให้สำเร็จก่อนหมดฤดูกฐิน (เพราะสมัยก่อนไม่มีผ้าไตรจีวรสำเร็จรูปสำหรับขาย) การร่วมมือกันจัดทำจุลกฐินดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสร้างความ สามัคคีของคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี  บางครั้งหากผู้ที่อยากจะทำบุญ ทราบว่าเหลือวัดที่ตกค้างยังไม่ได้รับกฐิน จริงๆ  จะเกิด กฐินโจรขึ้นซึ่งจะคล้ายกับจุลกฐินแต่พิธีการไม่ยุ่งยากเท่า?คือ จู่ๆก็ไป?สันนิษฐานว่ามักทำกันแบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัว?ที่เรียกว่ากฐินโจร ไม่บอกกล่าวให้ทางวัดรู้ล่วงหน้า
มหากฐิน เป็นศัพท์ที่เรียกเพื่อหมายความถึงการทอดกฐินที่มีบริวารกฐินมาก ไม่ต้องทำโดยเร่งรีบเหมือนจุลกฐิน มหากฐินคือกฐินที่ทอดถวายตามวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยในปัจจุบัน ที่จะมีการรวบรวมจตุปัจจัยไทยธรรมและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นเครื่องประกอบในงานกฐินถวายแก่พระสงฆ์ เพื่อนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป (มหากฐินไม่ใช่ศัพท์ที่ปรากฏในพระวินัยปิฎก) โดยมหากฐินนั้นอาจเป็นกฐินที่มีเจ้าภาพเพียงคนเดียวหรือกฐินสามัคคีก็ได้
กฐินหลวง เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานด้วยพระองค์เอง หรือทรงโปรดเกล้าให้พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เสด็จไปพระราชทานแทน กฐินหลวงนี้จัดเครื่องพระราชทานด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และบางครั้งมีการจัดพิธีแห่เครื่องกฐินพระราชทานอย่างใหญ่ โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือกระบวนพยุหยาตราสถลมารถ แล้วแต่พระราชประสงค์ (ในปัจจุบันคงการเสด็จพระราชดำเนินทรงถวายผ้าพระกฐินอย่างพิธีใหญ่นั้น คงเหลือเพียงโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคเท่านั้น)

กฐินหลวงในปัจจุบันมีเพียง 16 วัดเท่านั้น เช่น วัดพระเชตุพนวิมล มังคลาราม วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร เป็นต้น
กฐินต้น เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานยังวัดราษฎร์เป็นการส่วนพระองค์

กฐินพระราชทาน เป็นผ้าพระกฐินพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องกฐินแก่พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ส่วนราชการ หน่วยงาน สมาคม หรือเอกชน ให้ไปทอดยังพระอารามหลวงต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักร (ในปัจจุบันกรมการศาสนารับผิดชอบจัดผ้าพระกฐินและเครื่องกฐินถวาย)

กฐินราษฎร์ คือกฐินที่ราษฏรหรือประชาชนทั่วไปที่มีจิตศรัทธาจัดถวายผ้ากฐิน และเครื่องกฐินไปถวายยังวัดราษฎร์ต่าง ๆ โดยอาจแบ่งออกเป็นจุลกฐิน และมหากฐิน (กฐินสามัคคี) ในปัจจุบันกฐินราษฎร์ หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า กฐิน สามัคคี ผู้เป็นประธานหรือเจ้าภาพในการทอดกฐินจะให้ความสำคัญกับการรวบรวม (เรี่ยไร) เงินและสิ่งของเพื่อเข้าประกอบเป็นบริวารกฐินมากกว่า เพราะวัดสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาได้ และเนื่องจากการถวายผ้ากฐินเป็นกาลทาน จึงทำให้ประเพณีการทอดกฐินเป็นงานสำคัญประจำปีของวัดต่าง ๆ โดยทั่วไปในประเทศไทย

จุดชมวิว

 

                จุดชมทิวทัศน์เขาเขียว (ผาตรอมใจ) นับเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามน่าชมและเป็นทีนิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่าง มาก มีลักษณะคล้ายผานกเค้าที่ภูกระดึง จะมองเห็นภูเขาร่มเป็นแนวยาว และทิวทัศน์ที่สวยงามด้านจังหวัดปราจีนบุรี ตอนเช้าตรูจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าเป็นดวงกลมสีแดงเหนือสันเขาร่มที่สวย งาม
จุดชมทิวทัศน์ผาเดียวดาย  ถ้ามาจากที่ทำการน หรือผากล้วยไม้ ทางขึ้นเขาเขียวจะอยู่ซ้ายมือ ของถนนสายปราจีน-เขาใหญ่ บริเวณกิโลเมตรที่ 12 ให้สังเกตลานจอดรถทางด้านขวามือ ส่วนทางเข้าไปจุดชมทิวทัศน์ผาเดียวดาย มีทางเดินเลก ๆ เข้าสู่ป่าดงดิบบริเวณด้านซ้ายมือลงไปตามทางชันอีกเล็กน้อยจะถึงจุดชม ทิวทัศน์ ซึ่งเป็นลานหินยื่นออกมาจากหน้าผา มองเห็นเขาร่มและป่าดงดิบหนาทึบจนถึงทุ่งงูเหลือม และเขาสมอปูน จากลานหินจะมีทางแยกไปชมทิวทัศน์ ได้อีกหลายมุม ถนนขึ้นเขาเขียวจะไปสิ้นสุดที่ศูนย์ควบคุมและรวยงานเขาเขียวของกองทัพอากาศ ตรงด่านรักษาการฯ จะมีจุดชมทิวทัศน์อีกแห่งหนึ่ง คือผาตรอมใจ ซึ่งจะมองเห็นผืนป่าได้บริเวณกว้าง
จุดชมทิวทัศน์ กม. 9 อยู่ช่วงกิโลเมตรที่ 9 ถนนขึ้นเขาเขียว สามารถมองทิวทัศน์ป่าไม้และภูเขาด้านทิศเหนือตลอดแนวได้เป็นอย่างดี
หอดูสัตว์ เป็นสถานที่ที่จัดทำขึ้น เพื่อการซุ่มดูสัตว์ป่า    นักท่องเทียวสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ตั้งแต่เวลา 06.00 น. - 18.00 น  จำนวน 2 แห่งได้แก่
                        -  หอดูสัตว์หนองผักชี อยู่ บริเวณหนองผักชี ซึ้งเป็นแหลงน้ำของสัตว์รอบ ๆ หนองน้ำเป็นทุ้งหญ้าคากว้างใหญ่มีโป่งสัตว์ ปากทางเข้าไปอยู่บริเวณ กม. 36 - 36 ถนนธนะรัชต์ เดินเท้าเข้าไปอีก ประมาณ 1 กิโลเมตร
                        -  หอดูสัตว์มอสิงโต อยู่ บริเวณอ่างเก็บน้ำมอสิงโต รอบๆ มีสัญลักษณ์เป็นทุ่งหญ้าโล่ง ๆ ที่เหมาะ สำหรับการซุ่มดูสัตว์ที่มากินดินโป่ง ซึ่งเป็นดินที่มีที่มีแร่ธาตุสำคัญของ สัตว์กินพืช อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานเขาใหญ่ประมาณ   500 เมตร

เที่ยวน้ำตกอย่างปลอดภัย

ท่องเที่ยว
ระหว่างทางเดินมายังน้ำตกเหวนรกนี้ จะสังเกตเห็นแนวคันปูนเป็นระยะ สร้างขึ้นเพื่อป้องกันช้างพลัด ตกไปยังน้ำตก เนื่องจากในปี 2535 มีช้างโขลงหนึ่งจำนวน 8 ตัวหลงเข้ามาและถูกกระแสน้ำพัดตกลงไปตายหมด ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ในช่วงนั้น ทางอุทยานแห่งชาติจึงได้สร้างแนวป้องกันนี้ขึ้นมาเพื่อป้องกันอันตรายแก่ ช้างป่ามิให้เกิดขึ้นอีก

แต่เดิมก่อนที่จะมีการตัดถนนสายปราจีนบุรี – เขาใหญ่นั้น การจะชมน้ำตกจะต้องเดินเท้าเข้ามาโดยใช้เวลาไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง แต่หลังจากตัดถนนสายปราจีนบุรี-เขาใหญ่เสร็จแล้ว ถนนตัดผ่านใกล้น้ำตกเหวนรกมาก โดยมีลานจอดรถห่างจากตัวน้ำตกเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น ระหว่างทางสามารถเดินชมธรรมชาติอันสวยงามสองข้างทางได้  เมื่อถึงตัวน้ำตกจะมีบันไดลงไปอีกราว 50 เมตร ซึ่งค่อนข้างแคบและชัน แต่เมื่อลงไปถึงจุดชมวิวก็จะเห็นความยิ่งใหญ่อลังการของน้ำตกได้อย่างสวยงาม หากไปในฤดูฝนมีน้ำมาก ละอองน้ำจะกระเซ็นต้องกับแสงอาทิตย์เป็นสายรุ้งอย่างงดงาม แต่หากมาชมในหน้าแล้งนั้นอาจต้องผิดหวังเพราะไม่มีน้ำ เห็นแต่เพียงหน้าผาแห้งๆ เท่านั้น ซึ่งน้ำตกที่เห็นนี้จะเป็นน้ำตกชั้นที่  1  เท่านั้น

บริเวณทางเดินเข้าชมน้ำตก

เดินตามทางปูน ขมธรรมชาติ จนถึงสะพานข้ามห้วยสมอปูน

บริเวณต้นน้ำตกด้านบนสุด (เป็นหน้าผาสูง ระวังลื่นด้วยนะครับ อันตรายมาก)

บันไดทางลงชมทิวทัศน์น้ำตก ปรับปรุงใหม่เป็นบันไดปูนซีเมนต์ แข็งแรงมันคง

ในอดีตจะมีทางเดินลงไปจุดชมวิวในบริเวณชั้นที่  2 เป็นบันไดไม้สูงชัน ปัจจุบันทางอุทยานแห่งชาติ ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเดินลงไปถึงชั้นล่างเนื่องจากทางสูงชันและลื่นมาก ในฤดูฝนน้ำจะไหลแรงมาก เป็นอันตรายแก่นักท่องเที่ยว ซึ่งชั้นที่ 2 นี้มีความสูงมากกว่าชั้นแรกเสียอีก ส่วนน้ำตกชั้นที่ 3 นั้นจะมีขนาดเตี้ยที่สุด (แต่ก็ไม่ต่ำกว่า 10 เมตร)  การจะชมน้ำตกชั้นที่ 2 และ 3 นั้น นักท่องเที่ยวจะต้องเดินไปอีกทางหนึ่งซึ่งไม่อนุญาตให้เข้าโดยพละการ จำเป็นจะต้องขออนุญาตและมีเจ้าหน้าที่ติดตามไปด้วย เนื่องจากเป็นทางชันและอันตรายมาก

น้ำตกเหวนรกชั้นที่ 2 และ ชั้นที่ 3

เนื่องจากน้ำตกเหวนรกเป็นน้ำตกที่มีความสูงชันมาก  และมีปริมาณน้ำมากในช่วงฤดูฝนไม่เหมะสำหรับการลงเล่นน้ำ  กิจกรรมที่เหมาะสมคือการเที่ยวชมน้ำตกเพื่อผ่อนหย่อนใจ  การชมทัศนียภาพ  และถ่ายภาพน้ำตก  เป็นต้น  นอกจากนี้กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยม  ได้แก่  การดินศึกษาธรรมชาติระหว่างเส้นทางเข้าสู่น้ำตกเหวนรกซึ่งต้องผ่านลำห้วยสมอปูน  เพื่อชมพืชพรรณและดูนกได้ตลอดทั้งปีได้อีกด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เข้ามาเที่ยวบริเวณน้ำตกเหวนรก  โดยมากเป็นกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา  และนักท่องเที่ยวที่ต้องการศึกษาธรรมชาติ  จะมีทั้งแบบทัศนาจร  (ไป-กลับ)  และแบบพักค้างคืนบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

สิ่งอำนวยความสะดวก  บริเวณน้ำตกเหวนรกมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวประกอบด้วยศูนย์บริการนักท่องเที่ยว  ลานจอดรถขนาดใหญ่  ทางเดินลงไปชมน้ำตกเป็นขั้นบันไดซีเมนต์  มีเก้าอี้นั่งพักเป็นระยะ  ก่อนจะถึงน้ำตกชั้น  1 มีรั้วสำหรับกั้นช้างข้างลำน้ำเป็นคอนกรีตแข็งแรงตั้งแต่ริมลำธารขี้นไปจนพ้นระยะอันตราย  และในบริเวณลำธารที่ให้ช้างเดินข้ามจัดทำแผ่นคอนกรีต  ตามระยะก้าวเดินของช้างพร้อมไฟสว่าง  เพื่อให้ช้างสามารถข้ามลำธารได้อย่างปลอดภัย  ช่วงสุดท้ายของเส้นทางเป็นบันไดไม้  พร้อมราวจับ  มีความสูงชันประมาณ  50-60  องศา  ปลายทางเป็นลานคอนกรีตขนาด  3 X 4  เมตร  มีรั้วเหล็กเตี้ย  (ประมาณ 0.5  เมตร)  มองเห็นความสูงของน้ำตกชั้นที่  1  ได้ในมุมกว้าง  สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณน้ำตกเหวนรก  พบว่า  มีความเหมาะสมระดับปานกลางค่อนข้างมาก  สำหรับศักยภาพของทรัพยากรการท่องเที่ยวในบริเวณน้ำตกเหวนรก  จัดอยู่ในระดับสูง และจัดเป็นแหล่งนันทนาการประเภท  พื้นที่ธรรมชาติกึ่งสันโดษใช้ยานยนต์  (Semi-primitive  motorized  area)

การเดินทาง
น้ำตกเหวนรก ตั้งอยู่ในอำเภอปากพลี  จังหวัดนครนายก  ทางด้านทิศใต้ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่    จากที่จอดรถจะต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ  1 กิโลเมตร  ข้ามห้วยสมอปูน (ปัจจุบันมีสะพานปูนข้ามห้วยสมอปูน)  การเดินทางโดยรถยนต์เข้าสู่น้ำตกเหวนรกสามารถเดินทางได้โดยเริ่มต้นจาก  อำเภอปากช่อง  และตรงไปตามเส้นทางที่มุ่งสู่  จังหวัดปราจีนบุรี  จนถึงบริเวณน้ำตกมีป้ายขนาดใหญ่บอกให้เลี้ยวขวาเข้าลานจอดรถของน้ำตกเหวนรก  หลังจากนั้นต้องเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ  1  กิโลเมตร  ซึ่งเป็นเส้นทางคอนกรีต  และมีสะพานข้ามห้วยสมอปูน  จะถึงจุดชมทัศนียภาพของน้ำตกเหวนรก  นอกจากนี้ยังสามารถเดินทางจาก  จังหวัดนครนายก  ไปตามถนนทางหลวงหมายเลข  33  จนถึงสี่แยกนเรศวร  เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ระบบการจราจรของถนนทางหลวงหมายเลข  3077 (เขาใหญ่-ปราจีนบุรี)  ซึ่งเป็นทางขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติ  จนถึงกิโลเมตรที่  24  เลี้ยวซ้ายขึ้นไป จะมีลานจอดรถกว้างใหญ่ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ห้องน้ำ คอยบริการ

บินไปพม่า

ท่องเที่ยว
ในช่วงของตอนบ่ายวันที่ 19 สิงหาคม ได้ไปที่เคาน์เตอร์ N ของสายการบิน
Myanmar Airway International (M.A.I) คุณโหน่ง (ผู้ชาย) ได้เดิน
ตรงดิ่งมาหาพร้อมทั้งได้นำใบเข้าเมืองทั้งของไทยและพม่าเขียนมาให้เรียบร้อย
คุณโหน่งเป็นไกด์มาจากบริษัท (Spirit of the world) ซึงบริษัทที่เรา
ติดต่อในตอนแรกช่วงเวลาที่เรามานั้นมีเราเพียงคนเดียวเขาจึงได้พามารวม
กับบริษัทของคุณโหน่ง รวมทั้งเราก็เป็น 10 คนพอดี เริ่มต้นการเดินทางครับ
หลังจากกลับฮ่องกง เห็นว่าตัวเองเดินขึ้นไปไหว้พระใหญ่โปลิน
ที่ฮ่องกงได้ จึงเห็นว่าตอนนี้ยังพอไปได้นี่นา จึงคิดที่จะไปพม่า
ซึ่งไม่เคยไปมาก่อนเลย อยากจะไหว้พระเจดีย์ชเวดากอง ให้เห็น
กับตาว่าสวยมากแค่ไหน จึงได้เปิดเวป เห็นบริษัีททัวส์ เยอะแยะ
ไปหมด แต่ที่น่าสนใจคือที่บริษัท Bond street เห็นน่าสนใจ
ราคาก็ไม่แพงราคา 14,900 รวมทุกอย่าง เว้นอย่างเดียวคือทิป
ที่จะให้กับคนแบกเสลี่ยงขึ้นเขาไปเที่ยวพระอินทร์แขวน กับค่าไกด์
ชาวพม่้าเท่านั้นเอง แต่เราไปคนเดียวนอนคนเดียวจึงต้องเสียค่าแพง
ขึ้นมาอีก 3,500 รวมแล้วก็คงมากกว่าคนอื่นแน่นอน เพราะไม่มีใคร
มาด้วยโดยให้เหตุผลว่าตอนนี้เป็นฝนตกเกรงว่าจะเที่ยวไม่สนุก แต่เรา
กลับไม่คิดเช่นนั้น ยิ่งมีฝนตกก็ยิ่งสนุกทำให้เพิ่มรสชาติขึ้นมาอีกนะซิ

พอผ่าน ตม. และตรวจร่างกายเพื่อขึ้นเครื่องก็มาถึง
เกษียรสมุทรโดยมี พระวิษณุ เป็นองค์ประธาน ในการที่จะได้มาถึงน้ำอมฤต

น้ำอมฤตนี้ เป็นสิ่งที่อมตะ มั่งคง ยืนยงสถาพร เช่นเดียวกับ
สุวรรณภูมิ อันเป็นแผ่นดินทอง ความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง
มั่นคง เป็นอมตะ ความหมายก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีที่สิ้นสุด

เข้ามาถึงรอขึ้นเครื่อง หากท่านได้เคยไปชมนานาสาระ
เรื่องเกี่ยวกับเครื่องบิน ดูลัีกษณะเครื่องซึ่งกระจกด้านหน้า
ที่อยู่ติดกับลำตัวเครื่อง บานสุดท้ายจะเห็นลักษณะด้านบนเป็น
เหมือนกับถูกมุมตัดออก และปลายปีกด้านเป็นหัวลูกศร นี่แหละ
คือเครื่องของบริษัทบัส ลำเล็กเช่นนี้ก็จะเป็น A320 หรือ A319

ขึ้นมาบนเครื่อง พนักงานบนเครื่องรับรองของ
สารการบิน เมียนม่า แอรเวย์สวัสดีทักทายผู้โดยสาร
ด้วยการมอบผ้าร้อน ให้กับผู้โดยสารก่อนเครื่องเดินทาง

ทั้งสองภาพเป็นเครื่องบินจากประเทศไทยกำลังมุ่งตรงไปยังประเทศพม่า
จากนั้นพนักงานบนเครื่องก็ได้มอบน้ำใจจาก (M.A.I)
คืออาหารและเครื่องดื่ม ที่มองเห็นด้านหน้าคือคุณโหน่ง ไกด์ของเรา

อาหารก็ใช้ได้โดยเฉพาะแซนวิสอร่อย
แทนการหิวได้ มีขนมและผลไม้ ทั้งกาแฟและเครื่องดื่ม

เครื่องแจ้งให้ทราบว่ากำลังจะลงประเทศพม่าแล้ว ฝนกำลังตกน่าดู

มาถึงประเทศพม่าแล้ว ได้พบกับไกด์ของพม่า
ก็คงจะไปเที่ยวตอนนี้เลย แม้ฝนจะตกอย่างไรก็ต้องไป
คุณอ่อง(ไกด์)บอกว่าเดี๋ยวไปเที่ยวไม่ครบ มีร่มไม่้ต้องห่วง

แนะนำที่เที่ยว

แม่น้ำบ้านเขาแก้ว เป็นเรือนไม้ทรงไทยที่มีอายุประมาณ 80-100 ปี เจ้าของบ้านคืออาจารย์ทรงชัย วรรณกุล ได้จัดแสดงเป็น “ศูนย์ศึกษาวัฒนธรรมไทยวน” โดยรวบรวมภาชนะ อาวุธ เครื่องมือทำมาหากิน และผ้าทอลายโบราณที่มีอายุกว่าร้อยปี ได้แก่ ผ้ามุกยกดอก ผ้าลายขิด ผ้าจก บรรรยากาศภายในร่มรื่นเย็นสบาย

วัดสมุหประดิษฐาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลสวนดอกไม้ ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 2 กิโลเมตร พระอุโบสถสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2440 ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องคาวีสวยงามมาก พระประธานในพระอุโบสถอัญเชิญมาจากเมืองเก่าสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปสำริดปิดทองปางมารวิชัย และประดิษฐานพระโมคคัลลา พระสารีบุตร อัครสาวกซ้ายขวา และในเดือนกันยายน ของทุกปีจะมีการแข่งขันเรือยาวประเพณีที่วัดแห่งนี้

วัดจันทบุรี ตั้งอยู่ที่บ้านเมืองเก่า หมู่ 6 ตำบลเมืองเก่า เลยจากที่ว่าการอำเภอไปประมาณ 1 กิโลเมตร วัดอยู่ทางขวามือ มีป้ายชี้ทางเข้าวัดอย่างชัดเจน สิ่งที่น่าชมคือพระอุโบสถ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2431 สมัยรัชกาลที่ 3 มีลักษณะก่ออิฐถือปูน หลังคาจั่ว ช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันประดับลายปูนปั้นและเครื่องถ้วย ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังสมัยเดียวกับพระอุโบสถซึ่งยังสมบูรณ์อยู่และงดงาม มาก เป็นรูปเทพชุมนุม และพุทธประวัติ อุทยานแห่งชาติน้ำตกสามหลั่น เดิมชื่อ อุทยานแห่งชาติพระพุทธฉาย มีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง แก่งคอย หนองแค และวิหารแดง มีเนื้อที่ประมาณ 44 ตารางกิโลเมตร หรือ 27,856 ไร่ อุทยานฯ ประกอบด้วยภูเขาน้อยใหญ่ มีที่ราบในหุบเขา ยอดที่สูงที่สุดคือ เขาครก สูงประมาณ 329 เมตร เป็นจุดชมวิวที่อยู่สูงที่สุดสามารถมองเห็นภูมิทัศน์ที่สวยงามรอบ ๆ ตัวเมืองสระบุรี และอำเภอใกล้เคียงได้อย่างชัดเจน สัตว์ป่าที่พบมีอยู่หลายชนิด เช่น ไก่ฟ้า ไก่ป่า เก้ง ลิง หมูป่า และนกชนิดต่าง ๆ เช่น เขียวคราม กระรางหัวหงอก โพระดก บั้งรอกใหญ่ รวมทั้งผีเสื้อนานาชนิด ภายในบริเวณอุทยานฯ มีน้ำตกหลายแห่ง ได้แก่ น้ำตกสามหลั่น  น้ำตกโพธิ์หินดาษ น้ำตกโตนรากไทร เป็นต้น
สถานที่น่าสนใจอื่น ๆ ภายในอุทยานฯได้แก่
-  อ่างเก็บน้ำเขารวก  เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กมีที่สำหรับนั่งชมทิวทัศน์ และกิจกรรมต่าง ๆ เช่น พายเรือคยัค ปั่นเรือถีบ เล่นน้ำ เป็นต้น
-  อุโมงค์รถไฟพระพุทธฉาย ห่างจากที่ทำการอุทยานประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยโดยฝีมือคนไทย อยู่บริเวณเขาช่องลิง รอยต่อระหว่างตำบลเจริญธรรม อำเภอวิหารแดง และตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองจังหวัดสระบุรี
- อนุสรณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ของกองทัพญี่ปุ่น (เขาแดง) ห่างจากที่ทำการอุทยานฯประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ยังมีร่องรอยของหลุมระเบิดที่ทหารญี่ปุ่นทิ้งไว้ สิ่งปลูกสร้างที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ ได้แก่ อุโมงค์บัญชาการ สนามเพลาะตลอดแนวเขา ห้องผู้บัญชาการ ห้องเก็บสมบัติ แนวบังเกอร์
- ซากเจดีย์โบราณบนยอดเขาเรดาร์ คาดว่าเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ถูกฟ้าผ่าเสียหาย ปัจจุบันก็ยังพอมีร่องรอยให้เห็นอยู่ ความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกอย่างหนึ่งคือ ทหารญี่ปุ่นได้ใช้เขาเรดาร์นี้เป็นที่ตั้งปืนใหญ่ด้วย

วัดพระพุทธฉาย ตั้งอยู่เชิงเขาปถวี (ปฐวี) ตำบลหนองปลาไหล เข้าทางเดียวกับอุทยานแห่งชาติพระพุทธฉาย เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธฉาย หรือรอยพระพุทธรูปอยู่บนแผ่นหินซึ่งตั้งอยู่บนชะง่อนผา มีภาพเขียนลายเส้นยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่บริเวณเชิงผา และรอยพระพุทธบาทเบื้องขวา

พระพุทธนิรโรคันตรายชัยวัฒน์จตุรทิศ ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาจัตุรมุข วัดศาลาแดง ถนนพิชัยรณรงค์สงคราม ตรงข้ามศาลากลางจังหวัด เป็นพระพุทธรูปประจำทิศตะวันออก หนึ่งในพระพุทธรูป 4 องค์ ที่กรมการรักษาดินแดนสร้างขึ้นเพื่อถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

สวนพฤกษศาสตร์ภาคกลาง (พุแค)  เป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย  ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าพระพุทธบาทพุแค มีพื้นที่ทั้งหมด 4,697 ไร่ ครอบคลุมสองฟากฝั่งถนน หากไปจากสระบุรี ทางซ้ายมือ จะเป็นส่วนของอาคารสำนักงาน และห้องสมุดพรรณไม้ ทางขวามือมีบริเวณกว้างขวาง บรรยากาศร่มรื่น และมีลำธารไหลผ่าน เป็นสวนหย่อมรวบรวมพันธุ์พืชไม้ต่าง ๆ ส่วนมากจะเป็นไม้พื้นบ้าน ประกอบด้วยพรรณไม้ต่าง ๆ กว่า 35 วงศ์

ถ้ำศรีวิไล ตั้งอยู่บริเวณวัดถ้ำศรีวิไล ตำบลหน้าพระลาน ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 22 กิโลเมตร ภายในถ้ำมีพระพุทธเนาวรัตน์ ศิลปะสมัยเชียงแสน มีหินงอก หินย้อย นอกจากนั้นยังสามารถเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ของธรรมชาติ มองเห็นภูเขาสลับซับซ้อนสวยงาม

เสาร้องไห้ ตั้งอยู่ในศาลนางตะเคียนทอง ณ วัดสูง ตำบลเสาไห้ ห่างจากที่ว่าการอำเภอเสาไห้ประมาณ 500 เมตร ริมทางหลวงหมายเลข 3041 เป็นเสาไม้ตะเคียนขนาดใหญ่ โดยถือกันว่าเป็นเจ้าแม่ เพราะสิ่งของที่นำไปบูชาล้วนเป็นของสตรีทั้งสิ้น จึงได้ให้ชื่อตำบลนี้ว่า ตำบลเสาร้องไห้ และได้กลายเป็น “อำเภอเสาไห้” ในปัจจุบันและในวันที่ 23 เมษายนจะมีประเพณีสรงน้ำนางตะเคียน ทุกปี ณ บริเวณหน้าอุโบสถวัดสูง

พระพุทธรูปทองคำ ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระเยาว์ เป็นพระพุทธรูปปางขัดสมาธิ หน้าตักกว้าง 110 เซนติเมตร สูง 170 เซนติเมตร สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2 ชาวบ้านที่อพยพหนีพม่าได้อัญเชิญมาด้วยและลงรักพอกปูนปิดองค์พระไว้ ประดิษฐานไว้ที่วัดร้างแห่งหนึ่งในอำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ชาวบ้านได้อัญเชิญมาเป็นพระประธานที่วัดอุทิศสโมสร ก่อนจะอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดพะเยาว์ ต่อมาพระธรรมรัตนากร สังเกตเห็นรอยรักแทรกอยู่ระหว่างปูนที่ฉาบจึงให้ชาวบ้านช่วยกันกะเทาะปูนออกพบว่าเป็นทองทั้งองค์ ทางกรมศิลปากรตรวจสอบปรากฏว่าเป็นโลหะที่มีทองคำผสมอยู่ถึง 70 % ชาวบ้านจึงเรียกว่า “หลวงพ่อทองคำ”

วัดเขาแก้ววรวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลต้นตาล ทางฝั่งขวาของแม่น้ำป่าสัก ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 6 กิโลเมตร ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จประพาสหัวเมือง เมื่อถึงอำเภอเสาไห้ ได้โปรดเกล้าฯ บูรณะปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ และสถาปนาเป็นพระอารามหลวง มีคำเล่าลือกันว่าวันดีคืนดีจะเห็นดวงแก้วสุกสว่างเหนือวิหารวัดเขาแก้ว ถือว่าเป็นการแสดงปาฏิหาริย์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุในองค์พระเจดีย์ ในเจดีย์ปรางค์ห้ายอดองค์เล็กซึ่งตั้งอยู่ระหว่างหอระฆังและเจดีย์องค์ใหญ่เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่อง พระพุทธรูปปางป่าเลไลก์ และพระพุทธบาทซึ่งล้วนมีลักษณะงดงาม

ถนนพระเจ้าทรงธรรม หรือ ถนนฝรั่งส่องกล้อง เป็นถนนที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าทรงธรรมเมื่อครั้งเสด็จตรวจรอยพระพุทธบาท ทางเรือพระที่นั่งตามลำน้ำป่าสัก พอเสด็จมาถึงบริเวณท่าเรือ จึงได้เสด็จทรงช้างพระที่นั่ง โดยมี พรานบุญเป็นผู้นำทางและเมื่อเสด็จกลับ ได้ให้ฝรั่งส่องกล้อง แล้วให้ตัดทางกว้าง 10 วา ตรงตลอดถึงท่าเรือ เพื่อใช้เป็นถนนหลวง ในปัจจุบันถนนเส้นนี้เหลือร่องรอยให้เห็นอยู่ประมาณ 9 กิโลเมตร โดยเริ่มจากบริเวณเยื้องวัดสร่างโศก ช่วงกิโลเมตรแรกเป็นถนนดินที่ไม่ได้ใช้เป็นถนนอีกต่อไป ต่อจากนี้เป็นถนนลูกรังผ่านหลังวัดปัญจาภิรมย์ วัดหนองคณฑี ไปตัดกับถนนพระพุทธบาท-บ้านหมอ บริเวณหน้าวัดกัลยาพรรพต ผ่านหน้าศาลเจ้าพ่อเขาตก และพระตำหนักสระยอหายไปเป็นถนนลูกรังและคอนกรีต ความกว้างของถนนเหลือ 6-8 เมตร

สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอก ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาโปร่งปราบ ตำบลขุนโขลน ห่างจากตัวเมืองสระบุรีไปตามเส้นทางถนนพหลโยธิน ประมาณ 25 กิโลเมตร หากไปจากตัวเมืองสระบุรี วัดจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ ทางเข้าอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 132-133 เป็นสถานที่รักษาคนไข้ติดยาเสพติดที่มีชื่อเสียง สำนักสงฆ์ถ้ำกระบอกนี้ แม่ชีเมี้ยน ปานจันทร์ เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2500 ต่อมาเมื่อแม่ชีเมี้ยนเสียชีวิตลง หลวงพ่อจำรูญ ปานจันทร์ ซึ่งเป็นหลานได้เป็นผู้ปฏิบัติภารกิจสืบต่อมา และได้รับรางวัล “แมกไซไซ” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2518

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ที่ตำบลขุนโขลน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 28 กิโลเมตร มีทางเลี้ยวซ้ายก่อนถึงอำเภอพระพุทธบาทเข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ปูชนียสถานที่สำคัญคือ “รอยพระพุทธบาท” ที่ประทับไว้บนแผ่นหินเหนือไหล่เขาสุวรรณบรรพต หรือเขาสัจจพันธคีรี ทางขึ้นพระมณฑปเป็นบันไดนาคสามสาย ซึ่งหมายถึง บันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้ว ที่ทอดลงจากสวรรค์ หัวนาคที่เชิงบันไดหล่อด้วยทองสำริด เป็นนาค 5 เศียร บริเวณรอบมณฑปมีระฆังแขวนเรียงราย เพื่อให้ผู้ที่มานมัสการได้ตีเป็นการแผ่ส่วนกุศลแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย ส่วนพระอุโบสถ และพระวิหารต่าง ๆ ที่อยู่รายรอบ ล้วนสร้างตามแบบศิลปกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยา และตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระพุทธบาท (วิหารหลวง) อยู่ภายในวัดพระพุทธบาทฯ เป็นที่เก็บรวบรวมศิลปวัตถุอันมีค่า อาทิ เครื่องทรงสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม เครื่องลายครามสังคโลก เครื่องทองสำริดโบราณ ศาสตราวุธโบราณ รอยพระพุทธบาทจำลอง ยอดมณฑปพระพุทธบาทเก่า พัดยศของพระสมัยต่าง ๆ และท่อประปาสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช วิหารหลวงจะเปิดให้ชมเฉพาะช่วงที่มีงานเทศกาลนมัสการพระพุทธบาท ซึ่งปกติจัดให้มีปีละ 2 ครั้ง คือขึ้น 8 ค่ำ เดือน 3 จนถึงแรม 1 ค่ำ และขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4 จนถึงแรม 1 ค่ำ อัตราค่าเข้าชม คนไทย ไม่เสียค่าเข้าชม ชาวต่างประเทศ คนละ 30 บาท

บ่อพรานล้างเนื้อ ตั้งอยู่บริเวณใกล้กับวัดพระพุทธบาท มีลักษณะเป็นบ่อหินขนาดย่อมต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างปากบ่อขึ้น และที่บริเวณปากบ่อมีรอยเข่าคน ใกล้กับบริเวณบ่อมีหินลาดและมีหลุมลึกลงไป มีขนาดเท่ากระป๋องนม น้ำที่ไหลจากหลุมนี้ถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ มีประวัติเล่ากันว่าพรานบุญผู้พบรอยพระบาทเป็นผู้ที่นำเนื้อมาล้างที่บ่อ โดยคุกเข่าและก้มลงล้างเนื้อในบ่อ ส่วนหลุมขนาดกระป๋องนมคือ รอยปักหอกของพรานบุญ มีน้ำไหลออกมาไม่ขาด

พระตำหนักธารเกษม  ตั้งอยู่ริมธารทองแดงซึ่งเป็นลำธารไหลผ่านพระพุทธบาท เป็นที่ซึ่งมีแมกไม้ร่มรื่น เป็นที่สำราญพระราชหฤทัย พระตำหนักสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2176 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เพื่อใช้เป็นที่ประทับเวลาเสด็จมานมัสการพระพุทธบาท ปัจจุบันเหลือเพียงแต่ฐาน ธารทองแดงเกิดจากเขาธารทองแดงในเขตอำเภอพระพุทธบาท แล้วไหลไปทางอำเภอหนองโดน

ตำหนักสระยอ เป็นพระตำหนักที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นที่ประทับเมื่อครั้งเสด็จนมัสการพระพุทธบาท ณ ริมธารน้ำใต้ธารทองแดง ปัจจุบันเหลือเพียงรอยฐานตำหนัก

พระตำหนักท้ายพิกุล พระราชวังโบราณ ปัจจุบันไม่มีซากตำหนักปรากฏอยู่คงมีแต่เกยช้าง (หมายถึง ที่เสด็จขึ้น-ลงพาหนะสำหรับเจ้านาย) และซากกำแพงเป็นเขตโดยรอบ

ถ้ำเทพนิมิตธารทองแดง อยู่ที่วัดพุคำบรรพต ตำบลพุคำจาน เป็นแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้พบโบราณวัตถุของมนุษย์สมัยหินใหม่ตอนปลาย มีลักษณะคล้าย และเหมือนกับที่ขุดพบที่บ้านท่าแค บ้านดีลัง และซับจำปา ที่ลพบุรี สันนิษฐานว่ามนุษย์สมัยนั้นในบริเวณดังกล่าวอาจมีความสัมพันธ์กัน ปัจจุบันไม่มีโบราณวัตถุอยู่ในถ้ำแล้ว

ถ้ำนารายณ์ หรือ ถ้ำเขาวง อยู่ที่บ้านเขาวง เป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อย มีอักษรมอญโบราณจารึกไว้ที่ปากถ้ำ

ถ้ำพระธาตุเจริญธรรม หรือ ถ้ำบ่อปลา อยู่ห่างจากอำเภอแก่งคอย ผ่านตลาดแล้วข้ามสะพานอดิเรกสารซึ่งทอดข้ามแม่น้ำป่าสักไปอีกประมาณ 8 กิโลเมตร ลักษณะถ้ำ จากปากทางเข้าจะปูด้วยหินอ่อนเป็นทางเดินชมทั่วบริเวณถ้ำโดยตลอด ภายในถ้ำแบ่งออกเป็นห้องขนาดใหญ่ 3 ห้อง นอกจากนั้นทางด้านหลังยังมีถ้ำขนาดใหญ่อีก 2 ถ้ำ ภายในถ้ำเป็นที่ประดิษฐานของ หลวงพ่อใหญ่ พระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัยสมัยอยุธยา

ผาเสด็จ ตั้งอยู่ริมทางรถไฟ ตำบลทับกวาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 30 กิโลเมตร เป็นหน้าผาที่รัชกาลที่ 5 และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จมาประทับเมื่อคราวสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เมื่อ พ.ศ. 2438 ทั้งสองพระองค์ได้ทรงจารึกพระปรมาภิไธย จปร. และ สผ. ไว้ ณ หน้าผาแห่งนี้

ถ้ำพระโพธิสัตว์ ตั้งอยู่ในบริเวณวัดถ้ำพระโพธิสัตว์ ตำบลทับกวาง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 32 กิโลเมตร ที่ผนังมีภาพจำหลักนูนต่ำเป็นรูปพระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรม และภาพเทพเจ้าในศาสนาฮินดู และภายในผนังถ้ำยังมีเจดีย์ทรงลังกา ศิลปะสมัยทวารวดี มีหินงอก หินย้อย บริเวณภายนอกถ้ำมีต้นไม้นานาพรรณ นอกจากนั้นยังพบรอยจารึกพระปรมาภิไธยย่อ จปร. เมื่อทรงเสด็จทอดพระเนตรน้ำตก ถ้ำธรรมทัศน์ ถ้ำลุมพินี สวนหิน และถ้ำสงัดเจดีย์

เขาพระพุทธบาทน้อย ตั้งอยู่ในบริเวณวัดพระพุทธบาทน้อย ที่ตำบลสองคอน มีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนสูงชัน สลับซับซ้อนเรียงรายด้วยยอดเขาแหลม และที่ยอดเขาแหลมนี้จะพบเห็นนกจู๋เต้นเขาปูน ในวงศ์นกกินแมลงจะพบมากที่จังหวัดสระบุรี ในอดีตเคยมีผู้พบ เลียงผา หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ม้าพระอินทร์ อาศัยอยู่ในถ้ำสามเขา ที่มีเนื้อที่เกือบ 1 ไร่ ภายในมีรอยพระพุทธบาทจำลอง

พระบวรราชวังสีทา ตั้งอยู่ที่ตำบลสองคอน ประวัติพระบวรราชวังแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างที่ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งตะวันตก ณ ตำบลบ้านสีทา ในแขวงจังหวัดสระบุรี สร้างคราวเดียวกับเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงสร้างพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ที่เมืองลพบุรี

แหล่งโบราณคดีบ้านดงน้ำบ่อ ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 334 เข้าทางสถานีเขาสูง ( 6 กิโลเมตรจากหุบเขาทานตะวัน ตำบลหินซ้อน ) ผ่านห้วยซับม่วงเลี้ยวขวาไปชมแหล่งฝังศพที่อยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย พบโครงกระดูกที่มีการฝังทับซ้อนวางเรียงกันในแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก เป็นสุสานที่มีพิธีกรรมในการฝังศพและเป็นแหล่งโบราณคดีวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำป่าสัก ขุดพบเครื่องมือ หินเหล็ก เครื่องประดับ กำไล ลูกปัด มีอายุประมาณ 2,000 ปี มาแล้ว

ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า มีพื้นที่ 13,750 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะปราง มีความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพทั้งพันธุ์พืชและสัตว์ป่านานาชนิด มีพื้นที่ติดต่อกับด้านตะวันตกของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ประกอบด้วยป่าหลายชนิดได้แก่ ป่าดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ และทุ่งหญ้า ก่อให้เกิดความหลากหลายของพันธุ์พืช เป็นต้นกำเนิดของน้ำตกต่าง ๆ ในพื้นที่ พันธุ์ไม้ที่พบมีจำพวกพืชสมุนไพร เช่น พญามีฤทธิ์ ม้ากระทืบโรง กราวเครือ ว่าน รวมทั้งเห็ดชนิดต่าง ๆ เช่น เห็ดแชมเปญ เห็ดปากหมูฯ สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในบริเวณ ได้แก่ ช้างป่า กระทิง หมี กวาง เก้ง นางอาย อีเห็น กระจง หมูป่า และ นกอีกประมาณ 158 ชนิด เช่น โพระดก หัวขวาน กระแตแต้แวด ปรอด ขุนแผน ฯลฯ บินข้ามไปมาระหว่างศูนย์ฯ กับเขาใหญ่

องค์การศาสนาเซไคคิวเซเคียวประจำประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 430 ไร่ มีโครงการจัดทำสวนพฤกษศาสตร์เขตร้อนมิโรคุ โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ ศาสนา และศิลปะความงามด้านพืชศาสตร์ ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง มีสระน้ำ ประติมากรรมหินอ่อน รูปทรงต่าง ๆ และสวนญี่ปุ่น มีภูมิทัศน์ที่สวยงามและอีกด้านหนึ่งของโครงการจะมีแปลงสาธิตเกษตรธรรมชาติ โดยใช้ EM เทคโนโลยี คือการใช้จุลินทรีย์ให้เกิดประโยชน์เพื่อลดมลภาวะในสิ่งแวดล้อม

น้ำตกเหวน้อย อยู่ที่บ้านมวกเหล็กใน เป็นต้นน้ำของน้ำตกมวกเหล็ก และน้ำตกเจ็ดสาวน้อย เมื่อเดินต่อไปจะพบ น้ำตกเหวราง และน้ำตกโป่งตาลอง ซึ่งเป็นน้ำตกสูงอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ช่วงที่เหมาะในการท่องเที่ยว คือช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน

สวนรุกขชาติมวกเหล็ก และน้ำตกมวกเหล็ก อยู่ห่างจากสระบุรีประมาณ 37 กิโลเมตร ไปตามถนนมิตรภาพ ทางเข้าซ้ายมือตรงข้ามกับร้านขายผลิตภัณฑ์ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) สวนรุกขชาตินี้มีเนื้อที่ 375 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ระหว่างอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี กับอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มีลำธารซึ่งมาจากต้นน้ำในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไหลผ่านลงสู่แม่น้ำป่าสัก ซึ่งเป็นเส้นกั้นเขตระหว่างสองจังหวัดดังกล่าว ในลำธารมีแก่งหินลดหลั่น เป็นน้ำตกชั้นเล็ก ๆ บริเวณสองฟากของลำธารมีสะพานแขวน และพันธุ์ไม้ดอก ไม้ประดับต่าง ๆ

อุทยานแห่งชาติน้ำตกเจ็ดสาวน้อย อยู่ในเขตตำบลมวกเหล็กทางเข้าทางเดียวกับน้ำตกมวกเหล็ก เป็นทางลาดยางต่อไปอีก 9 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่ไหลลดหลั่นมาตามแนวลำธาร มีประมาณ 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสูงราว 4 เมตร แอ่งน้ำมีบริเวณที่เล่นน้ำกว้าง และร่มรื่น

น้ำตกซับเหว ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 2273 ตรงสู่แยกไปโป่งเก้งเขต อำเภอมวกเหล็ก แล้วเลี้ยวขวาไปประมาณ 5 กิโลเมตร น้ำตกซับเหวมีความสูงกว่า 30 เมตร จากจุดเริ่มต้นเข้าไปสู่น้ำตกด้วยระยะทางประมาณ 800 เมตร เป็นลักษณะผาดินสูงประมาณ 30 เมตร ล้อมรอบด้วยหุบเขา มีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ให้ลงเล่นน้ำได้ ด้านขวาของน้ำตกมีทางเดินขึ้นไปชมโพลงถ้ำขนาดเล็กซึ่งมีหินงอก หินย้อยภายในถ้ำ การเดินทางเข้าไปที่น้ำตกค่อนข้างลำบาก

ถ้ำดาวเขาแก้ว ตั้งอยู่ที่ตำบลพญากลาง ห่างจากอำเภอมวกเหล็กประมาณ 38 กิโลเมตร หรือจากตัวอำเภอเมืองไปประมาณ 75 กิโลเมตร ไปทางเดียวกับน้ำตกเจ็ดสาวน้อยอยู่เลยไปอีกประมาณ 30 กิโลเมตร ผู้ที่จะชมถ้ำต้องปีนบันไดจากเชิงเขาไปถึงปากถ้ำประมาณ 100 เมตร ลักษณะแปลกของถ้ำนี้ คือ มีจุดสีแดง สีดำ และสีน้ำตาลอยู่ที่เพดานถ้ำ มีหินงอก หินย้อย และมีฝูงค้างคาวอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

ไร่องุ่นในอำเภอมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็กมีไร่องุ่นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตลอดทั้งปี คือ ชิมองุ่นสด ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากองุ่น เช่น ไวน์ องุ่นไร้เมล็ด น้ำองุ่น องุ่นหยี แยมองุ่น เป็นต้น หรือ จะร่วมกิจกรรมเก็บองุ่นก็ได้ ไร่องุ่นที่เปิดสำหรับนักท่องเที่ยว ได้แก่ ไร่องุ่นกำนันเม้ง,ไร่องุ่นคุณมาลี,สวนองุ่นภูอมรและไวน์องุ่นภูอมร, ไร่น้ำภูฟ้า การเดินทางชมไร่องุ่นจะอยู่ตามเส้นทางสาย 2089 เส้นมวกเหล็ก-วังม่วง

เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  มีพื้นที่อยู่ในเขตบ้านคำพราน อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี และตำบลหนองบัว อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี เป็นเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ความยาวสันเขื่อน 4,860 เมตร ได้ก่อสร้างขึ้นตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตัวเขื่อนก่อสร้างด้วยการเรียงหิน มีแกนดินเหนียวภายใน มีประตูเก็บน้ำ 7 ช่อง อุโมงค์ระบายน้ำ 2 แห่ง เก็บกักน้ำได้ปริมาณ 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

อุโมงค์ต้นไม้ เป็นบริเวณทางโค้งที่ต้นไม้สองฝั่งถนนโน้มเข้าหากันทำให้ดูคล้ายอุโมงค์ และให้ความร่มรื่นสวยงามมีความยาวประมาณ 200 เมตร นักท่องเที่ยวมักจอดรถแวะถ่ายรูปเป็นประจำ การเดินทาง จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 2 แยกเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2089 อุโมงค์ต้นไม้จะอยู่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 24-25 จะมีป้ายบอกว่าเป็นอุโมงค์ต้นไม้

ทุ่งทานตะวัน ตั้งอยู่ที่บริเวณเขตติดต่อระหว่างจังหวัดลพบุรี และสระบุรี ตามเส้นทางสายพัฒนานิคม-วังม่วง มีการทำไร่ทานตะวันกันมาก ในช่วงฤดูหนาวราวเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ริมฝั่งถนนจะสะพรั่งไปด้วยสีเหลืองของดอกทานตะวัน เป็นที่สะดุดตาแก่ผู้ผ่านมาบริเวณนี้เป็นอย่างมาก
สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวนับแสนคนจากทั่วประเทศให้เดินทางมาเที่ยวชมและถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทานตะวันมีอยู่หลายอย่าง อาทิ เมล็ดทานตะวันอบแห้ง คุกกี้ทานตะวัน ข้าวเกรียบ ข้าวตังทานตะวัน น้ำผึ้งดอกทานตะวัน เกสรผึ้ง นมผึ้ง และเครื่องจักสานใบลานที่ขึ้นชื่อ เป็นต้น

เจดีย์พระคุณแม่ ตั้งอยู่ที่วัดคลองใหม่ ตำบลหนองหมู ระยะทางห่างจากจังหวัดประมาณ 42 กิโลเมตร ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน มุ่งสู่กรุงเทพฯ ผ่านหินกองและตลาดหนองแค ก่อนข้ามสะพานรพีพัฒน์ จะมีทางแยกซ้ายมือเลียบคลองชลประทานบอกทางเข้าวัดคลองใหม่ แล้วเลี้ยวซ้ายผ่านที่ว่าการอำเภอหนองแคไปประมาณ 5 กิโลเมตร เจดีย์พระคุณแม่เป็นเจดีย์รูปทรงคล้ายพระปฐมเจดีย์ ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง องค์เจดีย์ล้อมรอบด้วยพระประจำวัน เจดีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้กุลบุตรกุลธิดาระลึกถึง และตอบแทนพระคุณแม่

สวนนกธรรมชาติตำบลไผ่ต่ำ อยู่บริเวณป่าไผ่ที่บ้านลุงต้อม เหมือนแม้น อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 ตำบลไผ่ต่ำ มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงนกพันธุ์ต่าง ๆ กว่า 17 ชนิด อาทิ นกเอี้ยงดำ นกกางเขน นกเขา นกกวัก นกกาน้ำเล็ก นกแขวก และนกกระยาง โดยฝูงนกเหล่านี้จะออกหากินตั้งแต่เช้าตรู่ และจะบินกลับรังในตอนเย็นใกล้ค่ำ การเดินทาง ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ไปจากกรุงเทพฯ จนถึงระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 83-84 ทางด้านซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางไปวัดราษฎร์ศรัทธาธรรม หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดไผ่ต่ำ ให้เลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ 800 เมตร จนพบคลองชลประทานให้เลี้ยวซ้ายเลียบคลองไปอีกประมาณ 150 เมตร